บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 รอยตราประทับ

ตอนที่ 4

รอยตราประทับ

แสงสว่างรำไรของยามเช้าลอดผ่านรอยแยกของกระโจมหนังกวางเข้ามา กระทบกับเปลือกตาที่บวมช้ำของ ไป๋รั่ว

นางรู้สึกตัวตื่นขึ้นไม่ใช่เพราะแสงแดด แต่เป็นเพราะความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับร่างกายถูกถอดชิ้นส่วนแล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่ด้วยช่างฝีมือห่วยแตก กระดูกทุกท่อนร้าวระบม โดยเฉพาะช่วงล่างที่เจ็บแปลบและชาหนึบจนแทบขยับขาไม่ได้

กลิ่นคาวโลกีย์ กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นบุรุษเพศที่เข้มข้นยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ ตอกย้ำความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อคืนวาน... คืนที่นางถูกพรากศักดิ์ศรีและความบริสุทธิ์ไปอย่างป่าเถื่อน

ไป๋รั่วกัดฟันข่มความเจ็บ พยายามยันกายลุกขึ้นจากที่นอน ผ้าห่มขนสัตว์ร่วงลงไปที่เอว เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยจูบสีกุหลาบ รอยฟัน และรอยนิ้วมือสีม่วงคล้ำที่ตีตราจองไปทั่วเรือนร่าง ไม่เว้นแม้แต่เนินอกและหน้าท้องแบนราบ

นางก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วน้ำตาพานจะไหล แต่เมื่อเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของบุรุษที่นอนหันหลังให้อยู่ข้างๆ นางก็รีบกลืนก้อนสะอื้นลงคอ

หลี่ซวิน ยังคงหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ แผ่นหลังกว้างเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการรบและรอยเล็บข่วนใหม่ๆ ที่นางฝากไว้เมื่อคืน แม้ยามหลับใหล เขาก็ยังดูอันตรายราวกับเสือที่พร้อมจะตื่นมาขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ

‘ข้าจะอ่อนแอไม่ได้... ชีวิตของไป๋เฉินขึ้นอยู่กับข้า’

นางเตือนสติตัวเอง ไป๋รั่วสูดลมหายใจลึก รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลากสังขารอันบอบช้ำลงจากเตียง

ทันทีที่เท้าแตะพื้นหิมะที่ปูทับด้วยพรม ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาจากใจกลางความเป็นสาวจนเข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น

ตุบ!

เสียงเข่ากระแทกพื้นดังพอที่จะทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงขยับตัว

“ตื่นแล้วรึ”

เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋รั่วสะดุ้งเฮือก รีบหันกลับไปมอง พบว่าหลี่ซวินตื่นแล้ว เขาพลิกตัวตะแคง เท้าแขนกับหมอน จ้องมองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่มีความสงสาร มีเพียงความสนใจใคร่รู้เหมือนมองดูสัตว์เลี้ยงตัวใหม่

“เพคะ... ท่านอ๋อง”

ไป๋รั่วตอบเสียงเบา พยายามยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล มือเรียวสั่นเทาขณะควานหาเศษซากชุดเจ้าสาวสีแดงที่ขาดวิ่นบนพื้นมาปกปิดร่างกาย

หลี่ซวินมองดูท่าทางเงอะงะของนางแล้วแค่นหัวเราะ

“ชุดนั่นมันใส่ไม่ได้แล้ว โยนทิ้งไปซะ”

เขาชี้ไปที่กองผ้าขี้ริ้วนั้น

“เจ้าคิดว่าข้าจะให้ผู้หญิงของข้าใส่ชุดขาดๆ เดินไปเดินมาในค่ายทหารงั้นรึ”

“แต่ข้า... ไม่มีชุดอื่น”

นางแย้ง

หลี่ซวินถอนหายใจอย่างรำคาญ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงในสภาพเปลือยเปล่าอย่างไม่อายฟ้าดิน เผยให้เห็นมัดกล้ามและสัดส่วนความเป็นชายที่สงบลงแล้วแต่ยังคงดูน่าเกรงขาม เขาเดินไปที่หีบไม้ใบใหญ่ หยิบเสื้อคลุมตัวยาวสีดำโยนใส่หน้านาง

