คิแพง - บทที่ 14 -- สับสน
พะแพงขมวดคิ้วให้กับสิ่งที่ตนได้ยินในตอนนี้ จากปลายสายหลังกดรับ นี่ไม่ใช่เสียงของเขา คนตัวเล็กถึงได้นั่งนิ่ง ในหัวกำลังตีกันยุ่งว่าเธอต้องทำไงต่อ พูดต่อไปหรือกดวางดี
(สวัสดีครับ ใครพูดครับ)
แต่พอปลายสายโต้ตอบมาใหม่ราวกับยื้อเพราะรู้ว่าเธอกำลังจะเลิกสายแล้ว ดวงตากลมโตถึงได้กะพริบถี่
“ค่ะ สวัสดีค่ะ ใช่เบอร์คุณอาคีรารึเปล่าคะ”
(ต้องการเรียนสายกับนาย ไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร และคุณเป็นใครครับ)
จากที่มึนงง กลายเป็นนั่งตัวแข็งทื่อไปเลย นี่คงเป็นระบบคุ้มกันขั้นแรกสินะ ถ้าอยากเข้าถึงตัวเขาแต่เป็นคนนอก ไม่ได้สนิทถึงขั้นมีเบอร์ส่วนตัวคงจะยากน่าดู คนตัวเล็กกลอกตามองบน พลางถอดหายใจพรืด
“ชื่อพะแพงค่ะ ต้องการคุยเรื่อง..”
(คุณพะแพง..)
“คะ?”
ไม่ถึงหนึ่งนาที อารมณ์เธอเปลี่ยนไปแล้วสามรอบ พะแพงนั่งเขี่ยข้าว ขาหมูที่ชวนน้ำลายไหลในทีแรกเริ่มโดนเมิน นั่นเพราะตื่นเต้นรอลุ้นกับปลายสายว่าจะพูดอะไร นี่ขนาดลูกน้องยังทำใจแป้วได้ขนาดนี้ ด้วยน้ำเสียงที่อยู่ๆก็ห้วน และอ่อนลงแบบสั่งได้ทันทีในพริบตาเดียว เจ้านายจะขนาดไหน
(ถึงขนาดโทรมาแบบนี้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ)
“อ่า ต้องมีอยู่แล้วค่ะ” แม้ว่ากำลังขมวดคิ้วด้วยความงง ทว่าใจยังสู้อยู่ “เรื่องเงินที่คุณอาคีราโอนมา แพงว่ามันมากเกินไป แพงไม่กล้าใช้”
(เรื่องนี้เองเหรอครับ)
เขาใช้คำว่าเรื่องนี้เอง ที่มีความหมายเดียวกันกับเรื่องแค่นี้หรือเปล่า
“คะ? อ๋อ ใช่ค่ะ เรื่องเงิน แพงไม่สบายใจ สามารถโอนกลับไปได้ไหมคะ เอาแค่ค่าดื่มก็พอ”
(แต่ว่า..)
“โอนไปที่พี่ก็ได้นะ ง่ายดี บอกเลขบัญชีมา..”
(คุณพะแพงครับ!)
“....ได้เลย”
สิ้นสุดเสียงกึ่งตวาดของเขา ประหนึ่งต้องการเพียงเรียกสติ แต่มันอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะดูเหมือนว่าเจ้าของชื่อจะอึ้งไปแล้ว เธอนั่งนิ่งทั้งที่โทรศัพท์ยังแนบหูอยู่ และเหมือนคนในสายจะรู้ตัวถึงได้เงียบราวกับสายถูกตัดไปเช่นกัน แต่เงียบได้ไม่นานเสียงถอนหายใจก็ตามมา
(คืองี้ครับคุณพะแพง คุณฟังผมนะ เงินที่ได้ไปสำหรับนายมันเล็กน้อยมากครับ ผมสามารถตัดสินใจแทนนายได้เลย แนะนำคุณเก็บมันไว้ไม่ต้องคืน ใช้มันได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้นครับ)
“แต่ว่าแพง..”
