คิแพง - บทที่ 11 -- ข้อความ
คนตัวเล็กถูกกระชากออกจากโซฟาเกือบหัวคะมำ โดยร่างสูงที่อยู่ๆก็ทนไม่ไหวขึ้นมา เขาต้องการจะพาเธอไปที่พัก ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่มาก หากแต่จังหวะนั้นเหนือเมฆผลักประตูเข้ามาซะก่อน และนั่นทำเขาหัวเสียไม่น้อย
“เฮ้ยๆ จะพาน้องเขาไปไหน”
“โรงแรม..”
อีกมือที่ว่างดันคนยืนขวางประตูให้ถอยห่าง ทว่ากลับต้องฉุนอีกครั้งเมื่อถูกเขายื้อแขนเอาไว้ และไม่มีทีท่าจะว่าจะหลบไป แรงนั้นกระชากคนตัวเล็กจังหวะพุ่งไปข้างหน้าแต่ถูกกระชากกลับมาข้างหลังถึงกับเวียนหัว โชคดีที่เขาคว้าทันจังหวะหันไปเห็น และกลัวเธอจะล้มจึงโอบเอวไว้
“ใจเย็นก่อนไอ้เสือ” ทั้งที่รู้ยิ่งเมาเพื่อนของเขาจะยิ่งหัวร้อน การไปขวางทางกันแบบนั้นมีแต่เสี่ยงจะเสียชีวิต หากแต่จำเป็นต้องทำเพราะความเป็นห่วง ดูท่าเพื่อนเขาเองก็เมาไม่เบา ถึงได้ขาดสติลากเด็กออกจากร้านอย่างประเจิดประเจ้อแบบนี้ “ใจเย็นแล้วฟังกูก่อน มึงจะลากน้องเขาไปแบบนี้ไม่ได้ มึงดูสภาพน้องเขาด้วย กล้องวงจรปิดเต็มไปหมด อยากโดนข่าวดราม่ารึไง เรามันนักธุรกิจดังนะโว้ย”
คราวนี้เขานิ่ง ประหนึ่งกำลังฉุกคิดตามคำเตือนเพื่อน หันมองคนตัวเล็ก ที่ขนาดทรงตัวยืนยังต้องใช้การบังคับจากเขาเลย และเมื่อเห็นด้วยร่างสูงจึงพ่นลมหายใจคลายอ้อมแขนนั้นออกทันที แน่นอนผลที่ได้คือเธอลงไปนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น
“อ่าวเฮ้ย” โชคดีที่เหนือเมฆคว้าแขนเรียวไว้ ไม่อย่างนั้นหงายหลังขึ้นมามีสลบกันบ้างแหละ “ไอ้คี นึกจะปล่อยน้องเขาก็ปล่อยอย่างนี้เลยหรือวะ”
ร่างสูงเท้าเอวสอบอย่างหงุดหงิด เขาไม่ได้ฟังคำตำหนิของเพื่อนเลยสักนิด แต่กำลังควบคุมอารมณ์กระสันที่กำลังพลุกพล่าน และอยู่ๆถูกสั่งระงับเก็บเข้าที่เดิมกลางคัน พลางชั่งน้ำหนักระหว่างภาพพจน์เทพบุตรที่สร้างไว้กับความต้องการที่มีมากจนเกินไปจะเลือกอย่างไหนดี ไม่นานภาพก็ฉายในหัว เป็นภาพสมมุติที่เขาสร้างขึ้น หากมีข่าวแบบนี้หลุดออกมาจากกล้องวงจรปิดตัวใดตัวหนึ่ง หรือกล้องจากผู้พบเห็นที่รู้จักเขา แต่เขาไม่รู้จักจริง ผลของการเป็นคนของตระกูลซึ่งอยู่ในที่สว่างจริง จะเป็นอย่างไร จะใหญ่ถึงขั้นกระทบงานของเขาไหม แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสภาพของเธอที่กำลังเมามายไม่ได้สติ ถึงกับหงุดหงิดขึ้นมาอีกเท่าตัว เดาว่าไม่โดนข้อกล่าวหาฉุดพีอาร์ออกจากผับ ก็โดนข้อหาพรากผู้เยาว์นั่นแหละ เพราะใบหน้าและสรีระของเธอมันดูเด็กจริงๆ เป็นมัธยมตะมุตะมิ ทั้งแต่ที่จริงเธออยู่ ปี 3 แล้ว
แค่คิดก็เห็นถึงหายนะแล้ว ที่อย่างไรก็ไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับความเสียหายที่จะได้มา
ความเป็นจริงที่ว่า พะแพงไม่ได้สำคัญขนาดนั้น!
“สาไปไหน”
“กลับแล้ว มันงอนมึง อยู่ๆก็เมินกันทั้งที่เป็นวันเกิดของมัน”
ร่างสูงพยักหน้าไม่ได้สนใจเท่าไหร่หนัก ยังคงหรี่ตามองพะแพงที่นอนหลับคอพับอย่างนึกเสียดาย ซึ่งที่สามารถยืนได้อยู่นี้ก็เพราะมีเหนือเมฆคอยช่วยพยุง พลันความคุกรุ่นก็เพิ่มพูนขึ้นมาอีก หลังย้อนกลับไปนึกถึงตอนถูกเธอยั่ว ไม่คิดว่าจะทอดทิ้งกันได้ มันผิดแผนทั้งหมด ถ้ารู้ว่าคออ่อนแบบนี้ให้ดื่มแก้วเดียวก็ดีอยู่หรอก ผิดที่เขาเองประเมินเธอสูงเกินไป
ร่างบางตรงหน้าไม่รู้ประสีประสาเลยสักนิด ไม่ช่ำชองแม้กระทั่งเรื่องจูบ สมแล้วที่อยู่แต่ในห้องครัว ไม่ออกมา
เขาเสยผมอย่างลวกๆ พลันถอนหายใจพรืด จังหวะหันไปหาเพื่อนสนิท
“ถ้างั้น ฝากด้วยละกัน”
“อ้าวเฮ้ยไอ้คี”
แล้วเดินออกไปซะเฉยๆ ทิ้งเธอเอาไว้กับเพื่อนของเขา
ช่วงสายของอีกวัน พะแพงตื่นเพราะความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เย็นมากจนเกินไป ไม่เหมาะกับร่างเสื้อผ้าน้อยชิ้นหลังความร้อนในเลือดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ซึ่งก่อนหน้าหากไม่ใช้อุณหภูมินี้เหงื่อคงท่วมเต็ม ทว่าหมดลงไปแล้วกลับมาเป็นปกติ อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ถูกตั้งไว้ด้วยใครคนหนึ่งในตอนนั้น จึงทำให้เธอหนาวเหน็บในตอนนี้
แน่นอนว่าเธอจะต้องสะดุ้ง และเบิกตาโพลง เมื่อภาพที่เห็นนาทีแรกเป็นเพดานที่ไหนก็ไม่รู้ พลันตั้งสติได้ถึงกับลุกขึ้นมานั่งทั้งตัว เพื่อกวาดตามองไปรอบห้อง ความหรูหราที่กระทบม่านตาทำให้สมองชี้แจงทันทีนี่ไม่ใช่ห้องนอนเธอ ระดับหกดาวขนาดไม่มีปัญญาเช่าแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้นกลับไม่ได้ตื่นแค่ใจ แต่เรียกได้ว่าทั้งตัว!
ในขณะที่ตัวเองนั้นมึนงง ก็ยังสาดส่องกวาดตาหาสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อเจอกับความเงียบจึงถอนหายใจโล่งทันที
อันดับแรกมือบางดึงขึ้นมากุมขมับก่อน เนื่องจากดีดตัวเร็วเกินไปหน่อยทำคนตัวเล็กปวดหัว ผลพ่วงจากการดื่มมากไป ต่อมาคือการมองไปรอบๆอีกครั้ง และพบว่า...
“บรรลัยแล้ว..”
เธอลุกพรวดขึ้นมายืนตรง หากแต่เกือบหัวทิ่มคะมำเพราะสังขารไม่ไหว พลางมองหาโทรศัพท์ แต่กลับพบกับความว่างเปล่า หญิงสาวจึงค่อยๆนั่งลงเพื่อตั้งสติใหม่อีกครั้งและแน่นอนเมื่อสติเริ่มมาดวงตาก็ขึงกว้าง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลเรียงกันเข้ามาเป็นฉากๆ จากนั้นก้านนิ้วเรียวถูกยกขึ้นมาทาบริมฝีปากตัวเองเบาๆ
“มะ ไม่จริงมั้ง..”
หน้าของเธอร้อนผ่าว ขณะนึกถึงภาพนั้น ที่มีหน้าของเขาจ่ออยู่ในม่านตา ไม่นานกลายเป็นรสจูบที่แทรกเข้ามาแทนที่ สัมผัสอันเร่าร้อนฉ่าและอ่อนโอนในเวลาเดียวกัน ความเปียกชื้นของน้ำลาย และรสหวานของเหล้าที่ติดอยู่บนปลายลิ้นนั้น ที่ชัดเจนสุดคือกลิ่นน้ำหอม ที่ติดตัวเธอมาด้วย เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ พะแพงถึงกับตัวชาวาบ นั่งไม่ติดอยู่กับที่
และแน่นอนสิ่งนั้นทำให้เธอต้องตั้งคำถามมาอยู่ในห้องนี้ได้ไง คนตัวเล็กก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้ายังอยู่ครบคือชุดเดรสสีแดงของเมื่อคืน จึงถอนหายใจพรืด ออกมาอย่างโล่งอก แต่กระเป๋ากับโทรศัพท์ของเธอไม่อยู่ นั่นก็หมายความว่าเธอจะไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท จึงเดินอ้อมเตียงไปอีกฟาก เพื่อกดโทรศัพท์ลงไปยังแผนกต้อนรับ ทันที รอให้อีกฝ่ายนั้นรับสายอย่างตื่นเต้น และเมื่อปลายสายรับ เธอถึงกับเงียบเป็นใบ้ไปชั่วขณะ
(สวัสดีค่ะ โรงแรม XXX มีอะไรให้ช่วยไหมคะ)
“เอ่อ...”
เธออ้ำอึ้งอยู่พัก เพราะยังเรียบเรียงคำถามที่มีในไม่ได้ จนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายช่วยเปิดประเด็นอีกรอบ
(สอบถามเรื่องอะไรคะ)
“อยากทราบว่า เอ่อ..ห้อง 032 น่ะค่ะ คือ”
(ค่ะ คุณพะแพง)
“คะ?”
รอบที่เท่าไหร่ไม่อาจรู้ที่หัวใจเธอเต้นแรง ให้กับเรื่องไม่ได้คาดหมาย ทันทีที่ปลายสายเรียกชื่อคนตัวเล็กก็หลับตาลง ตัดสินใจตั้งคำถามในสิ่งที่ตนอยากรู้โดยไม่คิดที่จะตริตรอง เนื่องจากว่าเธออยากจะหาทางออกไปจากที่นี่
