บทที่ 1 คนสำคัญของเมษา
“ขอบคุณมาก ๆ นะกิ๊กที่ช่วยเมทำรายงาน ถ้าไม่ได้เพื่อนรักคนนี้เราไม่รู้เลยว่าจะเรียนจบได้ยังไง” เมษาเดินควงแขนกิตติยาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอก่อนจะพากันเดินออกจากห้องเรียนไป
“เพื่อนกันก็ต้องช่วยเหลือกันสิ” กิตติยายกมือขึ้นมาวางทับบนมือของเมษาและที่พูดออกไปเธอหมายความตามที่พูดจริง ๆ อะไรที่เธอพอจะช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ได้เธอก็อยากจะช่วยให้ได้มากที่สุด
กิตติยากับเมษาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่อยู่ปี1 ทั้งสองคนต่างที่มาไม่เคยพบกันมาก่อนแต่ด้วยนิสัยที่เหมือนๆ กันทำให้ทั้งสองคนสนิทกันเร็วมากและเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่นั้นมา
เวลาที่คนใดคนหนึ่งมีเรื่องทุกข์ใจอีกคนจะคอยรับฟัง ปัญหาอะไรที่ช่วยได้ทั้งสองคนจะไม่รีรอที่จะยื่นมือเขาไปช่วยอีกคนทันที แต่หากปัญหาไหนที่ใหญ่เกินจะช่วยได้ก็จะทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังที่ดี คอยพูดให้กำลังใจและเติมพลังบวกให้แก่กันเสมอ
“วันนี้หยุดงานสักวันดีไหมเมษา” กิตติยาเห็นว่าเพื่อนรักของเธอทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนทุกวันไม่ได้หยุดเลยแล้วไหนจะต้องทำงานรายงานส่งอาจารย์อีก
เธอรู้ว่าเพื่อนเก่งเพื่อนไหวเพราะที่ยอมทำงานอย่างหนักขนาดนี้เนื่องจากเมษาต้องการเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ เพื่อใช้ในการผ่าตัดรักษาหัวใจให้น้าของตัวเอง แต่การที่พักผ่อนน้อยแบบนี้มันจะไม่ดีต่อสุขภาพเอาน่ะสิ
“กิ๊กเป็นห่วงเมษามากนะ เราเข้าใจว่าเมษาอยากเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ แต่ถ้าไม่ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีแล้วเมษาจะมีแรงดูแลคุณน้าได้ยังไง”
“ขอบคุณนะกิ๊ก งื้อ เพื่อนเราเนี่ยน่ารักที่สุดเลย”
นอกจากน้ามัชแล้วก็มีกิตติยานี่แหละที่คอยเป็นห่วงเธออีกคน เมษาเข้าใจในความหวังดีของเพื่อนแต่มันยากนะที่จะต้องยอมเสียรายได้ไปหนึ่งวัน เธอยังทำใจเรื่องนี้ไม่ได้เพราะการไปทำงานก็เท่ากับวันนี้เธอได้เงินแม้จะสามสี่ร้อยแต่มันก็คือเงิน
เงินที่เธอสามารถเก็บไว้ใช้และเก็บไว้จ่ายค่าผ่าตัดให้น้ามัชได้ แม้ว่ามันจะขาดอีกหลายแสนเลยก็ตามแต่ถ้าเธอหยุดงานก็เท่ากับว่าวันนี้เธอจะไม่ได้เงินเลยนะ
“เรารักเมษานะ ช่วยเห็นแก่ความรักของเราหรือไม่ก็เห็นแก่คุณน้าสักวันได้ไหม”
“กิ๊ก...” เมษาถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเจอเพื่อนรักเล่นบทขอร้องกันถึงขนาดนี้ หรือว่าเธอควรจะพักสักหนึ่งวันอย่างที่กิตติยาบอกดีนะ เพราะถึงขั้นที่เพื่อนพูดให้เห็นแก่ความรักที่มีให้กันนั่นแปลว่ามันหนักจนเธอควรจะพักบ้าง
“อื้ม ก็ได้เราจะหยุดงะ...” เมษาต้องค้างคำพูดของเธอเอาไว้ เมื่อรับรู้ถึงการสั่นของโทรศัพท์มือถือทำให้ต้องรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาดูและก็พบว่า คนที่โทรเข้ามาคือลุงเพิ่มคุณลุงที่อยู่บ้านหลังติดกันกับบ้านของเธอ
“ค่ะลุงเพิ่ม คะ!”
ปลายเสียงที่ร้องออกมาด้วยความตกใจของเมษาทำให้กิตติยารีบหันมาสนใจเพื่อนรักของเธอทันที และอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหรือเปล่าเมษาถึงได้ทำเสียงตกใจและมีสีหน้าไม่สู้ดีแบบนี้
“หนะ หนู หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ หนูรบกวนลุงเพิ่มอยู่เป็นเพื่อนน้ามัชก่อนนะคะ” เมษารีบกดวางสายแล้วหันมาพูดกับกิตติยาที่ยืนรอด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“น้ามัชรถมอเตอร์ไซค์ล้ม เรารีบไปที่โรงพยาบาลก่อนนะกิ๊กพรุ่งนี้เจอกันนะ” เมษาใจร้อนเกินกว่าจะรอฟังเพื่อนพูดอะไรต่อเธอรีบวิ่งตรงไปที่หน้ามหาวิทยาลัยทันที
“อย่าพึ่งเป็นอะไรนะคะน้ามัช หนูกำลังจะไปหาน้ามัชแล้ว ฮึก”
ตอนนี้กระจิตกระใจของเมษาไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว เธอเป็นห่วงน้ามัชมาก ชีวิตของเธอเหลือแค่น้ามัชคนเดียวแล้ว ไม่สิ ความจริงตั้งแต่เกิดมาเมษาก็มีน้ามัชคนนี้เป็นคนที่เลี้ยงเธอ ลืมตาดูโลกก็เจอใบหน้าของน้ามัชผู้หญิงที่เมษาเข้าใจว่าเป็นแม่บังเกิดเกล้าแต่ว่าไม่ใช่
พ่อกับแม่ที่แท้จริงของเธอหน้าตาเป็นอย่างไรเมษาเกิดมาจนอายุ22แล้วเธอเองก็ยังไม่เคยได้พบหน้าของทั้งสองท่านเลยสักครั้ง ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีจดหมายหรือข้อความใดใดจากคนเป็นพ่อและแม่ที่แท้จริงส่งมาถึงเธอ
หลายครั้งที่เมษาพยายามตามหาเพราะเธอก็แค่เด็กคนหนึ่งที่อยากรู้จักอยากพบคนที่ให้กำเนิดเธอมา เธออยากกอดสักครั้ง อยากถามสักคำว่าทำไมถึงปล่อยเธอไว้กับน้ามัชหรือเพราะเธอเกิดจากความไม่พร้อม?
“ถ้าตามหาความจริงแล้วเจ็บปวด สู้ไม่รู้จะดีกว่าไหมลูก น้าคนนี้เป็นทั้งแม่และพ่อให้เมษาได้ น้าจะเลี้ยงเมษาให้ดีที่สุดเพราะเมษาก็คือลูกสาวของน้า ลูกสาวที่น้ารักมากที่สุด”
เพราะประโยคนี้ทำให้เมษาล้มเลือกความตั้งใจที่จะตามหาพ่อและแม่แท้ ๆ ของเธอ น้ามัชไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิดเธอแต่ว่าท่านคือผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ทุ่มเทเลี้ยงดูเธอมา ป้อนข้าวป้อนน้ำ อบรมสั่งสอนเธอและให้ทุก ๆ สิ่งที่เด็กคนหนึ่งควรจะมี การศึกษา
ตั้งแต่เกิดมาเมษาไม่เคยขาดความอบอุ่น เธอไม่เคยขาดความรักเพราะน้ามัชมอบทุกอย่างให้เธอเสมือนเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของน้ามัชคนหนึ่ง ตอนนี้เมษาไม่อยากรู้แล้วว่าพ่อและแม่ทิ้งเธอไปด้วยเหตุผลอะไร ท่านทั้งสองจะยังอยู่หรือไม่ ตอนนี้เธอปล่อยวางเรื่องพวกนั้นไปหมดแล้วเพราะครอบครัวของเธอตอนนี้คือน้ามัช มีกันแค่สองคนก็อบอุ่นเพียงพอแล้วและเธอไม่ต้องการอะไรอีก
@โรงพยาบาล
“น้ามัชเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บมากไหม” เมษารีบวิ่งเข้าไปกอดน้ามัชอันเป็นที่รักของเธออย่างหวงแหน หัวใจวูบโหวงเมื่อเห็นแขนข้างซ้ายของน้ามัชมีผ้าพันแผลไปทั่วทั้งแขน ก้อนน้ำสีใสร่วงหล่นลงมาอย่างไม่อาจกั้นไว้ได้เธอเห็นน้าเจ็บตัวเธอเองก็รู้สึกเจ็บไปด้วย
“น้าไม่เป็นอะไรมากแล้วลูก ดูสิเนี่ยร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็นเด็กน้อยไปได้” น้ามัชยกมือขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาให้หลานสาวและลูบศีรษะของเมษาด้วยความเอ็นดู สายตามองดูเด็กสาวที่เธอฟูมฟักเลี้ยงดูตั้งแต่อ้อนแต่ออก ทารกหญิงตัวน้อย ๆ ที่ถูกทิ้งตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก
ดวงตากลมโตไร้เดียงสากับรอยยิ้มกว้างของทารกน้อยในวันนั้นทำให้มัชตัดสินใจที่จะอุปการะเด็กคนนี้ ถึงตัวเธอจะขัดสนเรื่องเงินแต่เด็กคนนี้ก็คือหลานสาวแท้ๆ ของเธอเองจะปล่อยให้ไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ได้ และการตัดสินใจในวันนั้นทำให้เธอมีลูกสาวแสนดีในวันนี้
