บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 กดขี่ข่มเหง

หว่านอี้ซูเข้ามาในเรือนเห็นลูกสาวกับลูกชายนั่งอยู่โต๊ะเล็กกลางห้องก็เข้าไปหา “ทำอันใดกันหรือ”

“ท่านแม่! มาดื่มนมสิขอรับ พี่ชิงชิงแอบซ่อนเอาไว้ให้เรา”

คนเป็นมารดาเลิกคิ้วสูง เอียงศีรษะไปทางบุตรสาวคนโต “ชิงชิง เจ้าไปเอานมนี่มาจากที่ใด”

เด็กหญิงยิ้มน้อยๆ ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้มารดาอย่าส่งเสียงดัง หว่านอี้ซูพลันได้สติ ทรุดตัวลงนั่งใกล้บุตรสาว สีหน้าปริวิตก

“นมแพะนี่! มีเฉพาะในเรือนใหญ่ เจ้าคงไม่ได้ขโมยมาหรอกนะ” หว่านอี้ซูตื่นตระหนก ก่อนสามีของนางจะเสียชีวิต ลูกทั้งสองยังได้ดื่มนมแพะอยู่หลายครั้ง แต่บัดนี้ชีวิตของพวกนางสามแม่ลูกไม่เหมือนเดิมแล้ว

หว่านอี้ซูรู้ว่าฉีเต๋อสามีของตนเป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่สกุลฉีรับเลี้ยงเอาไว้ เมื่อสิ้นสามี นางก็จำต้องก้มหน้ารับชะตา รู้ทั้งรู้ว่ามารดาของสามีไม่มีทางเมตตาลูกของตน แต่นางเป็นหญิงที่แต่งออกจากตระกูลหว่านไปแล้ว ไม่อาจบากหน้า กลับไปสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวเดิมได้อีก

เด็กหญิงส่ายหน้าเร็วๆ จับมือมารดา สองแม่ลูกจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของฉีชิงอีแน่วแน่ตรงไปตรงมา หว่านอี้ซูเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา

“ลูกแม่ แม่เชื่อเจ้า เจ้าไม่ได้ขโมยมาแน่”

ฉีชิงอีรีบเทนมจากโถเล็กใส่ถ้วยแล้วผลักเบาๆ ไปตรงหน้ามารดา หว่านอี้ซูได้กลิ่นหอมหวานก็กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง จากนั้นก็ประคองถ้วยกระเบื้องไว้ด้วยสองมือค่อยๆ ละเอียดรสชาตินมที่ไม่ได้ดื่มมาเนิ่นนานลงไปในลำคอ

“ท่านแม่ ยังมีนี่ด้วย อร่อยมากจริงๆ ข้าไม่เคยกินของอร่อยเช่นนี้มาก่อน” ฉีเป่ายื่นขนมอบไปตรงหน้ามารดา

“อืม...หอมจริงๆ ด้วย” หว่านอี้ซูรับขนมก้อนนั้นมาแล้วพลิกไปมา กลิ่นเนยทำให้นางรู้สึกหิวจนต้องรีบอ้าปากกัดขนมไปหนึ่งคำ ครั้นกลืนลงคอได้ก็ร้องออกมาด้วยดวงตาเบิกโพลง “อร่อย!”

ฉีชิงอีนั่งดูมารดากับน้องชายกินขนมปังไส้กรอกจนหมดจานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ท่าทางเอร็ดอร่อยของฉีเป่าทำให้นางรู้สึกว่าขนมที่ตนเคยรู้สึกว่าธรรมดายิ่ง กลายเป็นของล้ำค่า

หลังจากอิ่มหนำกันเรียบร้อย หว่านอี้ซูก็จับจูงมือลูกทั้งสองไปยังสวนด้านหน้า หน้าที่ของพวกเขาสามคนก็คือการเก็บกวาดทำความสะอาดสวนและเรือนระเบียง รวมไปถึงเรือนรับแขก

‘สกุลฉีใจร้ายจริง! หว่านอี้ซูคนเดียวดูแลรอบเรือนตั้งแต่สวน เรือนระเบียงไปจนถึงสวนด้านหลัง ดีที่ยังไม่ต้องซักล้างกับขัดส้วม’

บ่าวรับใช้ทำงานหนักในจวนสกุลฉีมีอยู่สามคน พวกเขาคอยซักผ้า เทถังปฏิกูล และขัดส้วมให้กับเรือนใหญ่ทั้งสาม มีเพียงเรือนเล็กของสะใภ้สามที่ต้องดูแลตนเอง

“ลูกแม่ พวกเจ้าไปเอาไม้กวาดอันเล็กใต้ระเบียงนั่นมากวาดใบไม้ไป”

ฉีชิงอีช่วยมารดากวาดเศษใบไม้ที่สวนด้านหน้าใกล้จะเสร็จ หม่าเพ่ยก็เดินมาหา

“ได้เวลากินข้าวแล้ว!”

