คิแพง - บทที่ 19 -- ตัวสร้างปัญหา
ตึกร้างถูกตั้งเป็นบ่อนโดยมาเฟียตึกสีพ่น ที่ยึดมาครอบครองด้วยการแย่งชิงมาหลายต่อหลายมือ สิ่งนี้วัดกันด้วยชัยชนะ และเมื่อแก๊งนี้ปกครองยาวนานแบบไม่มีใครสามารถโค่นลง จึงย่อมมีผู้มั่งคั่งและอำนาจด้านมืดปกครองอีกที
แน่นอนหลายพรรคหลายพวกอยู่ได้เพราะมีเขา..อาคีรา เนื่องจากอาชีพที่เขาทำมักต้องใช้เส้นสาย และการรู้จักเหล่าผู้มีอำนาจในพื้นที่ไว้บ้าง เปรียบเสมือนการปูทางให้กับเขา แต่นั่นก็ย่อมแรกมาด้วยเงินไม่ใช่น้อย
“ไงพวก แพ้อีกแล้วสิมึง”
เสียงใครคนหนึ่งกระตุ้นความเครียดของเพชรให้เผยออกมา หลังจากเก็บเอาไว้ในใจผ่านก็แต่สีหน้า
“กูว่าพอแล้วมั้ง วันนี้มึงโชคไม่ดีว่ะ”
มือสากใหญ่จับและกดบนบ่าแกร่ง แต่ถ้าเทียบกระดูกกันระดับเบอร์คงจะห่างกันหลายขนานอยู่ ทว่าเพียงแค่นั้นก็ทำให้เพชรหน้าซีดแล้ว
“ขอแก้มืออีกสักตาได้ไหมพี่ คราวนี้ผมมั่นใจว่าจะได้คืน”
การพนันไหลเข้าเส้นกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเลือด เขาจำไม่ได้ว่าเริ่มติดตั้งแต่ตอนไหน หากแต่วันใดไม่ได้เล่นราวกับขาดอะไรไปสักอย่าง
“ได้ดิ แต่ไหนทุนมึงล่ะ” รองหัวหน้าแก๊งสีพ่นเอียงคอถาม ใบหน้าที่เรียบเฉยไม่สามารถคาดเดาความคิดได้เลย ไหล่แกร่งถูกกดด้วยนิ้วมือ บังคับให้หันกลับมาเผชิญ พลางส่ายหน้าดูแคลน “ถ้าคิดจะยืมลูกพี่กูอีก ไม่ได้แล้วนะไอ้เพชร ตอนนี้ก็ล้านหนึ่งแล้ว จะเอาของใหม่ก็คืนของเก่าก่อนสิวะ”
สติเหมือนจะถูกดึงกลับมาก็ตอนที่ได้ยินจำนวนเงิน ชายหนุ่มขึงตากว้างทว่าสิ่งนั้นถูกซ่อนไว้ด้วยการก้มหน้างุด เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
“ผะ ผม กะว่าจะเล่นให้ได้แล้วคืนพี่ครับ”
เพียงแค่นั้นสีหน้าของรองหัวหน้าก็เปลี่ยนไป ใบหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่ ที่พอจะมีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่บ้าง หุบยิ้มลงทันควัน พลันกลายเป็นถมึงทึง ฉวยคอเสื้อคนตรงหน้าจนเท้าลอย
“ใครสั่งใครสอนให้มึงเอาเงินมาเดิมพันกับดวง? ฮะ..”
เสียงกดต่ำทำให้เพชรเริ่มหงอย เพราะมันไม่แค่ฉวยคอเสื้อ แต่เอาปืนจ่อหัวด้วย
“ผมถึงได้ขอยืมอีกสักก้อนไงครับ จะได้..”
“อ๊า มึงกล้ามากไอ้เหี้ย มึงกำลังจะบอกว่าที่ยืมไปทั้งหมดนี้ถ้าไม่ชนะ มึงก็ไม่มีคืน?”
“ก็ผมกำลัง...”
“ไอ้ควายเอ๊ย... ลากตัวมันไป!”
“พี่ ให้โอกาสผมนะพี่ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว...พี่!”