“ใส่ของข้าไปก่อน”

เขาสั่ง

“แล้วก็ไปเตรียมน้ำล้างหน้ามา ข้าจะออกไปตรวจพล”

ไป๋รั่วรับเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่มีกลิ่นกายของเขาติดอยู่มาสวม มันหลวมโคร่งและยาวลากพื้น แต่มันก็หนาพอจะให้ความอบอุ่นและปกปิดรอยมลทินบนร่างนางได้ นางรีบมัดสายคาดเอวให้แน่น แล้วเดินขากะเผลกออกไปที่หน้ากระโจมเพื่อสั่งทหารให้นำน้ำเข้ามา

...

เมื่ออ่างทองแดงบรรจุน้ำอุ่นถูกนำมาวาง ไป๋รั่วรู้หน้าที่ของนางดี แม้ในวังนางจะมีนางกำนัลคอยปรนนิบัติ แต่กฎของเชลยคือ ผู้แพ้ต้องรับใช้ผู้ชนะ

นางนำผ้าชุบน้ำบิดหมาด เดินเข้าไปหาหลี่ซวินที่ยืนกางแขนรออยู่กลางห้อง

มือบางที่ยังสั่นน้อยๆ เริ่มเช็ดทำความสะอาดใบหน้าคมคายของเขาอย่างเบามือ ไล่ลงมาที่ลำคอ แผงอกกว้าง และหน้าท้องที่เป็นลอนสวย

หลี่ซวินก้มลงมองสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางสูงเพียงแค่ไหล่ของเขา ใบหน้าที่เคยงดงามหมดจดบัดนี้ซีดเซียว ขอบตาบวมช้ำ ริมฝีปากแตกแห้ง แต่แววตาที่มองต่ำนั้นกลับนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด

เขาจำได้ว่าสตรีคนก่อนๆ ที่เขาเคยร่วมเตียงด้วย รุ่งเช้ามามักจะร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย บ้างก็กลัวจนทำอะไรไม่ถูก บ้างก็ออดอ้อนขอความเมตตา แต่ไป๋รั่วกลับต่างออกไป

นางเจ็บ... เขารู้ดี เพราะเมื่อคืนเขาไม่ได้ยั้งมือเลยแม้แต่น้อย แต่แทนที่นางจะนอนซมอยู่บนเตียงหรือร้องไห้คร่ำครวญ นางกลับฝืนลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของนางโดยไม่ปริปากบ่น

‘อึดกว่าที่คิด’ หลี่ซวินคิดในใจ

“เจ็บมากหรือไม่”

จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น ขณะที่นางกำลังเช็ดแขนให้เขา

ไป๋รั่วชะงักมือไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบโดยไม่เงยหน้า

“เป็นหน้าที่ของข้าที่จะต้องรองรับอารมณ์ท่านอ๋อง... เจ็บหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

คำตอบที่ถือดีนั้นทำให้คิ้วเข้มของหลี่ซวินเลิกขึ้น

“ปากเก่งนักนะ ทั้งที่ขาเจ้าสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่แล้วแท้ๆ”

เขาเอื้อมมือไปจับปลายคางนาง บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตา

“มองข้า”

ไป๋รั่วเงยหน้าขึ้น แววตาของนางมีความดื้อรั้นเจือปนอยู่กับความเหนื่อยล้า

“ข้าไม่ใช่องค์หญิงที่เปราะบางอย่างที่ท่านคิด”

นางกล่าวเสียงเรียบ

“ข้าเคยขี่ม้าล่าสัตว์ ข้าเคยเดินเท้าข้ามเขา... แค่เรื่องเมื่อคืน ไม่ทำให้ข้าตายหรอกเพคะ”

หลี่ซวินแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูพึงพอใจกว่าเมื่อคืนเสียอีก

“ดี... ข้าชอบผู้หญิงที่ทนไม้ทนมือ ไม่ใช่พวกคุณหนูในห้องหอที่แตะนิดแตะหน่อยก็แตกสลาย”

