บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 ข้อแลกเปลี่ยน

ตอนที่ 5

ข้อแลกเปลี่ยน

ลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนกระโจมผ้าใบสะบัดไหวเกิดเสียงพรึ่บพรั่บดังก้องไปทั่วค่ายทหาร

เป็นเวลาสามราตรีแล้วที่ ไป๋รั่ว ตกอยู่ในฐานะเชลยและนางบำเรอของ อ๋องหลี่ซวิน ชีวิตในแต่ละวันวนเวียนอยู่กับการปรนนิบัติเขาในช่วงเช้า ทนรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของเขาในช่วงค่ำคืน และถูกสายตาดูถูกเหยียดหยามจากเหล่าทหารเลวและอนุภรรยาคนเก่าในช่วงกลางวัน

แม้นางจะพยายามทำตัวเข้มแข็งดุจหินผา แต่ร่างกายที่บอบบางเริ่มซูบซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาดำคล้ำจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ และจิตใจที่ต้องคอยระแวดระวังภัยตลอดเวลา

วันนี้หลี่ซวินไม่อยู่ที่กระโจม เขาเรียกประชุมแม่ทัพนายกองระดับสูงตั้งแต่เช้ามืดเพื่อวางแผนกวาดล้างกลุ่มกบฏที่ยังหลงเหลือ ไป๋รั่วจึงถูกสั่งให้ไปช่วยงานในโรงครัว เป็นการกลั่นแกล้งทางอ้อมของ ซูเยว่ ที่ใช้อำนาจของอนุภรรยาอาวุโสกดขี่นาง

ขณะที่ไป๋รั่วกำลังก้มหน้าก้มตาขัดหม้อใบใหญ่ที่เปื้อนเขม่าดำจนมือขาวผ่องเลอะเทอะ เสียงสนทนาของทหารลาดตระเวนสองนายที่นั่งพักดื่มสุราอยู่ไม่ไกลก็ลอยเข้าหู

“เฮ้ย... ได้ยินข่าวจากเมืองหลวงแคว้นไป๋บ้างไหม” ทหารคนหนึ่งกระซิบ

“ข่าวอะไรวะ เมืองแตกไปแล้วไม่ใช่รึ”

อีกคนตอบ

“ก็เรื่องรัชทายาทตัวน้อยนั่นไง... องค์ชายไป๋เฉินน่ะ”

ชื่อของน้องชายทำให้มือที่กำลังขัดหม้อของไป๋รั่วชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง นางรีบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ โดยพยายามไม่ให้ผิดสังเกต

“ทำไม ข้าได้ยินว่าท่านอ๋องสั่งให้ขังไว้ในตำหนักเย็น รอคำตัดสินจากฮ่องเต้ไม่ใช่รึ”

“นั่นมันคำสั่งท่านอ๋อง... แต่เจ้าก็รู้นี่หว่าว่าฮ่องเต้แคว้นเราขี้ระแวงแค่ไหน”

ทหารคนแรกลดเสียงลงต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

“สายข่าวบอกว่า มีคำสั่งลับส่งตรงมาจากวังหลวง ให้ จัดการ เชื้อพระวงศ์แคว้นไป๋ให้สิ้นซาก เพื่อตัดรากถอนโคน... คาดว่าคืนนี้คงไม่พ้นถูกวางยาพิษ หรือไม่ก็จัดฉากว่าไฟไหม้”

เคร้ง!

หม้อใบใหญ่หลุดจากมือไป๋รั่วกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ทหารทั้งสองสะดุ้งโหยง หันมามองนางเป็นตาเดียว

ไป๋รั่วหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก ‘ไป๋เฉิน... ไม่จริง... ท่านอ๋องรับปากข้าแล้ว’

ความกลัวจับขั้วหัวใจทำลายสติสัมปชัญญะทั้งหมด นางผุดลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจเสียงด่าทอของหัวหน้าแม่ครัว สองเท้าภายใต้รองเท้าผ้าเก่าๆ ออกวิ่งสุดแรงเกิด มุ่งหน้าไปยังกระโจมบัญชาการที่ตั้งอยู่ใจกลางค่าย

“หยุดนะ นั่นเจ้าจะไปไหน”

เสียงทหารยามตะโกนไล่หลัง แต่นางไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว

ในหัวของนางมีแต่ภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของน้องชาย ภาพเด็กน้อยที่วิ่งเข้ามากอดนางและร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว หากไป๋เฉินตาย... การเสียสละร่างกายและศักดิ์ศรีของนางที่ผ่านมา ก็สูญเปล่าทั้งสิ้น!

นางวิ่งฝ่าลมหนาวและหิมะที่เริ่มโปรยปราย ผมเผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ย หอบหายใจจนตัวโยน จนกระทั่งมาถึงหน้ากระโจมบัญชาการขนาดใหญ่ที่มีธงพยัคฆ์โบกสะบัด ทหารยามร่างยักษ์สองนายไขว้หอกกั้นทางทันที

“หยุด ที่นี่เขตหวงห้าม กำลังประชุมราชการ ห้ามผู้ใดเข้า”

“หลีกไป ข้าจะขอเข้าเฝ้าท่านอ๋อง”

ไป๋รั่วตะโกนเสียงเครือ พยายามจะฝ่าดงหอกเข้าไป

“บังอาจ! นังเชลยชั้นต่ำ กลับไปซะ ไม่อย่างนั้นหัวเจ้าจะหลุดจากบ่า”

ทหารยามผลักนางอย่างแรงจนไป๋รั่วล้มกระแทกพื้นหิมะเย็นเฉียบ

ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมา แต่เทียบไม่ได้กับความร้อนรุ่มในใจ นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาอีกครั้ง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม

“ท่านอ๋อง... ท่านอ๋องเพคะ... ออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้”

นางกรีดร้องสุดเสียง แข่งกับเสียงลม หวังให้เสียงของนางทะลุผ่านผืนผ้าใบหนาเข้าไปถึงหูปีศาจผู้นั้น

“เฮ้ย... จับมันปิดปาก”

ทหารยามตวาดลั่น พร้อมพุ่งเข้ามาจะล็อคตัวนาง

“ปล่อยนะ... ท่านอ๋อง... ท่านโกหกข้า... ท่านผิดสัญญา”

ไป๋รั่วดิ้นรนสุดชีวิต กัดแขนทหารจนเลือดซิบ นางต่อสู้เหมือนแม่เสือที่หวงลูก

ทันใดนั้น ม่านกระโจมก็ถูกกระชากเปิดออก

“เอะอะอะไรกัน”

เสียงคำรามกัมปนาทดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของหลี่ซวินที่ก้าวออกมา รังสีอำมหิตแผ่พุ่งจนทหารยามต้องรีบปล่อยตัวไป๋รั่วแล้วคุกเข่าลงตัวสั่นเทา

“ทะ... ท่านอ๋อง หญิงนางนี้บังอาจมาก่อกวน...”

หลี่ซวินยกมือห้าม สายตาคมกริบตวัดมองร่างที่ทรุดฮวบอยู่บนพื้นหิมะ ไป๋รั่วในตอนนี้ดูน่าสมเพชยิ่งนัก เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนคราบเขม่าดำและโคลน ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้นและความสิ้นหวัง

“เข้ามา”

เขาพูดสั้นๆ แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไป

ไป๋รั่วรีบตะกายลุกขึ้นวิ่งตามเขาเข้าไปในกระโจม ท่ามกลางสายตางุนงงของทหารยาม

...

ภายในกระโจมบัญชาการ บรรยากาศตึงเครียด แม่ทัพนายกองนับสิบชีวิตกำลังยืนล้อมรอบโต๊ะทรายจำลองภูมิประเทศ ทุกคนหยุดชะงักและมองมาที่ผู้บุกรุกเป็นตาเดียว สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความดูแคลนระคนสงสัย

หลี่ซวินเดินไปหยุดที่หัวโต๊ะ แล้วโบกมือไล่

“พวกเจ้าออกไปให้หมด การประชุมจบแค่นี้”

“แต่ท่านอ๋อง... เรื่องแผนการบุก...”

แม่ทัพรองคนหนึ่งแย้ง

“ข้าบอกให้ออกไป”

หลี่ซวินตวาดเสียงดังจนโต๊ะสะเทือน

บรรดาแม่ทัพต่างรีบเก็บม้วนแผนที่แล้วก้มหัวถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ กระโจมที่เคยอึกทึกก็เหลือเพียงความเงียบงัน และสองร่างที่ยืนเผชิญหน้ากัน

“มีเรื่องอะไรถึงได้คุ้มคลั่งขนาดนี้ ไป๋รั่ว”

หลี่ซวินเอ่ยถามเสียงเย็นชา เขาเดินรินสุราใส่จอกแล้วยกขึ้นดื่มอย่างใจเย็น

ไป๋รั่ววิ่งเข้าไปคุกเข่าลงแทบเท้าเขา มือบางคว้าชายเสื้อคลุมของเขาไว้แน่น

“ท่านอ๋อง... ได้โปรด... ได้โปรดช่วยน้องชายข้าด้วย” เสียงของนางสั่นเครือปานจะขาดใจ