เสียงแจ้งเตือนข้อความในช่วงค่ำละความสนใจของคนกำลังเอนหลังอยู่บนโซฟา เธอวางแมคบุ๊คที่เปิดค้างจอหน้าสมัครงานลงข้างๆ เปลี่ยนเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแทน พลันเปิดดูหัวคิ้วก็ขมวด เป็นข้อความของใครคนหนึ่งที่แจ้งเพิ่มเพื่อนใหม่ เมื่อกดเข้าก็ขึงตาอีกที
Lynn : คนสวย
เธอไม่ได้กดรับเพื่อนในทันที แต่เลือกที่จะตอบก่อน
PP : สวัสดีค่ะ พี่หลิน
Lynn : ว้าย คนสวยจำพี่ได้ดีใจจังเลยค่ะ
มุมปากกระจับเผลอยิ้ม เธอมีเพื่อนแค่ไม่กี่คน และคนแปลกหน้าเข้ามาในชีวิตสามารถจำได้ทั้งหมด ไม่มีปัญหาเลย ลืมหล่อนไปก็อัลไซเมอร์แล้ว เพียงแค่แปลกใจนิดหน่อย ทำไมถึงเป็นหลินที่เป็นฝ่ายดีลมา ทั้งที่ควรเป็นเธอที่จะต้องติดต่อไปก่อน แต่เนื่องจากยังตัดสินใจทำงานที่แม็กแนะนำไม่ได้จึงเงียบไป
PP : จำได้ค่ะ พี่หลินมีอะไรให้แพงช่วยเหรอคะ
Lynn : มีแน่นอนค่ะ ต้องขอโทษนะที่เสียมารยาททักเธอไปก่อน ทั้งที่คนสวยอาจไม่สนใจ แต่พี่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว คืองี้ขอเข้าเรื่องเลยละกัน เรื่องงานแข่งรถที่กำลังจะถึงนี้อะ พี่ขาดคน อยากให้น้องมาช่วยหน่อยค่ะ ได้ไหมคะ แค่วันเดียว
PP: วันไหนคะพี่
Lynn: วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้
เธอเหลือบมองปฏิทินโดยอัตโนมัติ ก็ประมาณอีกสองวัน แต่ไม่ทันได้พิมพ์กลับ อีกฝั่งพิมพ์ต่อท้ายมาติดๆ
Lynn: ไม่ต้องห่วงเรื่องหน้างานนะคะ ไม่มีอะไรยากเลยค่ะ แค่เดินสวยๆกลางร่มให้นักแข่งแค่นั้นเลย
คนตัวเล็กอ่านไปหย่อนคิ้วไป อยู่ๆใจก็เผลอนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา และคิดว่าสปอนเซอร์ต้องเป็นเขาแน่ หากแต่ไม่ได้คิดไปไกลกว่านั้น อาทิเช่นต้องเจอกัน ระดับนั้นคงไม่มายืนเกาะสนาม หรือเดินตามเธอ แต่ถ้าจ้างฉุดนะไม่แน่ เธอรู้มาว่าคนอย่างเขาไม่สามารถทำอะไรแบบเจิดจรัสในที่สว่างได้ ทว่าถึงจะคิดในแง่ดีขนาดนั้น แต่ความกลัวก็ยังครอบงำอยู่ดี ไม่อยากเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว
PP: ขอแพงคิดก่อนได้ไหมคะ สักพักแพงจะตอบกลับค่ะ
Lynn: ได้เลยค่ะคนสวย พี่จะรอนะคะ รออย่างมีความหวังค่ะ
คนตัวเล็กส่งยิ้มให้กับหน้าจอโทรศัพท์ พลางวางลงที่เดิมสลับกับอีกอย่างที่มีเนื้อหาภายในให้สนใจกว่า เธอยังคงนั่งหางานอย่างเงียบๆ จนกระทั่งตาลาย หาววอด และเผลอหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีตอนกระดิ่งหน้าห้องดัง
“ใครคะ”
สิ่งแรกที่ทำคือการเหลือบมองเวลา เมื่อเห็นว่าเกือบจะสองทุ่มแล้วถึงได้ขมวดคิ้ว ถึงไม่ดึกมากแต่นี่ก็ถือว่ายามวิกาลสำหรับเธอ คอนโดนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ส่วนใหญ่แขกที่มาพักไม่เป็นนักศึกษาทำงานส่งตัวเองเรียน ก็เป็นพนักงานเอกชน แถมห้องของเธอไม่เคยมีประสบการณ์ใครมาหาโดยไม่แจ้งกันล่วงหน้าก่อน
ไม่มีเสียงตอบรับ และไม่เจอใครภายนอกหลังใช้ตาแมวสอดส่อง กลับพบเพียงความว่างเปล่าและแสงไฟนีออนเท่านั้น เธอกำลังจะเดินหันหลังอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าหลังประตูบานนั้นเกิดเสียงเคาะขึ้นมาจนต้องชะงักและหันไปสนใจอีกที แถมไม่รู้อะไรดลใจให้เธอกล้าที่จะเปิดประตูด้วย พลันถึงกับยืนอึ้งในทันทีที่เห็น
น้องชายของตนนั่งอยู่กับพื้น แผ่นหลังแนบชิดกับกำแพงบ่งบอกถึงการไร้เรี่ยวแรง ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือรอยฟกช้ำเต็มหน้าพร้อมกับคราบเลือดอีก
“เพชร!”
ไม่ถึงชั่วโมงร่างสูงที่สลบไปก่อนหน้าค่อยๆลืมตาขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมของอาหาร เขาลุกขึ้นนั่ง เห็นร่างเล็กเดินไปเดินมาอยู่ไกลๆ หากให้เดานั้นคงเป็นโซนครัว จากนั้นข้าวต้มร้อนๆก็ถูกยกมาด้วยมือบาง และวางลงบนโต๊ะข้างกันกับโซฟาที่เขานอน
เพชรขมวดคิ้วพยายามนึกถึงเรื่องราวที่ผ่าน สำหรับเขามันค่อนข้างจะเลวร้าย แต่สิ่งที่จะพูดออกไปหลังจากนี้คาดว่าคงจะร้ายกว่า
เสียงกระแทกช้อนลงบนชาม เรียกสติให้เขาตื่นจากภวังค์ ร่างสูงที่มีหน้าตาดีและคล้ายกับคนตรงหน้ามากๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้กลับมีบาดแผลเต็มไปหมด แม้ว่าจะถูกทายาให้ด้วยพี่สาวไปแล้ว
“ไม่ต้องเอาใจกันขนาดนี้ก็ได้ รู้พอผมฟื้น พี่ก็จะไล่กันทันที”
พะแพงแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่น้องชายไม่เคยเห็น และนั่นยิ่งทำให้เขากังวล เนื่องจากเหตุการณ์เกือบจะเอากันถึงตายในตอนนี้ก็เพิ่งจะเป็นครั้งแรกของเขาเช่นกัน
“ก็รู้นี่ แต่คราวนี้ฉันจะใจดีให้แกได้กินก่อน กินซะสิ”
คนตัวเล็กพยักหน้าไปยังข้าวต้มที่มีควันโขมงโชยออกมาจากชาม พลางเบือนหน้าไปทางอื่น ใจจริงไม่อยากจะรับรู้เรื่องของน้องชายนักหรอก เพราะไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักครั้ง เผลอๆครั้งนี้หนักกว่าที่แล้วมา หากเธอไม่มีปัญญาช่วยจะทำยังไง
“พี่..”
เธอคิดไว้ไม่มีผิด หญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง บอกตามตรงเธอยังไม่พร้อม แต่พอมาคิดๆดูแล้ว ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครอีกที่จะต้องยื่นมือช่วย
“พี่...”
“คราวนี้ไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้อีกล่ะ บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าเป็นเรื่องเงินฉันไม่..”
“อืม เงิน”
“.......”
พะแพงหันขวับมามองเขา สีหน้าตอนนี้ของเธอบึ้งตึง หากแต่ยังคงความสะสวยจนน้องชายแท้ๆยังแอบชมอยู่ในใจ
“เยอะด้วย..”
ทั้งห้องเงียบกริบ คนตัวเล็กกัดริมฝีปากแน่น มีบางอย่างแทรกเข้ามาในจิตใจ ทันทีที่น้องของเธอพูด อยู่ๆจิตใต้สำนึกก็เหมือนจะย้ายไปที่อื่น เธอราวกับมีจิตสัมผัสดุจรู้ล่วงหน้าว่าหายนะกำลังจะมาแล้ว และก็จริง
“เท่าไหร่”
“ล้านนึง”
“ไอ้เพชร!”
