บทที่ 1.3
ภายหลังหญิงสาวจึงได้รู้ว่า บ่าวรับใช้เหล่านี้ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในตำหนักฮุ่ยเจ๋อ หากกล้าก้าวออกไปมีโทษตายสถานเดียว
ทอดสายตามองไปยังทางเดินในสวน ดอกป่ายเหอหลากสีกำลังชูช่องดงามดึงดูดสายตาเอาไว้เป็นอย่างดี
“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือขมวดคิ้วทั้งยังเดินตามหญิงสาวมา
“หลิ่งจือ ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
“เอ่อ”
เมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายลังเล หญิงสาวพลันหันหลังกลับไปมอง หัวใจหดเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย ในใจรู้สึกกังวลเพราะแม้แต่อิสระเพียงชั่วครู่ นางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้มีหรอกหรือ
“ทำไมหรือ”
น้ำเสียงนั้นแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาซึ่งจ้องเขม็งตรงมา ทำให้หลิ่งจือกลืนน้ำลาย ในใจครุ่นคิดว่านางคงคิดไปเอง ผู้เป็นนายหาได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าน้อยจะถอยออกไป หากท่านปราชญ์ต้องการสิ่งใด ข้าน้อย”
“ไม่ต้อง ข้าอยากอยู่คนเดียวเพื่อคิดอะไรเงียบๆ หากคิดตกแล้วจะกลับเข้าไปเอง”
“เจ้าค่ะ”
หลิ่งจือมองตามแผ่นหลังของคนที่เดินจากไปด้วยดวงตาหลากหลาย บางครานางกลับยังคงรู้สึกว่าเซียงป่ายเหอตรงหน้า คือหญิงสาวแปลกหน้าที่นางไม่เคยรู้จัก
ในที่สุดหญิงสาวก็ได้อยู่คนเดียว แต่การอยู่คนเดียวเช่นนี้กลับทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว กระทั่งมองไปทางไหนนางก็ยังเลือกไม่ถูก
ใบหน้าราวกับคนกำลังหลงทางมองไปยังทางแยกซ้ายขวา ดอกป่ายเหอสีขาวอยู่ทางด้านซ้ายเอนลู่ลงเล็กน้อยเมื่อสายลมพัดมา เมื่อเหม่อมองไปด้านขวา ป่ายเหอสีส้มกลับให้ความมีชีวิตชีวามากกว่าสีขาวที่ดูเรียบง่าย
“ยายลิลลี่เอ้ย” หญิงสาวถอนหายใจ “เอาเถอะ จะยังไงก็ต้องเป็นเซียงป่ายเหออยู่แล้ว จะซ้ายขวาก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนอะไรได้”
ว่าแล้วก็เลือกที่จะเดินไปทางขวา เหตุผลนะหรือ...ง่ายๆ เลย
เพราะดอกป่ายเหอสีขาวอีกฝั่ง ทำให้อดคิดถึงป่ายเหอสีขาวซึ่งมีร่างของเซียงป่ายเหอซึ่งสิ้นใจไปแล้วขึ้นมาไม่ได้นะสิ
ก้าวเดินไปได้สักพักเซียงป่ายเหอพลันชะงัก ชายชุดที่ให้ความรู้สึกหน่วงเหนี่ยว ทำให้หญิงสาวหมุนตัวกลับไปมอง เสียงถอนหายใจดังขึ้น เมื่อมองเห็นแล้วว่าชายชุดของตนเกี่ยวเข้ากับก้อนหินซึ่งถูกวางเรียงตามของทางเดิน
แม้นางจะเข้าใจได้ว่าฤดูหนาวเช่นนี้ เสื้อผ้าต้องเน้นความหนา ดังนั้นการแบกน้ำหนักของชุดจึงเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ต้องเผชิญ แต่สิ่งที่ไม่ค่อยชอบที่สุดก็คือความรุ่มร่ามของชายชุดที่ลากระไปกับพื้น
จริงอยู่การมองดูอาจรู้สึกว่างดงามและมีสง่าราศี หากแต่เมื่อได้มาสวมใส่เองเช่นนี้ นางถึงกับต้องย่นคิ้วด้วยความหงุดหงิด
ชุดแพรพรรณสีเทาแดงแซมสีดำปักลายเมฆเคลื่อนคล้อยเก้าชั้น สวมคาดด้วยสายคาดเอวสีเขียวสด งดงามราวเทพธิดา สง่างามราวหงส์ท่ามกลางมวลบุปผา
แต่...หนักราวกำลังแบกเขาไท่ซานเอาไว้ทั้งลูกนี่สิ!!!
เซียงป่ายเหอสะบัดแขนเสื้อรูดทั้งสองฝั่งขึ้นมายังไหล่ มือทั้งสองข้างยกขึ้นเท้าสะเอว ความเย็นภายนอก ไหนเลยเอาชนะความหงุดหงิดเพราะชุดรุ่มร่ามได้ ไหนจะเส้นผมยาวซึ่งรวบขึ้นอย่างประณีตนี่อีก
“หนักจริงๆ” นางเผลอบ่นออกมาเสียงเบา แต่เสียงหัวเราะดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ตกใจจนต้องรีบดึงแขนเสื้อลงทันที
“ท่าทีเช่นนี้ไหนเลยจะยังเหมือนปราชญ์ผู้เลื่องลือ”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นกลั้วหัวเราะ เงาร่างสูงสง่าในชุดสีดำปักลายหรูหราก้าวมาตามทางเดินช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มทำให้เซียงป่ายเหออ้าปากค้าง
ในใจได้แต่ลอบโอดโอย เพราะภูมิคุ้มกันคนหล่อของนาง เกิดมาบกพร่องเอาอีกแล้ว!!!
“ป่ายเหอ” ชายหนุ่มยื่นมือออกมาหมายคว้ามือของนาง
เซียงป่ายเหอก้าวถอยหลังไปสองก้าว คิ้วเรียวเลิกขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหนิ แต่เพราะยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครจึงไม่ได้เอ่ยอะไรให้อีกฝ่ายผิดสังเกต
“ข้า...” ดูเหมือนเขาเองก็เพิ่งจะรู้ตัว ดังนั้นจึงได้แต่ยิ้มขื่นพร้อมกับรั้งมือของตนกลับไป
“ข้าขอโทษด้วย ข้าเป็นห่วงเจ้าจนลืมตัว”
เมื่อมองเห็นหญิงสาวกลับมามองเขาด้วยดวงตาเรียบเฉย ชายหนุ่มพลันมีท่าทีเศร้าสร้อย
“ป่ายเหอ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นข้าที่ผิดเอง หากข้าไม่ขอให้เจ้ามาที่นี่ เจ้าไหนเลยจะถูกปองร้ายเช่นนี้”