ตอนที่ 4 เข้าบ่อน
ตอนที่ 4 เข้าบ่อน
"แม่...หนูไปกับพ่อนะ" มอเตอร์ไซค์สองคันขับตามกันมา คันแรกดินเป็นคนขับให้ลูคัสนั่งซ้อนท้าย ส่วนคันที่สองพิมพ์นาราเป็นคนขับให้พ่อนั่ง
"นิดพวกข้ารู้สึกสงสารเอ็งนะ ทำใจซะเถอะ มีลูกมีผัวติดการพนันก็แบบนี้แหละ" นิดามีชื่อเล่นว่านิด ชาวบ้านและลูกค้าบางคนเรียกเจ๊นิด บางคนเรียกพี่นิด แต่ถ้าลูกค้าคนนั้นอายุมากกว่าก็จะเรียกนิดเฉยๆ
"นั่นสิ อยากรู้จริงๆว่าจะไปเอาเงินคืนมาหรือว่าเอาเงินไปให้พวกมันเพิ่มกันแน่" จบประโยคนี้ของลูกค้าในร้าน เสียงหัวเราะคิกคักก็เริ่มดังขึ้น เพราะน้ำเสียงของคนพูดฟังดูแล้วเหมือนสมน้ำหน้ามากกว่า
"ไม่ต้องมาซ้ำเติม แค่นี้กูก็จะบ้าอยู่แล้ว" ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสงสารคนเล่นการพนันที่หมดตัว มีแต่จะซ้ำเติมหรือสมน้ำหน้า แม้แต่ผีสางเทวดาก็ไม่เข้าข้าง
"อุตสาห์เป็นห่วง ทำไมมาว่ากันแบบนี้ล่ะ"
"อิ่มแล้วก็ไปได้แล้ว วันนี้ไม่มีอารมณ์คุยด้วย" น้ำเสียงของนิดา บ่งบอกว่าวันนี้ไม่รับแขก เงินห้าแสนที่เสียไป ทำให้เธอหมดแรงทำงาน แม้แต่เรี่ยวแรงจะเดินก็แทบจะไม่มี เหมือนคนสิ้นหวังหมดหนทาง
@ลูคัส
ไอ้ดินใช้เวลาขับรถไม่นานมันก็พาผมขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
"ที่นี่เหรอ" มองดูเผินๆก็แค่หมู่บ้านเล็กๆ แถมยังอยู่ติดถนน ผู้คนพลุกพล่าน ถ้าตรงนี้เป็นบ่อนจริงๆแสดงว่าต้องมีผู้มีอิทธิพลคุมอยู่แน่ๆ เพราะบ่อนในประเทศไทยล้วนแล้วแต่ผิดกฎหมาย ไม่เหมือนกับบ่อนที่อิตาลี
"อะไรกัน...อย่าบอกนะว่าพี่ไม่รู้ว่าที่นี่คือบ่อน" ประโยคนี้ของไอ้ดินทำให้ผมต้องปั้นหน้าเฉย เพราะผมไม่ใช่ออสติน
"พี่ตินแน่ใจนะ" ผู้หญิงตัวเล็กหน้าหวานคนนี้ถามบ่อยจนผมรู้สึกรำคาญ
"น้องพิมพ์..." ผมเรียกชื่อเธอพร้อมกับจ้องมองหน้าเธอนิ่ง คิ้วเรียวสวยบนใบหน้าหวานขยับเข้าหากันอีกครั้ง เหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง
"อยากพูดอะไรก็พูดสิ เรียกชื่อแล้วมองหน้าหนูทำไม แปลกๆนะวันนี้" ประโยคที่ผมต้องการจะพูดก็คือ 'น้องพิมพ์ผมรำคาญ' แต่ด้วยความดีที่เธอช่วยผมเอาไว้ ผมจึงเลือกที่จะไม่พูด
"ไม่มีอะไร"
"เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะพี่"
"พูดเยอะขนาดนี้ กลับบ้านไปช่วยแม่ขายของดีกว่าไหม" น้ำเสียงของผมประโยชน์นี้หวังว่าเธอจะรับรู้ได้ว่าผมรำคาญ!
"หนูก็แค่เป็นห่วง" เธอตอบเสียงเบา เหมือนลูกแมวตัวน้อยกำลังโดนดุ ทำให้ผมรู้สึกสงสาร
"เป็นห่วงพ่อกับพี่ชายของเธอก่อนดีกว่าไหม กลับบ้านไปไม่รู้ว่าแม่ของเธอจะมีที่ให้สองคนพ่อลูกนั้นได้ซุกหัวนอนหรือเปล่า" ประโยคนี้ผมกระซิบคุยกับเธอได้ยินกันแค่สองคน การพนันทำให้ครอบครัวแตกแยกกันมานักต่อนักแล้ว
"พี่ตินไม่ต้องไปสนใจไอ้พิมพ์มัน เข้าไปด้านในกันดีกว่า" ประโยคนี้เป็นเสียงของไอ้ดิน และแล้วพวกเราสี่คนก็เดินเข้ามาถึงด้านในบ่อน ผมมองไปรอบๆ ถึงแม้ว่าบ่อนนี้จะเล็ก แต่ก็มีโต๊ะรองรับลูกค้าอยู่หลายโต๊ะ แถมคนยังเต็มทุกโต๊ะ บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงเชียร์ เสียงเอะอะโวยวาย นอกจากเสียงพวกนี้ก็ยังมีกลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นกาแฟ ซึ่งเป็นธรรมชาติของบ่อน
"บ่อนกระจอก" ผมบ่นพึมพำคนเดียวเสียงเบา
"พี่พูดว่าอะไรนะ"
"เปล่าไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าบ่อนเล็กมากเลย" บ่อนเล็กๆแบบนี้จะมีเงินหมุนเวียนวันละเท่าไหร่กันเชียว
"ตินนั่งตรงไหนดี" ประโยคนี้เป็นเสียงของอาคมสัน โดยมีดินรีบพยักหน้าเห็นด้วย
"คุณอาเสียตรงไหนครับ"
"โต๊ะโน้น" อาคมสันพยักพเยิดหน้าไปทางโต๊ะที่เสียพนันไปเมื่อสักพัก ซึ่งคนที่รวมหัวกันโกงยังคงนั่งอยู่ไม่ได้ไปไหน
"สามคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือ..."
"ใช่แล้ว ไอ้สามคนนั่นแหละที่มันโกงอา" จบประโยคของอาคมสัน ผมจึงเดินนำไป ก่อนที่จะไปหยุดยืนอยู่ทางด้านหลังของผู้เล่นที่กำลังเสีย
ผมมองดูการเล่นของคนบนโต๊ะทั้งสี่คนอยู่สักครู่ ก็รู้ได้ทันทีว่ามีสามคนกำลังรวมหัวกัน ส่วนอีกหนึ่งคนน่าจะกำลังถูกรุม
"คนที่นั่งตรงหัวโต๊ะชื่อลุงพัน ถัดมาชื่อลุงหวัง ส่วนป้าคนนั้นชื่อป้าเพ็ญ ผมกับพ่อคิดว่าสามคนนี้แหละโกงพวกเรา ส่วนอีกคนชื่อน้าสี น่าจะมีชะตากรรมเดียวกับพ่อของผม" ผมหันไปมองหน้าไอ้ดิน รู้สึกขอบคุณมันที่ช่วยแนะนำคนที่นั่งอยู่ให้รู้จัก
"เฮ้ยอะไรวะ เสียอีกแล้ว!"
"ใจเย็นๆสิ อย่าเพิ่งโมโห"
"ไม่เล่นแล้ว เสียทุกเกมเลย"
"การพนันมีได้มีเสีย วันนี้นายอาจจะดวงไม่ดี พรุ่งนี้มาใหม่นะ"
"กูจะกลับมาเอาคืนแน่" นี่แหละการพนัน ถ้าชนะก็อยากชนะอีก ถ้าแพ้ก็อยากได้ที่เสียไปกลับคืน วนเวียนอยู่แบบนี้ สุดท้ายก็มีจุดจบไม่ได้แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าใครถอนตัวได้เร็วกว่ากัน บางคนถอนตัวไม่ขึ้นเลยก็มี ชีวิตตัวเองพัง ชีวิตครอบครัวพัง ผมเห็นมาเยอะแล้ว
"ขอนั่งเล่นด้วยคนได้ไหมครับ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ จากนั้นก็นั่งลงตรงเก้าอี้ที่ผู้เล่นคนก่อนหน้าลุกออกไป
"อ้าวคมสัน อย่าบอกนะว่าจะมาเอาเงินที่เสียไปคืน" คนพูดพูดด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ ราวกับเจอเหยื่อชิ้นใหม่
"ถ้าใช่แล้วจะทำไม ไอ้พวกขี้โกง" ประโยคนี้เป็นเสียงของอาคมสัน คนเสียก็มักจะมีอารมณ์แบบนี้แหละ พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด!
"อ้าวๆ พูดแบบนี้ก็สวยสิ กล่าวหากันลอยๆไม่ได้มั้ง ถ้าคิดว่าพวกเราโกงก็หาหลักฐานมาสิ" ป้าเพ็ญที่นั่งอยู่ด้วย พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ราวกับกลัวว่าจะถูกจับโกงได้
"กล้าพนันก็ต้องกล้าแพ้นะคมสัน" ประโยคนี้เป็นเสียงของคนที่ชื่อลุงหวังพูดขึ้นมาบ้าง น้ำเสียงของแต่ละคนดูมั่นอกมั่นใจซะเหลือเกินว่าการมาของพวกเราในครั้งนี้คือเหยื่อของพวกเขา
"พ่อหนุ่มคนนี้ ใช่ออสตินเจ้าของรีสอร์ทไหม" หนึ่งในนั้นตั้งคำถาม แต่ผมไม่คิดจะตอบ
"ใช่จ้า พวกลุงกับป้ารู้จักพี่ตินด้วยเหรอ" เป็นเสียงของพิมพ์นารา เธอช่วยตอบแทนให้ ซึ่งผมไม่คิดที่จะสนใจ ใครจะเชื่อยังไงก็แล้วแต่เลย
"เคยไปพักที่รีสอร์ทน่ะ หน้าตาลูกครึ่งแบบนี้ แถวนี้มีคนเดียวนี่แหละมั้ง" มีสองคนต่างหากล่ะ!!
"อย่าบอกนะว่านายจะเป็นคนมานั่งเล่นกับพวกเรา" ผมปั้นหน้านิ่ง ต้องการให้พวกเขาเข้าใจว่าผมคือออสติน หากคู่ต่อสู้เข้าใจแบบนั้นการระมัดระวังตัวจะลดน้อยลง นี่คือสิ่งที่ผมต้องการจากฝ่ายตรงข้าม
"หาใครไม่ได้แล้วเหรอคมสัน" คำพูดดูถูกสำหรับผมแล้วก็แค่เสียงหมาเห่า
"นี่พ่อหนุ่มอย่าหาว่าลุงดูถูกเลยนะ ระวังรีสอร์ทจะเปลี่ยนเจ้าของล่ะ ฮ่าๆๆ" พูดจบพวกเขาก็หัวเราะคิกคักท่าทางชอบอกชอบใจ...ปล่อยให้มีความสุขไปก่อนเถอะ!
"ผมว่าอย่าพูดให้เสียเวลาเลยดีกว่าครับ เล่นกันเลยดีกว่าไหม" พูดจบประโยคนี้ผมหยิบบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาจุดไฟแล้วสูบ
"ดีๆ เล่นเลยเนอะ ลุงกำลังอยากเป็นเจ้าของรีสอร์ทอยู่พอดี" ฝันกลางวัน!!
"พี่ตินไม่เคยจับไพ่เลยด้วยซ้ำจะชนะได้ยังไง" ผู้หญิงตัวเล็กหน้าหวานที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของผม เธอยังคงพูดไม่ยอมเลิก แต่เอาเถอะผมเข้าใจได้ว่าเธอเป็นห่วง
"เอาน่า...เผื่อว่าวันนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเข้าข้างพวกเรา"
"ใช่ๆ ผมก็คิดแบบพ่อ ไอ้พิมพ์เงียบไปเลย"
"......." เสียงซุบซิบของพ่อกับลูกสามคนที่กำลังยืนอยู่ทางด้านหลัง ฟังดูแล้วไม่มีใครเชื่อใจผมเลยสักคน
"ดิน"
"ครับพี่ติน"
"ห้าร้อยที่นายบอกล่ะ"
"อ๋อ นี่ครับ" ไอ้ดินยื่นแบงค์ร้อยห้าใบให้ผม ที่นี่ใช้เงินสดเล่นไม่ต้องแลกชิป
"เดี๋ยวนะ อยากบอกนะว่าจะเอาเงินห้าร้อยบาท มาทวงเงินห้าแสนบาทคืน...ฝันกลางวันหรือเปล่าไอ้หนู ฮ่าๆๆ" คำพูดดูถูกและท่าทางมั่นใจของฝ่ายตรงข้ามแบบนี้ ผมชอบจริงๆ