“น้องเจ้า”

หลี่ซวินเลิกคิ้ว

“มันทำไม”

“มีข่าวลือว่าจะมีคนลอบสังหารเขาคืนนี้... ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะไว้ชีวิตเขา ท่านสัญญากับข้าแล้ว”

นางเขย่าขาเขาอย่างแรง น้ำตาหยดแหมะลงบนรองเท้าหนังสีดำของเขา

หลี่ซวินวางจอกสุราลง แล้วก้มมองสตรีที่แทบเท้า เขารู้อยู่แล้วเรื่องคำสั่งลับจากเมืองหลวง พี่ชายของเขา... ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ต้องการกำจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นซาก เป็นเรื่องปกติของการเมือง

“ข้ารับปากว่าจะไม่ฆ่าเขาด้วยมือข้า”

หลี่ซวินกล่าวเสียงเรียบ

“แต่ข้าไม่ได้รับปากว่าจะปกป้องเขาจากคนอื่น... โดยเฉพาะจากฮ่องเต้”

คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ไป๋รั่วเบิกตากว้าง

“ท่าน... ท่านพูดแบบนี้ได้อย่างไร! เขาเป็นแค่เด็กสิบขวบ เขาไม่มีพิษมีภัยอะไรเลย”

“เขาคือเชื้อพระวงศ์แคว้นไป๋”

หลี่ซวินตะคอกกลับ เขาก้มตัวลงมาคว้าคางมน บีบแน่นจนนางเจ็บ

“ตราบใดที่มันยังมีลมหายใจ มันก็คือเสี้ยนหนาม คือสัญลักษณ์ให้พวกกบฏใช้รวมตัวกัน เจ้าคิดว่าข้าจะยอมเลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้ไว้แว้งกัดข้าในวันข้างหน้าหรือไง”

“ข้าสาบาน”

ไป๋รั่วละล่ำละลัก

“ข้าจะพาน้องชายไปอยู่ให้ไกลที่สุด เราจะเป็นชาวบ้านธรรมดา จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะไม่แก้แค้น... ขอแค่ท่านช่วยชีวิตเขา... ได้โปรด ฮึก...”

นางโขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำๆ จนหน้าผากเริ่มช้ำเลือด

“ช่วยเขาด้วย... ช่วยเขาด้วย...”

หลี่ซวินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ความสงสารวูบหนึ่งเกิดขึ้น แต่ถูกกลบด้วยสัญชาตญาณของผู้ล่า เขามองเห็น โอกาสในความสิ้นหวังของนาง

เขานั่งลงบนเก้าอี้เอนหลังอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยให้นางโขกศีรษะต่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“การจะขัดพระราชโองการลับของฮ่องเต้... ไม่ใช่เรื่องเล็ก ข้าต้องใช้บารมีและกำลังคนของข้าเข้าแลกเพื่อพาตัวเด็กนั่นออกมา”

เขาเว้นจังหวะ

“ข้าเป็นพ่อค้าสงคราม ไป๋รั่ว... ข้าไม่ทำอะไรที่ขาดทุน”

ไป๋รั่วหยุดโขกศีรษะ นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความหวังอันริบหรี่ ใบหน้าอาบด้วยน้ำตาและเลือดซึมที่หน้าผาก

“ท่านต้องการอะไร...”

นางถามเสียงสั่น

“ชีวิตข้า ท่านเอาไปได้เลย เอาไปเดี๋ยวนี้เลย”

หลี่ซวินหัวเราะในลำคอ

“ชีวิตเจ้าเป็นของข้าตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวลงจากเกี้ยวแล้ว จะเอาของที่เป็นของข้ามาต่อรองกับข้าได้ยังไง ช่างโง่เขลา”

เขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินวนรอบตัวนางช้าๆ เหมือนเสือเดินวนรอบเหยื่อ

“ข้าต้องการมากกว่านั้น...”

เขาหยุดอยู่ข้างหลังนาง โน้มตัวลงมากระซิบ

“ข้าต้องการความภักดีที่มาจากก้นบึ้ง... ข้าต้องการให้เจ้ารู้จักหน้าที่ของตัวเองให้ดียิ่งกว่านี้”

“ข้า... ข้าไม่เข้าใจ”

“เจ้าเข้าใจดี”

มือหนาสอดเข้ามาใต้เรือนผมยุ่งเหยิง บีบนวดต้นคอขาวผ่องของนางเบาๆ

“ที่ผ่านมา เจ้าทำตัวเหมือนท่อนไม้บนเตียง กัดฟันฝืนทนให้ข้ากระทำย่ำยี เจ้าคิดว่าข้าดูไม่ออกรึว่าเจ้าขยะแขยงสัมผัสของข้าแค่ไหน”

ไป๋รั่วสะดุ้ง นางเม้มปากแน่น

“ข้าเบื่อที่จะต้องข่มขืนตุ๊กตาไร้วิญญาณแล้ว”

หลี่ซวินประกาศกร้าว

“ข้อแลกเปลี่ยนของข้ามีข้อเดียว”

เขาดึงร่างนางให้ลุกขึ้นยืน แล้วหมุนตัวนางให้หันมาเผชิญหน้า

“ปรนนิบัติข้า... ทำให้ข้าพอใจ ทำให้ข้ามีความสุขจนสำลักความตายคาอกเจ้าให้ได้... เจ้าต้องเป็นฝ่ายเริ่ม เจ้าต้องเป็นฝ่ายร้องขอ และเจ้าต้องทำให้ข้าเห็นว่าเจ้ายินดีที่จะเป็นของข้า... ไม่ใช่เพราะจำยอม”

นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง

“ถ้าเจ้าทำให้ข้าเบื่อ... หรือข้าสัมผัสได้แม้แต่นิดเดียวว่าเจ้ากำลังฝืนใจ... หัวของน้องชายเจ้าจะถูกส่งมาใส่พานวางไว้หน้ากระโจมทันที”

ไป๋รั่วตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง ข้อเสนอนี้โหดร้ายยิ่งกว่าการให้ไปตายเสียอีก เขาไม่ได้ต้องการแค่ร่างกาย แต่เขาต้องการทำลายศักดิ์ศรีและความรู้สึกนึกคิดของนาง เขาต้องการให้นาง แสร้งรัก ศัตรูที่ทำลายบ้านเมืองของนาง

แต่ภาพน้องชายที่กำลังจะถูกฆ่า... ทำให้นางไม่มีทางเลือก

ไป๋รั่วสูดลมหายใจลึกที่สั่นพร่า นางหลับตาลงเพื่อกลืนกลั้นความขมขื่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลืมตาขึ้น แววตาเปลี่ยนไป... จากแววตาขององค์หญิงผู้หยิ่งทะนง กลายเป็นแววตาที่ว่างเปล่าแต่เด็ดเดี่ยว

“ตกลงเพคะ...”

เสียงของนางแผ่วเบาแต่หนักแน่น

“พูดปากเปล่าใครก็พูดได้”

หลี่ซวินยิ้มมุมปาก เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง แล้วกางขาออกกว้าง

“พิสูจน์สิ”

เขาออกคำสั่ง

“พิสูจน์ให้ข้าเห็นเดี๋ยวนี้ ว่าเจ้าพร้อมจะทำ ทุกอย่าง เพื่อแลกกับลมหายใจของไป๋เฉิน”

ไป๋รั่วมองดูบุรุษตรงหน้า แล้วมองต่ำลงมาที่หว่างขาของเขา หัวใจนางเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก ความอับอายแล่นพล่านจนหน้าแดงซ่าน แต่นางก้าวถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางค่อยๆ คุกเข่าลงระหว่างขาของเขาอย่างเชื่องช้า มือสั่นเทาเอื้อมไปปลดเข็มขัดหนังสัตว์เส้นหนาที่เอวสอบของเขาออก

หลี่ซวินนั่งกอดอก มองดูการกระทำของนางด้วยสายตาพราวระยับ เขาไม่ช่วย ไม่เร่งเร้า ปล่อยให้นางต่อสู้กับความยางอายของตัวเอง

เมื่อเข็มขัดหลุดออก ไป๋รั่วกลั้นใจดึงกางเกงชั้นในของเขาลง เผยให้เห็นตัวตนความเป็นชายที่เริ่มขยายตัวตื่นตัวขึ้นมาเพราะแรงอารมณ์ มันผงาดง้ำอยู่ตรงหน้าใบหน้าของนาง กลิ่นอายบุรุษเพศที่คุ้นเคยแต่ก็น่าหวาดหวั่นลอยมาแตะจมูก

นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง หลี่ซวินยังคงมองนางนิ่ง ราวกับกำลังรอคอยชมมหรสพ

‘เพื่อไป๋เฉิน... เพื่อไป๋เฉิน...’