เขาปล่อยมือจากคางนาง แล้วหันไปชี้ที่ชุดเกราะแม่ทัพที่วางอยู่บนขาตั้ง

“แต่งตัวให้ข้า”

ไป๋รั่วสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง ชุดเกราะแม่ทัพทำจากเหล็กกล้าและหนังแท้ มันมีน้ำหนักมากมหาศาล สำหรับนางในยามปกติคงยกได้ไม่ยาก แต่ในสภาพร่างกายที่บอบช้ำเช่นนี้ มันคือบททดสอบความอดทนชั้นดี

นางเดินไปหยิบเสื้อตัวในมาสวมให้เขา ตามด้วยเกราะอ่อน และชิ้นส่วนเกราะไหล่ที่หนักอึ้ง ทุกครั้งที่นางต้องเขย่งเท้าหรือออกแรงยกเกราะ ความเจ็บปวดจะแล่นปราดไปที่ช่วงเอวและท้องน้อยจนหน้ามืด

เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมของไป๋รั่ว นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือดซ้ำรอยเดิมเพื่อข่มความเจ็บ มือของนางสั่นระริกขณะผูกเชือกและกลัดกระดุม

หลี่ซวินยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ปล่อยให้นางจัดการทุกอย่าง เขาแอบสังเกตเห็นอาการสั่นเทาและใบหน้าที่ซีดลงเรื่อยๆ ของนาง เขารู้ว่านางกำลังฝืนสังขารจนถึงขีดสุด

คนทั่วไปคงเป็นลมล้มพับไปแล้ว... แต่นางไม่ยอมล้ม

เมื่อนางหยิบดาบประจำกายเล่มยักษ์มาคาดที่เอวเขา มือของนางสั่นจนเกือบจะทำดาบหล่น แต่นางก็กัดฟันประคองมันไว้ได้ แล้วคาดมันเข้ากับเอวสอบของเขาจนสำเร็จ

ไป๋รั่วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว หอบหายใจแผ่วเบา

“เสร็จแล้ว... เพคะ”

หลี่ซวินหมุนตัวไปมาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเงื่อนปมไหนหลวมหลุด

“ใช้ได้”

เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะหันกลับมามองนางเต็มตา

เขาก้าวเข้าไปใกล้นางอีกครั้ง ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะดูน่าเกรงขามกว่าเดิมหลายเท่า ไป๋รั่วเผลอถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัว แต่หลี่ซวินกลับยื่นมือออกมา... ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อจัดคอเสื้อคลุมสีดำที่นางสวมอยู่ให้เข้าที่

“วันนี้ข้าจะไปดูการฝึกทหาร เจ้าอยู่ที่นี่ ห้ามออกไปเพ่นพ่านที่ไหน”

เขาสั่งเสียงเข้ม

“ถ้าหิวก็สั่งทหารหน้ากระโจม ส่วนเรื่องยา...”

เขาโยนขวดกระเบื้องสีขาวเล็กๆ ให้ นางรีบรับไว้อย่างงุนงง

“ยาทาแก้ฟกช้ำ... ทาซะ ข้าไม่อยากเห็นรอยช้ำน่าเกลียดบนตัวเจ้าในคืนนี้”

คำพูดทิ้งท้ายของเขาทำเอาไป๋รั่วหน้าร้อนผ่าว ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เพราะความหมายแฝงที่ชัดเจนว่า ‘คืนนี้เขาก็จะไม่ละเว้นนาง’

หลี่ซวินหันหลังเดินออกจากกระโจมไป ทิ้งให้ไป๋รั่วยืนกำขวดจายาแน่นอยู่กลางห้องเพียงลำพัง

เมื่อลับร่างเขา ร่างบางก็ทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นทันที น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลรินออกมา นางเปิดจุกขวดออก กลิ่นสมุนไพรหอมเย็นลอยแตะจมูก

‘เขาให้ยาข้า... เพื่อจะได้ใช้งานข้าต่อได้งั้นหรือ’

ไป๋รั่วหัวเราะทั้งน้ำตา หัวเราะในโชคชะตาที่เล่นตลก นางปาดยาเนื้อเย็นเฉียบลงบนรอยช้ำที่ต้นคอ ความเย็นของยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้บ้าง แต่ไม่อาจรักษาแผลในใจ

...

เวลาผ่านไปจนถึงยามบ่าย ไป๋รั่วที่ได้พักผ่อนและทายาเริ่มมีแรงขึ้นมาบ้าง นางนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างกระโจม เห็นทหารนับหมื่นกำลังฝึกซ้อมอย่างเข้มแข็ง เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง

ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม

“หลีกไป! ข้าจะเข้าไปดูหน้ามัน! นังองค์หญิงแพศยาที่ใช้มารยายั่วยวนท่านอ๋อง!”

เสียงแหลมสูงของสตรีดังขึ้น ก่อนที่ม่านกระโจมจะถูกเปิดออกอย่างแรง หญิงสาวนางหนึ่งในชุดหรูหรา ใบหน้าแต่งแต้มงดงามแต่แววตาริษยาก้าวเข้ามา ด้านหลังมีสาวใช้ติดตามอีกสองคน

นางคือ ‘ซูเยว่’ อนุภรรยาคนโปรดของหลี่ซวินก่อนที่ไป๋รั่วจะมาถึง นางเป็นลูกสาวคหบดีที่ถูกส่งมาปรนนิบัติท่านอ๋อง และนางเคยเป็นหนึ่งในใต้หล้า... จนกระทั่งเมื่อคืน

ซูเยว่กวาดตามองไป๋รั่วที่นั่งอยู่บนตั่งด้วยสายตาเหยียดหยาม เมื่อเห็นไป๋รั่วสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ของท่านอ๋อง และเห็นรอยรักที่โผล่พ้นคอเสื้อ ความโกรธแค้นก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง

“ที่แท้ก็แค่นางจิ้งจอกหน้าด้าน”

ซูเยว่ชี้หน้าด่า

“แคว้นแตกพ่าย พ่อแม่ตาย แต่ตัวเองกลับมาระริกระรี้อยู่บนเตียงศัตรู ช่างไร้ยางอายนัก”

ไป๋รั่วลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะอยู่ในฐานะเชลย แต่มาดขององค์หญิงยังคงอยู่ นางมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย

“ข้าทำเพื่อรักษาชีวิตคนของข้า ไม่เหมือนใครบางคนที่อยู่ที่นี่เพียงเพื่อเสพสุขส่วนตัว”

ไป๋รั่วตอกกลับนิ่มๆ

“นี่เจ้ากล้าว่าข้าเหรอ”

ซูเยว่กรีดร้อง ง้างมือจะตบ

หมับ!

ข้อมือของซูเยว่ถูกไป๋รั่วคว้าไว้กลางอากาศ แม้แรงกายจะน้อยกว่า แต่แรงใจของไป๋รั่วเหนือกว่ามาก นางบีบข้อมืออีกฝ่ายแน่นจนซูเยว่หน้าเบ้

“ที่นี่คือกระโจมแม่ทัพ และข้าคือคนที่ท่านอ๋องพามาด้วยตัวเอง”

ไป๋รั่วกล่าวเสียงเย็น

“หากเจ้ากล้าก่อเรื่องที่นี่ คิดว่าท่านอ๋องจะเข้าข้างใคร”

ซูเยว่ชะงัก นางรู้ดีว่าหลี่ซวินเกลียดความวุ่นวายที่สุด และตอนนี้เขากำลังเห่อของเล่นชิ้นใหม่ นางสะบัดมือออกอย่างแรง

“ฝากไว้ก่อนเถอะ”

ซูเยว่กัดฟันกรอด

“อย่าคิดว่าท่านอ๋องจะหลงใหลเจ้าไปตลอด ของเล่นใหม่อย่างไรก็น่าตื่นเต้นแค่ชั่วคราว พอเขาเบื่อ... ข้าจะคอยดูวันที่เจ้าถูกเขี่ยทิ้งเหมือนหมาข้างถนน”

ซูเยว่สะบัดก้นเดินออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะของสาวใช้

ไป๋รั่วยืนนิ่ง ขาสั่นเทาอีกครั้งเมื่อภัยคุกคามจากไป นางรู้ดีว่าคำพูดของซูเยว่มีส่วนจริง หลี่ซวินไม่ได้รักนาง เขาแค่ ต้องการนาง และเมื่อความต้องการนั้นหมดไป นางอาจจะมีจุดจบที่น่าสังเวชยิ่งกว่านี้

แต่... นางจะยอมแพ้ไม่ได้ ตราบใดที่น้องชายยังไม่ปลอดภัย นางต้องอดทน นางต้องทำให้หลี่ซวิน ขาดนางไม่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่เป็นทุกเรื่อง

สายตาของไป๋รั่วเหลือบไปเห็นกองฎีกาและแผนที่การรบที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะทำงานของหลี่ซวิน นางเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นลายมือไก่เขี่ยและการจัดวางเอกสารที่ยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นวิสัยของขุนศึกที่เก่งแต่บู๊แต่ไม่ถนัดบุ๋น

ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย... นี่อาจจะเป็นหนทางรอดของนาง

ไป๋รั่วเริ่มลงมือจัดระเบียบเอกสาร ม้วนแผนที่ และฝนหมึกเตรียมไว้ นางใช้วามรู้ที่เคยช่วยเสด็จพ่อทรงงานมาจัดหมวดหมู่ฎีกาเร่งด่วน

เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจมอีกครั้ง พร้อมกับรังสีอำมหิตที่คุ้นเคย

หลี่ซวินเดินเข้ามาในกระโจมด้วยใบหน้าเคร่งเครียดและเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยฝุ่น เขากำลังหงุดหงิดเรื่องเสบียงที่ล่าช้า

ทันทีที่เขาก้าวเข้ามา เขาชะงักเมื่อเห็นไป๋รั่วนั่งคุกเข่ารออยู่อย่างสงบ เบื้องหน้ามีถ้วยชาร้อนกรุ่น และโต๊ะทำงานที่เคยรกเหมือนรังหนูกลับดูเป็นระเบียบเรียบร้อยผิดหูผิดตา

“เจ้าทำอะไร”

เขาถามเสียงห้วน

“ข้าเห็นว่าท่านอ๋องงานยุ่ง ข้าจึงช่วยแยกฎีกาที่สำคัญออกมาวางไว้ด้านขวา ส่วนเรื่องทั่วไปอยู่ด้านซ้ายเพคะ”

ไป๋รั่วตอบพร้อมรินชาส่งให้เขา

หลี่ซวินเดินเข้าไปดูที่โต๊ะ เขาหยิบฎีกาฉบับบนสุดขึ้นมาอ่าน มันคือเรื่องเสบียงที่เขากำลังปวดหัว เขามองหน้าไป๋รั่วด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง... จากความสนใจในเรือนร่าง เริ่มมีความประหลาดใจในสติปัญญาเข้ามาแทรก

“เจ้าอ่านหนังสือราชการรู้เรื่องด้วยรึ”

“เสด็จพ่อเคยสอนข้าเพคะ”

หลี่ซวินรับถ้วยชาจากมือนางมาจิบ รสชาติชาชุ่มคอ อุณหภูมิกำลังพอดี ไม่ร้อนลวกปากเหมือนที่ทหารคนสนิทชอบชงให้

เขาวางถ้วยชาลง แล้วเอื้อมมือไปดึงร่างบางเข้ามานั่งบนตักแกร่งอย่างรวดเร็ว ไป๋รั่วอุทานเบาๆ เมื่อตกอยู่ในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง

“ฉลาด... อึด... และรู้จักเอาใจ”

หลี่ซวินกระซิบชิดแก้มเนียน จมูกโด่งสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากซอกคอที่เขาทายาให้

“ดูเหมือนข้าจะได้ของบรรณาการที่คุ้มค่าเกินราคาเสียแล้ว”

มือหนาเริ่มไม่อยู่นิ่ง ลูบไล้เข้าไปใต้สาบเสื้อคลุมตัวใหญ่ สัมผัสผิวกายเปลือยเปล่าด้านใน ไป๋รั่วตัวแข็งทื่อ รู้ดีว่าบทลงโทษแสนหวานกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

“คืนนี้... ข้าคงต้องตบรางวัลให้เจ้าเสียหน่อยแล้ว ไป๋รั่ว”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel