4. ตัดสินใจด้วยตัวเอง (3)
ข่าวการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แพร่กระจายไปทั่วทั้งแคว้น มีแต่ผู้คนไม่เห็นด้วย เพราะสงสารคุณหนูเว่ยที่ต้องไปใช้ชีวิตกับชายโหดเหี้ยมอย่างชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิง ซ้ำอีกฝ่ายยังหมายปองจะแต่งสตรีอื่นอยู่แล้ว มีข่าวลือมากมายที่ถูกเล่าต่อกันมาว่าชินอ๋องไม่ยินดีแต่งสตรีต่างแคว้น ถึงขั้นเอ่ยว่าจะส่งคนมาลอบฆ่าว่าที่เจ้าสาว
แต่สุดท้ายจะทำเช่นไรได้ ในเมื่อคุณหนูเว่ยตอบรับการแต่งงานนี้ด้วยตนเอง หนึ่งเพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นต้องจบลง อีกเหตุผลเพราะคุณหนูเว่ยเมิ่งเหยามีใจให้กับชินอ๋องแคว้นเฉวียนอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าก็คิดอยู่ ว่าเหตุใดคุณหนูเว่ยมิยอมแต่งออกเสียที ทั้งที่มีแม่สื่อจากหลายสกุลมาทาบทาม ที่แท้เพราะมีบุรุษในใจแล้วนี่เอง”
“แต่ก็นะ ชินอ๋องผู้นั้นได้ข่าวว่าผ่านมาหลายสงคราม แม้แต่เด็กกับสตรียังฆ่ามาแล้ว เช่นนี้จะไม่เป็นไรหรือ”
“เจ้าคิดว่าบุตรีองครักษ์เว่ย อ่อนแอหรือไรเล่า ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคุณหนูเว่ยไม่ต่างจากบิดาสักนิด” พ่อค้าแม่ขายต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกัน
ทว่าภายในจวนสกุลเว่ยกลับเงียบสงัด มื้อเย็นวันนี้ไม่มีบทสนทนา ไร้เสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงทานข้าวเงียบๆ ของคนสกุลเว่ยทั้งหก ไม่นานนักผู้เป็นย่าทวดก็วางตะเกียบลง
“ท่านย่าทวด เหตุใดทานน้อยนักเจ้าคะ ทานอีกหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“อึก หากเจ้าไป ผู้ใดจะดูแลย่าเล่าเมิ่งเอ๋อร์” เสียงแหบสั่นของผู้อาวุโสทำเอาทุกคนสะอึก ต่างก้มหน้าก้มตา หลบซ่อนดวงตาที่แดงก่ำของตน
“เมิ่งเอ๋อร์ไม่อยู่ ก็ยังมีท่านแม่ท่านพ่อและน้องๆ อีกหน่อยเสี่ยวเหอกับเสี่ยวหนิงก็มีสะใภ้ให้ท่านย่าทวดแล้ว” คุณหนูเว่ยขยับเข้ามาคุกเข่าข้างผู้เป็นย่าทวด ประคองมือเหี่ยวขึ้นมาแนบแก้มของนาง
“แต่ย่าเป็นห่วงเจ้า ข่าวลือของชินอ๋องผู้นั้นมิใคร่จะไปในทางดีนัก”
“เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ ฮึก เป็นข้าที่ตอบรับเทียบหมั้นนั้น” จางหยู่เยียนนึกโทษตัวเอง
ยามนั้นนางตั้งครรภ์เมิ่งเหยาได้เพียงเจ็ดแปดเดือน ถูกเรียกให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับราชทูตพร้อมกับสามี ครานั้นเป็นองค์ชายเฉวียนเฮ่อหรานบิดาของชินอ๋อง อีกฝ่ายตรัสว่าอยากเชื่อมสัมพันธ์กับนาง แต่ในเมื่อไม่มีวาสนาก็ขอผูกสัมพันธ์กับบุตรในครรภ์แทน
นางรับของหมั้นไว้เพราะไม่อยากให้เกิดข้อบาดหมางกัน กระนั้นนางก็หาข้อป้องกันไว้แล้ว ยื่นข้อเสนอว่าหากบุตรในครรภ์เป็นสตรี นางจะให้บุตรเป็นคนตัดสินใจว่าจะแต่งตามสัญญาหรือไม่ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับปากตกลงตามนั้น
แต่ติดที่ว่าบัดนี้คนรับข้อตกลงได้ล้มตายไปแล้ว
“มิใช่ความผิดของเจ้า เป็นพี่ที่วันนั้นไม่เด็ดขาด ยืนกรานปฏิเสธ”
“ไม่ใช่ความผิดของผู้ใดทั้งนั้นเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่มีทางออกให้กับลูก เพียงแต่ลูกอยากแต่งเอง อย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อเองก็รู้ว่าลูกดูแลตนเองได้”
“พ่อรู้ เหตุใดจะไม่รู้ว่าลูกสาวพ่อเก่ง พ่อฝึกมาเองกับมือ” เว่ยเฉิงหยวนลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ ด้วยความรู้สึกอัดแน่นในอก
“เช่นนั้นอย่าได้กังวลเลยนะเจ้าคะ เลือดเนื้อที่บิดามารดามอบให้ ลูกจะไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายได้เด็ดขาด หากเขามิใช่คนดี ลูกเองก็จะไม่ทน สัญญาเอ่ยเพียงให้แต่ง ไม่ได้หมายความว่าหย่าขาดมิได้” เว่ยเมิ่งเหยามีเป้าหมายเดียว คือจัดการสิ่งที่ค้างคาในใจมาตลอด เมื่อจบสิ้นแล้วนางจะกลับมาหาครอบครัว
“ข้ากับหนิงอันจะไปรับพี่หญิงกลับสกุลด้วยตัวเอง”
“หากถึงวันนั้น พี่จะเขียนจดหมายถึงพวกเจ้าแน่” เมิ่งเหยาส่งยิ้มให้น้องชาย บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย กระนั้นความรู้สึกหวาดกลัวการจากลาก็ตรึงอยู่ในใจของคนสกุลเว่ย
ขบวนรถม้าตกแต่งด้วยผ้าแดงเนื้อดี ปักเย็บ ลงรายละเอียดทุกตารางนิ้วจากแคว้นเฉวียนเดินทางเข้ามารับตัวเจ้าสาวถึงหน้าสกุลเว่ย
ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างยิ่งใหญ่ ฝ่าบาท ฮองเฮา และองค์รัชทายาทเสด็จมาส่งตัวเจ้าสาวด้วยองค์เอง ซึ่งไม่เป็นที่แปลกใจของชาวบ้าน เพราะเป็นที่รู้กันว่าฝ่าบาทกับสกุลเว่ยผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้อง
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ...
“หมายความว่าอย่างไร เจ้าบ่าวมิได้มารับตัวเจ้าสาวหรือ”
“ใช่น่ะสิ เห็นว่าฝ่าบาทถึงขึ้นกระแทกจอกชาจนแตก” สิ่งที่ชาวบ้านลือกันไม่มีส่วนใดผิดจากความเป็นจริง
ชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิงผู้เป็นเจ้าบ่าว อาจหาญถึงขั้นไม่มารับเจ้าสาวด้วยตนเอง ตามธรรมเนียมแคว้นต้งหนานมีเพียงภรรยารองและอนุเท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
“แม้เมิ่งเอ๋อร์จะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แต่นางก็เป็นหลานของข้า ชินอ๋องผู้นั้นใหญ่โตมาจากที่ใด จึงกล้ามาหยาบเกียรติคนแคว้นต้งหนานถึงเพียงนี้!”
“ฝะ ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ ท่านอ๋องติดราชกิจสำคัญ มิอาจเดินทางมาด้วยตนเองได้พ่ะย่ะค่ะ” ราชทูตที่เป็นตัวแทนมารับเจ้าสาวถึงกับขาสั่น
“ราชกิจสำคัญหรือ เช่นนั้นข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่าเขาติดราชกิจใดกันแน่” องค์รัชทายาทแคว้นต้งหนานกระโดดขึ้นควบม้า ตามด้วยคุณชายสกุลเว่ยทั้งสอง
“องค์รัชทายาท เสี่ยวเหอ เสี่ยวหนิง!”
“อย่าได้ห่วงไปเลยเมิ่งเอ๋อร์ พี่ชายและน้องชายของเจ้าจะไปส่งเจ้าเอง”