2. ตัดสินใจด้วยตัวเอง (1)
“น้องหญิง ของพวกนี้เสียแล้ว มันเน่าหมดแล้ว”
“เน่าก็ต้องกิน ข้าสั่ง เจ้ากล้าขัดหรือ กินเข้าไป!!!” เสียงแหลมตะคอก พลางหันไปสั่งให้บ่าวไพร่ยัดผลไม้เน่าพวกนั้นเข้าปากผู้เป็นพี่สาว เด็กน้อยวัยเพียงเก้าหนาวเอาแต่ร้องไห้ แม้แต่แรงจะส่ายหน้าปฏิเสธยังมิอาจสู้ได้
“อื้อ ปล่อยข้า!!! เฮือก!” เว่ยเมิ่งเหยาสะดุ้งตื่น ร่างบางผุดลุกขึ้นนั่งหอบหายใจกับความฝันที่เหมือนจริงขึ้นทุกวัน มือสั่นยกขึ้นเช็ดปากเมื่อภาพในหัวยังฉายซ้ำอยู่เรื่องเดิมๆ
ก้อนเนื้อในอกเต้นรัว นอกจากความหวาดกลัวคงเป็นความเจ็บปวดและเคียดแค้นที่นับวันยิ่งเพิ่มขึ้น
เพราะเหตุใดกัน ทั้งที่นางฝันถึงเรื่องราวในอดีตครั้งสุดท้าย ก็ตอนอายุสี่ห้าหนาว แล้วทำไมถึงกลับมาฝันถึงเรื่องพวกนี้อีก มิใช่ว่านางปล่อยวางได้แล้วหรือ หรือในใจยังเจ็บช้ำกับความอยุติธรรมที่ได้รับอยู่อีก
‘ฝ่าบาทแคว้นเฉวียน เห็นสมควรว่าถึงเวลาส่งเทียบหมั้นมายังสกุลเว่ยแล้ว แต่งคุณหนูเว่ยเมิ่งเหยาให้ชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิง’
“แคว้นเฉวียน” เว่ยเมิ่งเหยาพึมพำกับตนเองเบาๆ ขณะที่ภาพความทรงจำอันเลวร้ายยังฉายวนซ้ำในหัว
เสียงดูถูกเหยียดหยาม เรื่องราวที่ถูกกลั่นแกล้ง ความเจ็บปวดที่ได้รับ ทุกอย่างที่อยากลืม แต่มันกลับฉายซ้ำจนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เพียงเสี้ยวความคิดนั้น คุณหนูเว่ยรู้สึกอยากกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ไป...ในฐานะเว่ยเมิ่งเหยา ชินหวังเฟยในชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิง มิใช่ชุนผิงหลานที่ใครต่อใครต่างเหยียบย่ำ
“อย่าได้กังวลไปเลยเมิ่งเอ๋อร์ อย่างไรเสียพ่อก็ไม่มีทางยอมให้เจ้าไป” เว่ยเฉิงหยวนรวบตัวบุตรสาวเข้ามากอดปลอบ เมื่อวานพอได้รับสารจากราชทูต องครักษ์เว่ยแทบระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่
เดิมทีหลังจากที่เฉวียนเฮ่อหรานตายไป คิดว่าเรื่องสัญญาหมั้นหมายนี้จะยุติลงแล้ว ของหมั้นที่รับมาวันนั้นเขาและฮูหยินก็ตัดสินใจส่งกลับคืนไปแล้วเช่นกัน เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียชายาของเฮ่อหรานไม่มีทางให้บุตรชายแต่งกับสตรีต่างแคว้นเป็นแน่
“พวกข้าก็ไม่ยอมขอรับ ชินอ๋องผู้นั้นอยู่คนละฝั่งกับฝ่าบาทแคว้นเฉวียน สัญญาหมั้นหมายนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา ย่อมเกี่ยวข้องกับการเมือง” เว่ยเจียงเหอวิเคราะห์ ยิ่งทำให้ครอบครัวสกุลเว่ยที่มารอเข้าเฝ้าฝ่าบาท มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นไปอีก
“สิ่งที่เจียงเหอว่ามาไม่ผิดสักนิด”
“ถวายพระพรฝ่าบาท ฮองเฮา องค์รัชทายาท” คนสกุลเว่ยทั้งห้าชีวิตได้ยินเสียงผู้มาใหม่ ก็รีบลุกขึ้นคารวะ
“นั่งลงเถิด การแต่งเชื่อมสัมพันธ์ครานี้มีจุดประสงค์สองอย่าง” ร่างสูงใหญ่ของเจ้าแผ่นดินเดินขึ้นไปนั่งบนที่ประทับ ในมือหมุนลูกแก้วกลมช้าๆ เพื่อระงับอารมณ์ของตนให้คงที่
เว่ยเมิ่งเหยาเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าฝ่าบาททรงมีโทสะกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตากลมโตเหลือบไปมองทุกคนในตำหนัก ต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ฮองเฮากับองค์รัชทายาทเองก็ไม่ต่างกัน
“หนึ่ง คือกีดกัดมิให้เฉวียนหย่งเฟิงขยายฐานอำนาจ เลือกแต่งเมิ่งเหยาให้ ดีกว่าปล่อยเฉวียนหย่งเฟิงแต่งกับคุณหนูสกุลใหญ่ในแคว้นของตน”
“อีกประการ คงไม่พ้นใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการทำสงครามกระมังพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทกล่าวสำทับพระบิดา
“เจ้าคาดเดาไม่ผิดหรอกเนี่ยนเจิน หลายปีมานี้กองทัพแคว้นเฉวียนมีชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิงนำทัพ จัดการเรื่องสงครามตามชายแดน ปราบพวกชนกลุ่มน้อยไปมาก ฮ่องเต้แคว้นเฉวียนมิเคยคิดเก็บหลานชายไว้ ส่งให้ออกรบทั่วทุกสารทิศ” องค์ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นสบตาสหายรักด้วยแววตานิ่งสนิท
“...”
“หากเราไม่ตกลง แล้วเกิดสงครามขึ้นจริง ก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้ชินอ๋องแคว้นเฉวียนตายไวขึ้น”
“หมายความว่าทางเราจะส่งเมิ่งเอ๋อร์ไปหรือไม่ ย่อมเป็นผลดีต่อฮ่องเต้แคว้นเฉวียน แต่เป็นผลเสียกับจวนอ๋อง”
“เป็นเช่นนั้น” สองสหายสบตากันนิ่ง