(แต่ถ้าคุณพะแพงไม่สบายใจจริงๆ ผมจะแจ้งนายให้ก็ได้ครับ )
“ได้ใช่ไหมคะ”
(ครับได้ ผมจะแจ้งนายให้ เผื่อนายจะมีคำตอบให้กับคุณ แบบที่คุณต้องการ )
“โอเคค่ะ งั้นฝากด้วยนะคะ”
(ยินดีครับผม)
ประโยคทิ้งท้ายเหมือนว่าคนปลายสายจะหลุดขำ ราวกับตลกที่เธออุตส่าห์ไปหาช่องทางติดต่อเพื่อจะโทรหาเพียงเรื่องแค่นี้ ทว่าหารู้ไม่ว่าเรื่องแค่นี้ของเขาเกือบทำเธอหัวใจวายตายตอนเห็นจำนวนเงิน
คนตัวเล็กเป็นคนตัดสาย กว่าจะเอาใจใส่ลงไปในข้าวขาหมู ดึงความอร่อยของมันปลอบขวัญต่อมหิวให้กลับมาใหม่ได้อีกครั้ง เล่นเอาน้ำซุปในถ้วยเกือบเย็น ถือว่าโชคดีที่คำพูดของแปะดังเตือนสติว่าเพิ่มเนื้อพิเศษ ไม่อย่างนั้นได้ห่อกลับบ้านไปใส่ตู้เย็นแน่ และท้ายที่สุดก็ถูกลืม
คืนนั้น
ราวสามทุ่มตามเวลาท้องถิ่น ร่างบางที่นอนเกลือกกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงเพราะไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร เธอกะว่าให้คนพรุ่งนี้เป็นคนเริ่มทำ ไม่ว่าจะเป็นการหางานใหม่หรือใช้ชีวิต ให้เธอในวันพรุ่งนี้ทำทั้งหมด แต่พอเห็นสายเข้าของม่อนวิดีโอคอลเข้ามาถึงกับใจชื้นขึ้นมาทันที เพื่อนของเธอมักจะโผล่มาในวันที่เธอใกล้ตายเป็นประจำ
“ม่อน...”
(อะไร? นั่นสภาพแกเหรอ)
“ช่วยด้วย อ่อมมากเลย..”
(ไปทำอะไรมา)
คิ้วของคนในจอเริ่มขมวด เมื่อเห็นสภาพของเพื่อนสาวที่มันไม่ต่างกับคนป่วย คนตัวเล็กเม้มปากแน่นช่างใจต่อเรื่องที่กำลังเครียด แต่ด้วยนิสัยอยากมีคนเข้าใจแต่ไม่อยากเล่าทำให้เธอเลือกที่จะไม่พูด
“เมื่อคืนเฮียให้ออกไปนั่งดริงก์กับแขกมา ดื่มเยอะไปหน่อยสภาพเลยอย่างที่เห็น”
(อีกแล้วเหรอ แกทำแผนกไหนกันแน่เนี่ย เขาทำแบบนี้ฉันว่ามันเริ่มแปลกๆแล้วนะ นั่งกับใคร เสี่ยที่ขอเลี้ยงแกนะเหรอ)
ถ้าเป็นแต่ก่อนเธอก็คงสงสัยไปกับหล่อน หากแต่ตอนนี้กระจ่างแล้ว แถมเป็นเรื่องแล้วด้วย จึงได้แต่ส่ายหน้า
“เปล่า คนอื่นน่ะ ช่างเถอะ”
(แล้วนี่ ไม่ไปทำงานเหรอ หรือว่าหยุด?...ฉันไปหาไหม ออกไปหาอะไรกินกัน)
ทันทีที่ได้ยินพะแพงถึงกับทำหน้าเบื่อหน่าย
“ม่อนนี่มันกี่ทุ่มแล้วม่อน ถ้าจะมาหาฉันแล้วค้างฉันไม่ว่า แต่ถ้าจะชวนออกไปข้างนอกในเวลานี้ ฉันขอบาย เหนื่อย”
ปลายสายเงียบไปราวกับครุ่นคิด เมื่อผลที่ได้คือเห็นด้วยจึงพยักหน้าให้
(ฉันก็ไม่ได้ไปห้องแกนานแล้วเหมือนกันเนอะ อีกอย่างนานๆทีกว่าแกจะว่าง ไม่อย่างนั้นก็โน่น..รอเปิดเทอม ก็ได้! งั้นคืนนี้ฉันจะไปนอนห้องแก เม้าท์ฉ่ำกันไปเลย)
“โอเค งั้นมา อย่าลืมหิ้วขนมมาด้วย รู้สึกอยากกินของหวาน”
(เออ ได้ทีใช้ใหญ่ ว่าแต่ให้ชวนบาสมันด้วยไหม)
“มันว่างไหมก่อน ถ้ามันว่างก็มาเลย”
(โอเค แล้วเจอกัน)