นางท่องในใจซ้ำๆ ไป๋รั่วขยับตัวเข้าไปใกล้ โน้มใบหน้าลงไป ริมฝีปากบางสั่นระริกค่อยๆ ประทับจูบลงบนส่วนปลายยอดที่เริ่มมีน้ำปริ่มออกมา

หลี่ซวินสูดปากเบาๆ กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งตัวขึ้นทันทีที่สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและร้อนผ่าวของริมฝีปากนาง

“แค่นั้นรึ”

เขาถามเสียงแหบพร่า

“นี่คือความพยายามสูงสุดของเจ้าแล้วรึ”

ไป๋รั่วหลับตาแน่น ลิ้นเล็กๆ ค่อยๆ แตะไล้เลียวนรอบส่วนปลาย ก่อนจะค่อยๆ อ้าปากครอบครองความใหญ่โตนั้นเข้าไปทีละนิด... ทีละนิด... จนสุดความสามารถ

“อืม...”

หลี่ซวินครางต่ำในลำคอ มือหนาเอื้อมไปขยุ้มผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิงของนาง บังคับทิศทางศีรษะให้นางขยับเข้าออกตามจังหวะที่เขาต้องการ

ความคับแน่นและความอุ่นร้อนภายในโพรงปากของนาง ทำให้สติของแม่ทัพหนุ่มแทบกระเจิง เขาเคยมองนางเป็นแค่ที่ระบาย แต่บัดนี้... การเห็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ยอมศิโรราบ ก้มหัวลงต่ำทำเรื่องน่าอายเช่นนี้เพื่อร้องขอชีวิตคน มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของเขาให้พลุ่งพล่านรุนแรงกว่ายาปลุกกำหนัดขนานใด

“ดี... ดีมาก ไป๋รั่ว...”

เขาเร่งจังหวะกดศีรษะนางแรงขึ้น จนไป๋รั่วเริ่มหายใจไม่ทัน น้ำตาไหลพรากออกมาทางหางตา แต่นางยังคงตั้งใจปรนนิบัติเขาอย่างสุดความสามารถ ลิ้นนุ่มตวัดดูดดึงตามสัญชาตญาณการเรียนรู้

หลี่ซวินก้มลงมองภาพเบื้องล่างด้วยความหลงใหล เขาเห็นแววตาที่ช้อนมองขึ้นมา... มันไม่ใช่แววตาที่ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของสัตว์เลี้ยงที่กำลังอ้อนวอนขอความเมตตาจากเจ้านาย

และในวินาทีนั้น เขาก็ตัดสินใจได้

“พอ!”

เขาดึงนางให้ผละออก ไป๋รั่วสำลักอากาศ หน้าแดงก่ำ ริมฝีปากบวมเจ่อและเปรอะเปื้อนคราบน้ำรักที่ปริ่มออกมา

หลี่ซวินดึงร่างบางขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก หันหน้าเข้าหาเขา เขาเช็ดคราบเปรอะเปื้อนที่มุมปากให้นางด้วยนิ้วโป้ง แล้วกดจูบลงไปที่ริมฝีปากนางอย่างหนักหน่วงและดูดดื่ม เป็นจูบที่เปรียบเสมือนการประทับตราสัญญา

“ข้อตกลงเป็นอันสำเร็จ”

เขาถอนริมฝีปากออก กระซิบเสียงพร่าชิดหน้าผากมน

“คืนนี้ข้าจะส่งหน่วยเงาไปชิงตัวน้องชายเจ้าออกมา... แต่ตอนนี้”

เขากระชับเอวบางให้นางเบียดชิดกับท่อนเอ็นแข็งขึงที่พร้อมรบเต็มที่

“เจ้าต้องชดใช้ค่ามัดจำมาก่อน... ทำให้ข้าเสร็จสมเดี๋ยวนี้ ไป๋รั่ว ที่นี่... บนเก้าอี้นี้ และห้ามหยุดจนกว่าข้าจะสั่ง”

ไป๋รั่วพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะโล่งใจที่น้องชายจะรอดตาย นางโอบรอบคอแกร่งของเขา แล้วเริ่มขยับสะโพกบดเบียดลงไปหาความใหญ่โตนั้นด้วยความเต็มใจเป็นครั้งแรก...

แม้จะเป็นความเต็มใจที่เกิดจากข้อแลกเปลี่ยน แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อ๋องทมิฬผู้ไร้หัวใจ ได้สัมผัสถึงคำว่า ความผูกพัน ที่มากกว่าตัณหา โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel