บทที่ 3 จำใจรับใช้
เช้าวันต่อมา หว่านอี้ซูตื่นนอนด้วยความสดชื่น เมื่อคืนนางหยุดไอแล้ว จึงได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ นางปลุกบุตรสาวและบุตรชายแต่เช้าตรู่
“พวกเจ้าตื่นได้แล้ว แม่จะออกไปโรงครัวนะ ลุกขึ้นทำความสะอาดเรือนแล้วตามไปหาแม่ที่โรงครัวด้วย”
หน้าที่ของสะใภ้สามในจวนสกุลฉี ไม่ต่างจากสาวใช้ในโรงครัว นางต้องเข้าครัวไปช่วยเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหาร จากนั้นตอนสายก็ไปช่วยคนรับใช้ที่โรงซักผ้า เย็นมาก็เก็บกวาดใบไม้ในสวนด้านหลัง
ส่วนฉีชิงอีกับฉีเป่าสองพี่น้องก็ต้องตามไปคอยเป็นลูกมือให้กับมารดา ต่างจากญาติผู้พี่คนอื่นๆ ในจวนที่ได้ไปสำนักศึกษา
หว่านอี้ซูพับผ้าห่มเรียบร้อย ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ออกไปทำงาน ไม่อย่างนั้นนางกับลูกจะต้องกินเพียงข้าวเปล่าต่อไป
“ชิงชิง! เสี่ยวเป่า! แม่ไปแล้วนะ” นางร้องแล้วปิดประตูเรือนไว้เช่นเดิม
สองพี่น้องงัวเงียลุกขึ้น ฉีชิงอีที่มัวแต่นอนวางแผนการใช้ชีวิตในยุคโบราณรู้สึกนอนไม่เต็มตื่น ยกมือสีหูสีตาแล้วมองไปยังน้องชาย
“พี่ชิงชิง ท่านพับผ้าห่มที” ฉีเป่าดึงผ้าห่มออกจากตักของตน
ฉีชิงอีกับน้องชายห่มผ้าผืนเดียวกัน เมื่อน้องชายลุกขึ้น เด็กหญิงก็พับผ้าห่มแล้วเดินลงจากเตียงตามไปยังอ่างหน้าหลังม่าน สองพี่น้องล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็เดินจูงกันไปยังโรงครัว
ฉีเป่าที่ถูกพี่สาวจูงมือเดินไปตามเรือนระเบียง เด็กชายเห็นกลุ่มญาติผู้พี่ที่เดินนำหน้าสาวใช้และบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งที่อีกฟากของเรือนระเบียง มุ่งหน้าไปทางซุ้มประตูหน้าจวนก็หันไปถามพี่สาว
“พี่ชิงชิง เมื่อไหร่ท่านย่าจะให้ท่านไปสำนักศึกษา”
ฉีชิงอีส่ายหน้าเบาๆ ยิ้มแล้วยกมือลูบศีรษะน้องชาย
‘หญิงแก่ใจร้ายนั่นน่ะรึ! ก็คงพูดเพราะต้องการหลอกเอาเงินจากท่านแม่แค่นั้นล่ะ ไม่มีทางให้เราสองคนไปสำนักศึกษาหรอก’
นางจูงมือน้องไปจนถึงหน้าโรงครัว ชี้มือไปยังแผ่นหินริมสวน ฉีเป่าพยักหน้าหงึกๆ ทุกครั้งที่มารดากับพี่สาวมากับงานในโรงครัวจะให้เขานั่งรออยู่ตรงนั้น
“คุณหนูเร็วเข้า! ในครัวยังขาดคนล้างผักนะเจ้าคะ” สาวใช้ผู้หนึ่งชะโงกหน้าออกมาร้องเรียก
ฉีชิงอีพยักหน้าหงึกหงักแล้วก็รีบเดินตามสาวใช้ผู้นั้น เข้าไปในครัว เด็กหญิงมองดูถ้วยชามที่แช่อยู่ในกะละมังไม้อันใหญ่แล้วเบิกตาโพลง
“คุณหนูเหตุใดทำท่าราวกับไม่เคยทำเช่นนั้นเล่า ที่สะใภ้สามป่วยหยุดงานไป ข้ากับป้าหวังต้องทำแทนอยู่หลายวันเลยนะ” เสี่ยวหลันเท้าสะเอวเชิดหน้าเหลือบตามองต่ำ น้ำเสียงคล้ายจะข่มฉีชิงอีอยู่ในที
พลันความทรงจำของเจ้าของร่างก็ถาโถมเข้ามา ฉีชิงอีจ้องมองสาวใช้ที่เป็นคนของป้าสะใภ้ใหญ่
‘จะบ้าตาย! พวกเจ้าใช้งานเจ้าของร่างที่เป็
นเด็กหนักขนาดนี้ ถ้าอยู่ยุคฉันล่ะก็ ต้องถูกแจ้งความจับแล้ว’
ในจวนสกุลฉีเรือนของคุณชายใหญ่ และคุณชายรอง มีสาวใช้ประจำอยู่เรือนละสองคน มีเพียงเรือนของสะใภ้สามที่ไร้สาวใช้และยังต้องทำงานรับใช้ผู้อื่น
หว่านอี้ซูหิ้วน้ำเข้ามาด้วยหนึ่งถัง นางมองดูบุตรสาวที่นั่งอยู่หน้าอ่างไม้ใบใหญ่ที่มีถ้วยชามกับตะเกียบอยู่เต็ม
“ลูกแม่ นี่น้ำร้อน ถ้าไม่ผสมน้ำก่อน ขืนล้างเลย มือของเจ้าคงจะแข็งหมดแน่”
ฉีชิงอีมองมารดาด้วยความสงสาร ฐานะของหว่านอี้ซูควรจะเป็นสะใภ้สาม แต่กลับต้องทำงานงกๆ ราวกับคนรับใช้
“ดีที่ป้าหวังต้มน้ำเอาไว้รอ ไม่อย่างนั้น เราคงจะล้างถ้วยชามเสร็จไม่ทันอาหารเช้า” หว่านอี้ซูพูดพลางใช้กระบวยไม้ตักน้ำร้อนลงไปในกะละมังไม้ใบใหญ่
ฉีชิงอีลุกขึ้นแล้วหันไปใช้กระบวยตักน้ำเย็นมาผสม สองแม่ลูกสาละวนกับการล้างชามอยู่พักหนึ่งก็เรียบร้อย
กลิ่นปลานึ่งในลังถึงทำเอาฉีชิงอีถึงกับกลืนน้ำลาย ป้าหวังแม่ครัวร่างสูงหันมามองคุณหนูจากบ้านคุณชายสามแล้วร้องฮึขึ้นคำหนึ่ง
“ฉีชิงอี ต่อให้ยืนดมกลิ่นอยู่ที่นี่ก็ไม่ถึงทีเจ้าได้ชิมหรอกนะ จำฐานะของตนเองมิได้หรือ รีบกลับไปเรือนเสียเถิด ไม่แน่ว่าอาจจะพอเหลือกางปลาให้เจ้าได้กิน”
หว่านอี้ซูเดินมาวางสองมือบนบ่า แล้วก้มหน้าบอกบุตรสาว “เรากลับเรือนกันเถิด อาหารพวกนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่ถึงบ้านเรา”
สามแม่ลูกเดินจูงมือกันกลับเรือน ฉีชิงอีเริ่มรู้สึกหิว แต่หากจะรอให้หม่าเพ่ยนำอาหารมาส่งก็คงเป็นตอนสาย เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองฟ้า หากอยู่ในยุคปัจจุบัน เวลาเช่นนี้นางก็คงจะออกจากห้องพัก แวะซื้อกาแฟกับขนมข้างทางแล้วไปรอที่ป้ายรถเมล์
‘เฮ้อ! คิดถึงกาแฟกับขนมปังร้านปากซอยเหมือนกันนะ เมื่อไหร่ภารกิจจะเสร็จสิ้นก็ไม่รู้’
“ลูกแม่ พวกเราจะไปปลดทุกข์ก็รีบหน่อยเถิด เดี๋ยวเราต้องไปทำความสะอาดสวนด้านหน้าแล้ว หากชักช้าหม่าเพ่ยอาจจะแกล้งเอาอาหารมาส่งช้า”
ฉีชิงอีนึกเขม่นเข่นเขี้ยวหม่าเพ่ยในใจ สาวใช้ของป้าสะใภ้ใหญ่ผู้นั้นคอยกดขี่ข่มเหงพวกนางสามแม่ลูกอยู่เนืองๆ แม้จะไม่ถึงกับลงไม้ลงมือ แต่ก็ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบาก
เด็กหญิงพยักหน้ารับแล้ววิ่งตื๋อไปที่ด้านหลังเรือน บริเวณนั้นเป็นส้วมสำหรับคนรับใช้ เมื่อเห็นว่ามารดามิได้ตามมา ฉีชิงอีก็วิ่งไปพุ่มไม้ด้านหลัง โบกมือเรียกระบบออกมา
‘โอ๊ย! ปวดหัวจะตายแล้ว นี่มันเวลากาแฟนะ ถ้าไม่ได้คาเฟอีนล่ะก็ เห็นทีคงจะหัวระเบิดไปจริงๆ’
ฉีชิงอีกดซื้อกาแฟร้อนกับขนมปังไส้กรอกออกมานั่งกินกรวมๆ อย่างเอร็ดอร่อยอยู่หลังทิวกอไผ่ใกล้กำแพงด้านหลัง พอกินใกล้หมดก็พลันเกิดความคิดหนึ่ง
ฉีเป่าปลดทุกข์เสร็จก็ออกไปนั่งรอมารดากับพี่สาวที่ระเบียงหน้าเรือน ฉีชิงอีเดินออกมาจากหลังฉากผ้าที่ขึงเอาไว้พร้อมกับโถเล็กที่ใส่นมสด นางวางจานที่มีขนมปังอบนับสิบชิ้นลงบนโต๊ะ
“พี่ชิงชิง ของกินหรือ ข้ากำลังหิวพอดี” เด็กชายวิ่งมาเกาะขอบโต๊ะ
“อือๆ” เด็กหญิงเทนมในโถออกใส่ถ้วยให้น้องชาย
ฉีเป่าก้มลงดมกลิ่นแล้วเงยหน้ายิ้มกว้าง “หอมจัง!”
พี่สาวชี้ที่ถ้วยและสลับไปชี้ที่ปาก เด็กชายจึงได้ยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก ครั้นชิมไปคำหนึ่งก็ร้องออกมาว่าอร่อย จากนั้นก็ดื่มอั่กๆ เข้าไปจนหมดถ้วย
ฉีชิงอียื่นขนมปังอบไส้กรอกขนาดพอดีคำมาข้างหน้าพยักหน้าให้เด็กชายกินเข้าไป
“พี่ชิงชิง ของนี่ ดูน่าอร่อยจัง!” พูดจบคำ ฉีเป่าก็กัดขนมปังอบเข้าไป สองตาของเด็กน้อยค่อยๆ เบิกโตขึ้น “อร่อยมาก! อร่อยที่สุด”