สาวใช้คนสนิทของป้าสะใภ้ใหญ่วางถาดอาหารลงบนพื้นเรือนระเบียง ฉีชิงอีมองดูถ้วยเล็กใส่น้ำแกงและข้าวสามถ้วยแล้วอดจะยกยิ้มมุมปากไม่ได้

‘จริงอย่างป้าหวังบอก กระทั่งเศษปลานึ่งก็ไม่เหลือมาถึงพวกเรา’

หม่าเพ่ยพูดจบก็สะบัดหน้าหนี ฉีเป่าเดินเข้าไปใกล้ถาดอาหาร พอมองเห็นสิ่งที่อยู่ในถาดแล้วก็หันกลับไปหาพี่สาว

“พี่ชิงชิง มีแต่ข้าวเปล่ากับน้ำแกงอีกแล้ว”

หว่านซูอี้เดินไปใกล้ “อย่างน้อยเราก็ได้ข้าวตั้งสามถ้วย เก็บไว้กินมื้อค่ำ”

สามแม่ลูกถือถาดอาหารกลับไปเรือนเล็ก หว่านซูอี้ เทข้าวใส่ไว้ในชามใหญ่แล้วเอาฝาปิดไว้

“ชิงชิง เสี่ยวเป่า น้ำแกงนั่น พวกเจ้าสองคนแบ่งกันดื่มให้หมดเสีย แม่จะได้เอาถ้วยชามไปล้าง”

พักได้เพียงครึ่งชั่วยามก็ถึงเวลาต้องไปทำความสะอาดห้องโถงใหญ่ที่ใช้รับแขก

ฉีชิงอีกับฉีเป่าตามมารดาไปถึงโถงกลางก็เห็นผู้เป็นย่ากำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ท่ามกลางลูกหลาน

“นั่นอย่างไร สะใภ้สามมาพอดี มา! เจ้ามาทำความสะอาดตรงนี้ที อาฟูเพิ่งทำน้ำชากับขนมหก”

“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หว่านอี้ซูรับคำอย่างว่าง่าย

ฉีชิงอีมองฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งอยู่เก้าอี้ตำแหน่งประธานด้วยความไม่พอใจ

‘หญิงแก่ใจร้ายคนนี้ ตอนบุตรชายคนที่สามยังมีชีวิตอยู่ก็มิได้ไยดีสักเท่าใด พอเขาตายไปก็ยิ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเห็นเขาเป็นคนนอก’

ฉีเต๋อเป็นบุตรชายของญาติห่างๆ ที่เคยมาอาศัยในจวนสกุลฉี บิดาแท้ๆ ของฉีเต๋อได้ช่วยชีวิตของนายท่านฉีเอาไว้จากการถูกรถม้าชน ทว่ากลับต้องเสียชีวิตแทน ทำให้มารดาของเขาที่ล้มป่วยพลอยตรอมใจจนสิ้นชีพตาม นายท่านฉีเห็นแก่คุณธรรมจึงรับเอาฉีเต๋อไว้เป็นบุตรบุญธรรม

ทว่านายหญิงอย่างท่านย่าไฉเอินกลับมิได้รู้สึกซาบซึ้งเช่นนั้น นางมองฉีเต๋อไม่ต่างจากบุตรของบ่าวรับใช้ในบ้าน นางมิได้ใส่ใจเรื่องการร่ำเรียนและใช้ชีวิตของเขามากนัก พอเห็นว่าฉีเต๋ออ่านออกเขียนได้และสนใจเรื่องการต่อสู้ นางก็ให้เขาออกจากสำนักศึกษาและส่งไปยังสำนักคุ้มภัยเพื่อฝึกวรยุทธ์เพื่อประหยัดรายจ่าย

ฉีเต๋อกตัญญูยิ่ง เมื่อเขาเริ่มรับงานคุ้มภัยและได้รับค่าจ้างก็นำมาให้มารดาบุญธรรมทั้งหมด ถึงกระนั้นก็มิได้ทำให้นายหญิงสกุลฉีมองเขาด้วยสายตาที่ดีขึ้น

“ท่านย่าเจ้าคะ ขนมถั่วเขียวร้านเถาเป่าอร่อยกว่าที่ป้าหวังทำอีก” ฉีกุ้ยหลินบุตรสาวคนเล็กของลุงใหญ่หยิบขนมขึ้นชูแล้วเหลือบมองฉีชิงอีคล้ายจะเยาะเย้ย

ฉีชิงอีมองขนมก้อนสีเขียวที่มีรูปลักษณ์ประณีตแล้วก็ร้องฮึในใจ ขนมเหล่านี้ล้วนมีในซุปเปอร์มาร์เก็ตล้านตำลึง นางกินจนเบื่อแล้ว

ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มให้กับหลานสาวคนโปรด “ถ้าเจ้าชอบก็กินเยอะๆ เถิด หากไม่อิ่มก็ค่อยให้หม่าเพ่ยไปซื้อมาเพิ่ม”

ฉีกุ้ยหลินอายุสิบสามปี ผิวพรรณผุดผาด วงหน้าเอิบอิ่มสมกับเป็นคุณหนูตระกูลขุนนาง ชุยหงผู้เป็นมารดาพร่ำสอนนางเสมอว่าฐานะของนางนั้นสูงส่งยิ่งกว่าหลานคนอื่นๆ ในสกุลฉี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านของสะใภ้สาม ดังนั้นในสายตาของฉีกุ้ยหลินจึงไม่เคยมองฉีชิงอีกับฉีเป่าเป็นญาติผู้น้องเลยสักนิด

“โอ๊ะ! ขนมหล่นเสียแล้ว”

ฉีชิงอีถึงกับร้องเฮ้อในใจ เห็นอยู่ว่าฉีกุ้ยหลินเสแสร้งแกล้งทำ

“ชิงชิง เจ้ายืนดูอยู่ทำไม รีบมาทำความสะอาดพื้นที่เลอะเทอะเร็วเข้า ประเดี๋ยวหลินเอ๋อร์จะเหยียบเอา เกิดรองเท้าของนางเลอะจะทำเช่นใด” ฮูหยินผู้เฒ่าชี้หน้าของฉีชิงอี

หว่านอี้ซูได้ยินน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของมารดาสามีก็รีบเดินมายืนข้างบุตรสาว “ท่านแม่ ข้าทำความสะอาดเองเจ้าค่ะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel