บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 พยัคฆ์ทมิฬ

ตอนที่ 2

พยัคฆ์ทมิฬ

เท้าเล็กที่สวมรองเท้าปักดิ้นทองเหยียบย่างลงบนผืนพรมหนานุ่มที่ปูลาดเข้าไปสู่ใจกลางกระโจมแม่ทัพ ทันทีที่ม่านหนังกวางผืนหนาถูกทหารยามตวัดปิดลง เสียงหวีดหวิวของลมหนาวภายนอกก็เงียบหายไป แทนที่ด้วยความเงียบสงัดที่น่าอึดอัดและไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากเตาถ่านอัคคี

ภายในกระโจมกว้างขวางกว่าที่เห็นจากภายนอกมากนัก กลิ่นอายภายในมิใช่กลิ่นเครื่องหอมกำจายดั่งในวังหลวง หากแต่เป็นกลิ่นของเหล็ก กลิ่นหนังฟอก และกลิ่นจางๆ ของสุราแรง ผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นจนทำให้ไป๋รั่วรู้สึกวิงเวียน

นางยืนนิ่งอยู่กลางโถง พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ สองมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยาวกุมเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เพื่อเรียกสติและศักดิ์ศรีของ ‘องค์หญิงใหญ่’ แห่งแคว้นไป๋ให้กลับคืนมา

เบื้องหน้าของนาง... บนตั่งกว้างที่ปูทับด้วยหนังเสือลายพาดกลอนตัวมหึมา บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งเอกเขนกอยู่

เขามิได้สวมชุดเกราะเต็มยศดั่งตอนที่ยืนอยู่หน้าค่าย หากแต่สวมเพียงเสื้อคลุมตัวในสีดำสนิทที่แหวกสาบเสื้ออกกว้าง เผยให้เห็นแผงอกกำยำสีทองแดงที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจางๆ นับไม่ถ้วน เส้นผมสีหมึกยาวสยายระต้นคอแกร่ง มือข้างหนึ่งถือจอกสุราทองคำ อีกข้างพาดวางบนหัวเข่าชันขึ้นอย่างถือดี

หลี่ซวิน อ๋องทมิฬผู้เลื่องชื่อ

เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองนางในทันที ราวกับนางเป็นเพียงอากาศธาตุหรือแจกันประดับห้องที่ไร้ค่า ดวงตาคมกริบคู่นั้นจดจ้องอยู่กับน้ำสุราในจอกที่หมุนวนเบาๆ

ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นหนักอึ้งราวก้อนหิน ไป๋รั่วรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยความเมินเฉย นางเป็นถึงราชธิดาฮ่องเต้ ไม่เคยมีใครกล้าเสียมารยาทกับนางเช่นนี้ แต่ที่นี่... นางเป็นเพียงสินค้า

“ไป๋รั่ว... คารวะท่านอ๋อง”

นางเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงหวานใสกังวานแต่แฝงไว้ด้วยความถือตัวเล็กน้อย นางย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียมราชสำนักอย่างงดงามหมดจด ทุกท่วงท่าเปี่ยมด้วยความสง่าผ่าเผยราวกับนางยังอยู่ในท้องพระโรง ไม่ใช่กระโจมศัตรู

ทว่า หลี่ซวินกลับแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ

“หึ”

เสียงนั้นต่ำลึกและแหบพร่า ฟังดูคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากนิทรา เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาคมดุจเหยี่ยวพุ่งตรงมาปะทะกับใบหน้างามของนาง

วินาทีที่สบตากัน ไป๋รั่วรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกกระชากออกไป แววตาของเขามิได้มีความชื่นชมยินดี มีเพียงความเย็นชา ดูแคลน และ... ความกระหายอยากที่ปิดไม่มิด

“ลุกขึ้น”

เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“ข้าไม่ได้ต้องการพิธีรีตองจอมปลอมของพวกราชวงศ์... โดยเฉพาะราชวงศ์ที่ล่มสลายไปแล้ว”

คำพูดนั้นเสียดแทงใจดำจนไป๋รั่วเผลอเม้มปากแน่น นางยืดตัวขึ้นยืนตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“แม้แคว้นข้าจะพ่ายแพ้ แต่สายเลือดขัตติยะในกายข้าก็ยังคงอยู่ พิธีการคือเครื่องบ่งบอกความเจริญ ท่านอ๋องผู้ปรีชาคงเข้าใจ”

“โอหัง”

หลี่ซวินวางจอกสุราลงบนโต๊ะเสียงดัง ตึง! จนสุรากระฉอกหก ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาทะมึนของเขาทาบทับร่างบางจนมิด เขาเดินย่างสามขุมเข้ามาหานาง ทุกย่างก้าวหนักแน่นและคุกคามราวกับพยัคฆ์จ้องตะครุบเหยื่อ

ไป๋รั่วอยากจะก้าวถอยหลังหนี แต่ศักดิ์ศรีสั่งให้นางยืนหยัดตรึงเท้าไว้กับที่ นางจ้องตาเขากลับอย่างไม่ลดละ

หลี่ซวินหยุดยืนตรงหน้านาง ห่างกันเพียงคืบ กลิ่นสุราและกลิ่นกายบุรุษร้อนผ่าวพัดปะทะใบหน้า เขาก้มลงมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความขบขันที่เหี้ยมเกรียม

“ความเจริญงั้นรึ”

เขาเหยียดยิ้มมุมปาก นิ้วมือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยตาปลาจากการจับดาบเอื้อมมาจับปลายคางมนของนาง บังคับให้แหงนหน้าขึ้นรับสายตา

“ความเจริญที่เจ้าภูมิใจนักหนา มันช่วยให้พ่อเจ้าพ้นจากคมดาบข้าได้หรือไม่ มันช่วยให้น้องชายเจ้าไม่ต้องร้องไห้เพราะความหวาดกลัวได้หรือเปล่า”

“ท่าน”

ไป๋รั่วตวาดลั่น ใบหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธ

“อย่าได้ดูหมิ่นบิดาและน้องชายข้า”

“ข้าไม่ได้ดูหมิ่น ข้าพูดความจริง”

หลี่ซวินบีบปลายคางนางแรงขึ้นจนเจ็บร้าว

“เจ้ายังไม่รู้สถานะตัวเองอีกหรือ องค์หญิง... ไม่สิ ตอนนี้เจ้าเป็นแค่ เชลย”

สายตาของเขาเริ่มกวาดไล่ลงต่ำ สำรวจเรือนร่างของนางที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงอย่างหยาบคายและเปิดเผย สายตานั้นร้อนแรงราวกับจะแผดเผาเสื้อผ้าให้มอดไหม้ไปเสียเดี๋ยวนี้

“หึ... ฮ่องเต้ไป๋ช่างลงทุนนัก ส่งลูกสาวคนโตมาเป็นเครื่องสังเวย”

เขาปล่อยมือจากคาง แล้วใช้นิ้วชี้ไล้ไปตามกรอบหน้าสวย ลากผ่านลำคอขาวผ่อง ลงมาหยุดที่เนินอกอิ่มที่โผล่พ้นสาบเสื้อ

“คิดว่าจะใช้ความงามของเจ้า มอมเมาข้าให้ลุ่มหลงจนลืมยึดครองแผ่นดินงั้นรึ”

ไป๋รั่วปัดมือเขาออกอย่างลืมตัว

“ข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนชีวิตคน ไม่ได้มาเพื่อมอมเมาผู้ใด “

ทันทีที่นางสัมผัสตัวเขา บรรยากาศรอบด้านก็พลันเปลี่ยนไป อุณหภูมิในกระโจมดูเหมือนจะลดฮวบลงจนยะเยือก

หลี่ซวินหรี่ตาลง รังสีสังหาร อันรุนแรงระเบิดออกมาจากร่างแกร่ง มันเป็นแรงกดดันที่มองไม่เห็นแต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคมมีด มันกดทับลงมาที่ไหล่ของไป๋รั่วจนนางเข่าอ่อน ขาสั่นเทาจนแทบทรงตัวไม่อยู่

นี่หรือคือกลิ่นอายของแม่ทัพผู้คร่าชีวิตคนนับแสน... มันช่างน่าหวาดหวั่นจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง

“เจ้า... กล้าปัดมือข้า”

เสียงของหลี่ซวินเบาหวิวแต่ดังก้องในความรู้สึก เขาก้าวประชิดเข้ามาอีกนิด จนอกแกร่งเบียดชิดกับอกนุ่มหยุ่นของนาง

ไป๋รั่วตัวสั่นเทา เหงื่อเย็นไหลซึมกลางแผ่นหลัง นางพยายามจะถอยหนี แต่เอวบางกลับถูกท่อนแขนแข็งแรงตวัดรวบเข้าไปแนบชิดกับหน้าท้องแกร่งของเขาอย่างรวดเร็ว

“อ๊ะ! ปล่อยนะ!”

นางอุทานด้วยความตกใจ สองมือยันแผงอกเขาไว้

“จำใส่กะโหลกสวยๆ ของเจ้าเอาไว้ ไป๋รั่ว”

หลี่ซวินก้มลงกระซิบชิดริมหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนนางขนลุกซู่

“ที่นี่คือกองทัพทมิฬ ไม่ใช่วังน้ำค้างของเจ้า ทุกอย่างที่นี่... รวมทั้งลมหายใจและร่างกายของเจ้า เป็นสิทธิ์ขาดของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

มือหนาเลื่อนจากเอวลงมาบีบเคล้นสะโพกกลมกลึงอย่างแรงผ่านเนื้อผ้าหนา เป็นสัมผัสที่จาบจ้วงและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน

“เจ้าไม่ใช่คู่เจรจา... เจ้าคือ ของเล่น”

เขาเน้นเสียงหนักแน่น

“เป็นของเล่นที่มีไว้ระบายความใคร่ ยามที่ข้าเบื่อหน่ายจากการศึก และคืนนี้... ข้าจะตรวจสอบดูว่าของเล่นชิ้นนี้ ใช้งาน ได้ดีสมราคาคุยหรือไม่ “

ไป๋รั่วน้ำตาคลอหน่วยด้วยความอับอายและความเจ็บใจ นางอยากจะกรีดร้อง อยากจะขัดขืน แต่รังสีอำมหิตที่เขากดดันลงมาทำให้นางรู้ว่า หากนางต่อต้านตอนนี้ ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ตัวนางที่ต้องเจ็บปวด แต่น้องชายของนางอาจต้องหัวหลุดจากบ่า

นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ข่มกลั้นความกลัว แล้วเงยหน้าสบตาเขาด้วยแววตาที่ยังคงเหลือเศษเสี้ยวความดื้อรั้น

“ถ้าเช่นนั้น... ท่านอ๋องก็เชิญตรวจสอบ ให้พอใจ”

นางกล่าวเสียงสั่นเครือ

“แต่ท่านจะไม่มีวันได้หัวใจของข้าไป ต่อให้ท่านได้ร่างกายข้า ท่านก็ได้ไปเพียงเปลือกนอกที่ไร้วิญญาณเท่านั้น!”

หลี่ซวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะกึกก้อง รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏบนใบหน้าคมคาย

“หัวใจ ฮ่าๆๆๆ”

เขาเชยคางนางขึ้นอีกครั้ง จ้องลึกลงไปในดวงตาดื้อรั้นคู่นั้น

“เจ้าช่างไร้เดียงสานัก องค์หญิงน้อย... ข้าเป็นนักรบ ข้าต้องการแค่ชัยชนะ และ การครอบครอง ข้าไม่เคยต้องการหัวใจเน่าเปื่อยของมนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น”

“แต่จำคำข้าไว้...”

แววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว

“เมื่อเจ้าอยู่ใต้ร่างข้า ร้องครวญครางชื่อข้า และเสพสมไปกับสัมผัสของข้า... วันนั้นเจ้าจะรู้เองว่า ร่างกายของเจ้านั้นซื่อสัตย์กว่าปากเก่งๆ นี่มากเพียงใด”

เขาสะบัดร่างบางของนางไปที่เตียงนอนกว้างใหญ่ที่ปูด้วยขนสัตว์หนานุ่ม ไป๋รั่วล้มกลิ้งลงไปบนเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ชุดเจ้าสาวหลุดลุ่ยเล็กน้อยเผยให้เห็นไหปลาร้าขาวเนียน

หลี่ซวินปลดสายคาดเอวของตนเองออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาจ้องมองเหยื่อบนเตียงราวกับเสือที่กำลังจะตะปบกวางน้อย

“ถอดชุดรุ่มร่ามนั่นออกซะ”

เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม

“แล้วแสดงให้ข้าดูว่า บรรณาการชั้นเลิศ นั้น... งดงามสมคำร่ำลือจริงหรือไม่”

ไป๋รั่วกำผ้าปูที่นอนแน่น หัวใจเต้นรัวแรงราวกับกลองศึก นางรู้ดีว่า... เวลาแห่งการพิพากษามาถึงแล้ว และคืนนี้ จะเป็นราตรีที่ยาวนานและทรมานที่สุดในชีวิตของนาง...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel