3. ตัดสินใจด้วยตัวเอง (2)
“หากเราไม่ตกลง แล้วเกิดสงครามขึ้นจริง ก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้ชินอ๋องแคว้นเฉวียนตายไวขึ้น”
“หมายความว่าทางเราจะส่งเมิ่งเอ๋อร์ไปหรือไม่ ย่อมเป็นผลดีต่อฮ่องเต้แคว้นเฉวียน แต่เป็นผลเสียกับจวนอ๋อง”
“เป็นเช่นนั้น” สองสหายสบตากันนิ่ง
ก่อนหน้านี้ความขัดแย้งภายในแคว้นเฉวียน พวกเขารับรู้มาโดยตลอด ฮ่องเต้พระองค์ก่อนของแคว้นเฉวียนสวรรคตกะทันหัน ราชโองการแต่งตั้งผู้สืบบัลลังก์ ที่คิดว่าจะเป็นเฉวียนเฮ่อหรานกลับกลายเป็นเฉวียนเทียนฉี
“แล้วอย่างนี้ยิ่งไม่เป็นอันตรายต่อเมิ่งเอ๋อร์หรือเพคะฝ่าบาท ข่าวลือของชินอ๋องผู้นั้นเขาว่าโหดเหี้ยม ซ้ำยังเจ้าเล่ห์ และแสดงออกชัดเจนว่าอยากครองบัลลังก์” ฮองเฮาของแคว้นท้วงถามด้วยความเป็นห่วง พระนางเองก็เห็นเมิ่งเหยามาตั้งแต่เด็ก
“ขอฝ่าบาททรงเมตตาเมิ่งเอ๋อร์ด้วยเถิดเพคะ” จางหยู่เยียนได้ยินคำพูดเหล่านั้น ก็รู้สึกหวั่นใจ จนองค์รัชทายาทต้องรีบเข้ามานั่งประคองปลอบผู้เป็นน้า
เว่ยเฉิงหยวนกำมือตนเองแน่น เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวแต่กลับปล่อยให้ฮูหยินและบุตรต้องทุกข์ใจ
“กระหม่อมไม่มีทางให้เมิ่งเอ๋อร์แต่งไปแคว้นเฉวียนเป็นแน่ หากฝ่าบาทมิคิดเช่นเดียวกับกระหม่อม ก็ถือเสียว่าเราทั้งคู่ตัดขาดต่อกัน เป็นกระหม่อมที่ขัดราชโองการ”
“เจ้าสหายโง่! หากข้าคิดเช่นนั้นจะเรียกพวกเจ้ามาพูดคุยหรือ เมิ่งเอ๋อร์ ข้าก็รักไม่ต่างจากสายเลือดของข้า ข้าเป็นเสด็จลุงของนางเชียวนะ”
“ฝ่าบาท” เว่ยเมิ่งเหยาเงยหน้ามองผู้สูงศักดิ์ด้วยความซึ้งใจ
ไม่ว่าใครก็มิอยากให้นางเดินทางไปต่างแคว้น ต่างช่วยกันคิดหาวิธีมากมาย ทว่าสุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องทำสงคราม
แคว้นต้งหนานร้างสงครามใหญ่มานานเพราะชื่อเสียงของกองทัพที่เข้มแข็ง กระนั้นภายในย่อมรู้ดีว่าภัยหนาวที่เผชิญมาตลอดสองปีทำให้ความรุ่งเรืองของแคว้นถดถอยลง แม้ยามนี้จะหาทางแก้ได้แล้วแต่ก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นฟู ทั้งจิตใจของราษฎรและเงินทองในท้องพระคลัง
ด้วยเหตุนี้ทำให้เมิ่งเหยาไม่เห็นทางที่จะรอดพ้นจากสัญญาหมั้นหมายได้เลย
“กระหม่อมคิดว่าดึงทหารจากทางตะวันออกมาสมทบดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“มิได้เพคะ ทางนั้นมีชนกลุ่มน้อยที่คิดจะตั้งตนยึดครองพื้นที่ของชาวบ้านอยู่ หากเห็นว่าทหารถอนกำลัง ย่อมเข้าทางพวกมันแน่” เมิ่งเหยาเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากท่านพ่อ
หลังจากที่ลืมตาดูโลกอีกครั้งในฐานะเว่ยเมิ่งเหยาบุตรีองครักษ์เว่ย นางก็ไม่เคยคิดจะให้ตนเองกลับไปเป็นสตรีอ่อนแอไร้กำลังเช่นเก่าก่อน เล่าเรียนเขียนอ่าน จับมีดถือดาบ ไม่ต่างกับบุรุษ สมกับเป็นบุตรีขององครักษ์
“มิต้องห่วงไป พี่จะส่งกองกำลังของพี่ไปช่วยทางนั้น แม้จำนวนไม่มาก แต่มีฝีมือพอจะปะทะกับชนกลุ่มน้อยพวกนั้นได้”
“ใช่ขอรับพี่หญิง ข้าเองก็จะเดินทางไปกับกองกำลังขององค์รัชทายาท” เว่ยหนิงอันว่าเสริมกับความคิดขององค์รัชทายาท ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
ทว่าไม่ใช่กับเว่ยเมิ่งเหยา นางมองเห็นอันตรายมากมายที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของนาง เรื่องครานี้มีนางเพียงผู้เดียวที่ได้ประโยชน์ ส่วนคนที่เดือดร้อนมีนับไม่ถ้วน ทั้งฝ่าบาท องค์รัชทายาท ครอบครัวของนาง ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านย่าทวด น้องชายทั้งสอง ไหนจะเหล่าทหารและราษฎรแคว้นต้งหนาน
หากนางยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ตัวนางคงไม่ต่างจากฆาตกร
“อันที่จริง เรื่องนี้มีทางออกอยู่แล้วเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาพูดขึ้นท่ามกลางเสียงหารือที่กำลังปรึกษากัน
“ว่ามาเถิด”
“หม่อมฉันจะไปเองเพคะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกตอบรับการแต่งเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เจ้าค่ะ”
“ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ไม่มีใครยินยอมกับทางออกนี้
“เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ...แคว้นเรากำลังจะกลับมารุ่งเรือง หากต้องเผชิญกับสงครามอีก ชาวบ้านจะลืมตาอ้าปากอย่างไร พี่น้องทหารจะต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อคนคนเดียวอย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นหม่อมฉันยอมรับไม่ได้เด็ดขาด”
“...”
“สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้ คือกระจายข่าวออกไปว่าหม่อมฉันมีใจให้ชินอ๋องอยู่แล้ว ทำเช่นนี้แคว้นเฉวียนจะได้ไม่รู้ว่าแคว้นเรากำลังเผชิญกับวิกฤตอยู่”
“ไม่ พ่อไม่ยอมเด็ดขาด” เว่ยเฉิงหยวนส่ายหน้าปฏิเสธ สายตาแข็งกร้าวไม่ยินดี
“ท่านพ่อ ลูกไม่เคยขัดคำสั่งท่านพ่อสักครั้ง ท่านพ่อว่าดี ลูกจะว่าตามนั้นเสมอ”
“...” เว่ยเฉิงหยวนคิดมาตลอดว่าบุตรสาวเหมือนภรรยา ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ ทว่ายามที่ได้เห็นสายตาแน่วแน่ ไม่สั่นไหว ไม่คิดเปลี่ยนใจนี้ เขากลับเห็นตนเองในแววตาของเมิ่งเหยา
“แต่ครั้งนี้ขอให้ลูกตัดสินใจด้วยตนเองเถิด”