บทที่ 5: ภารกิจหาเสบียงและการจับตาของพี่ใหญ่
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่น ปลุกให้ซูชิงตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความฝัน เธอลืมตาขึ้นมาพบกับความจริงที่ยังคงโหดร้าย บ้านดินหลังเดิม ความหนาวเย็น และที่สำคัญที่สุดคือ ท้องที่ร้องประท้วงด้วยความหิวโหย
มื้อเช้าของวันนี้ไม่มีแม้กระทั่งเศษแป้งข้าวโพดเหลือติดก้นถุง มื้ออาหารสุดแสนวิเศษเมื่อคืนวานได้ผลาญเสบียงที่มีอยู่น้อยนิดไปจนหมดสิ้น
ซูชิงลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตาที่เย็นชืด กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ความรู้สึกสิ้นหวังพยายามเข้าเกาะกุมจิตใจอีกครั้ง แต่เธอก็สะบัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว การคร่ำครวญไม่ช่วยให้อิ่มท้อง ในเมื่อในบ้านไม่มีอะไรกิน ก็ต้องออกไปหาข้างนอก!
เธอรีบลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้า มัดผมยาวรุงรังให้เป็นมวยหลวมๆ แล้วเดินเข้าไปในครัว คว้าเอาตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่วางพิงผนังอยู่ขึ้นมาสะพายหลัง และหยิบเสียมขุดดินด้ามเล็กที่สนิมเกรอะกรังติดมือไปด้วย นี่คืออาวุธคู่กายสำหรับภารกิจสำคัญในวันนี้
"ต้าเหมา" ซูชิงเรียกเด็กชายคนโตที่กำลังนั่งขดตัวอยู่มุมห้อง พยายามสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง "ฉันจะออกไปหาของป่าที่ตีนเขาหลังหมู่บ้าน เธอดูแลน้องๆ อยู่ที่บ้านนะ ห้ามให้ใครเข้ามาเด็ดขาด โดยเฉพาะยายกับลุงของเธอ เข้าใจไหม?"
ต้าเหมาเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตายังคงมีความระแวงแฝงอยู่ แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านรุนแรงเหมือนเก่า เขาเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงรับรู้
ซูชิงไม่รอช้า เธอเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่ภูเขาหลังหมู่บ้านที่เป็นความหวังเดียวของเธอในตอนนี้
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกรูเกรียว หอบเอาไอเย็นและความแห้งแล้งมาเยือน ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงโรย ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างพากันเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตในนาและเตรียมเสบียงสำหรับฤดูหนาวอันยาวนานที่กำลังจะมาถึง
ซูชิงเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆ ที่มุ่งสู่ตีนเขา ระหว่างทางเธอพบปะชาวบ้านสองสามคนที่มองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกๆ บ้างก็ซุบซิบนินทา บ้างก็ส่ายหน้าด้วยความสมเพช ข่าวเรื่องที่เธออาละวาดไล่แม่และพี่ชายออกจากบ้านเมื่อคืนคงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้วอย่างแน่นอน
เธอเลือกที่จะเมินเฉยต่อสายตาเหล่านั้น เป้าหมายของเธอคือการเอาชีวิตรอด ไม่ใช่การทำตัวเป็นคนดีในสายตาใคร
เมื่อเดินลึกเข้าไปในป่า ความเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่เสียงจอแจของหมู่บ้าน ซูชิงเริ่มใช้สายตาอันเฉียบคมของเชฟ กวาดมองไปทั่วพื้นป่าและพุ่มไม้ เพื่อค้นหา 'ขุมทรัพย์' ที่ซ่อนอยู่
ชาวบ้านในยุคนี้ส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ของป่าพื้นๆ อย่างเห็ดป่าบางชนิด ผักหวาน หรือหน่อไม้ ซึ่งมักจะถูกเก็บไปจนเกือบหมดแล้ว แต่สำหรับซูชิง ผู้มีความรู้เรื่องวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง ป่าแห่งนี้ยังคงเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่รอการค้นพบ
เธอเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ใช้ไม้เสียมเขี่ยกองใบไม้แห้งและวัชพืชที่รกทึบ จมูกก็คอยดมกลิ่นผิดปกติในอากาศ
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับเถาไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่ขึ้นพันอยู่รอบโคนต้นไม้ใหญ่ ใบของมันมีรูปร่างคล้ายรูปหัวใจและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ชาวบ้านทั่วไปอาจมองผ่านไปเพราะคิดว่าเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่า แต่ซูชิงจำได้ทันที
นี่คือ 'ซานเย่าป่า' หรือมันเทศป่าจีน!
มันเป็นสมุนไพรและอาหารชั้นยอดที่ชาวบ้านในยุคนี้ยังไม่ค่อยรู้จักคุณค่าของมันมากนัก หัวของมันฝังอยู่ใต้ดิน มีรสชาติหวานมันและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก
หัวใจของซูชิงเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น เธอรีบนั่งลง ใช้เสียมขุดดินบริเวณโคนต้นไม้อย่างระมัดระวัง ดินที่นี่ค่อนข้างร่วนซุยทำให้ขุดได้ไม่ยากนัก ไม่นานนัก เธอก็สัมผัสได้ถึงวัตถุแข็งๆ ใต้ดิน
เธอค่อยๆ แซะดินรอบๆ ออก เผยให้เห็นหัวมันเทศป่ารูปร่างยาวรี ผิวขรุขระสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเท่าท่อนแขนเด็ก โผล่พ้นดินขึ้นมา
"เยี่ยม!" ซูชิงอุทานเบาๆ นี่คือแหล่งคาร์โบไฮเดรตชั้นดีที่จะช่วยให้พวกเธอรอดตายไปได้อีกหลายมื้อ เธอออกแรงขุดต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนได้มันเทศป่าหัวใหญ่มาถึงสามหัว น้ำหนักรวมกันน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าหกจิน
เธอใช้มือปัดดินออกจากหัวมันอย่างทะนุถนอม แล้ววางพวกมันลงในตะกร้าไม้ไผ่
ภารกิจแรกสำเร็จอย่างงดงาม แต่ซูชิงยังไม่พอใจ แค่มันเทศป่าอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ร่างกายที่ขาดสารอาหารต้องการโปรตีนด้วย
เธอตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่าอีกหน่อย มุ่งหน้าสู่บริเวณที่มีต้นไม้สูงใหญ่และพุ่มไม้หนาทึบ ซึ่งน่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เล็กๆ
ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น หูของเธอก็ได้ยินเสียงผิดปกติ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ย่ำลงบนใบไม้แห้ง ดังมาจากด้านหลัง
ซูชิงชะงักฝีเท้า แกล้งทำเป็นก้มลงผูกเชือกรองเท้า เพื่อลอบสังเกตการณ์ทางหางตา
แวบหนึ่ง เธอเห็นเงาร่างเล็กๆ ผลุบเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
เธอยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน ต้าเหมา
เด็กชายคนนี้ช่างขี้ระแวงเสียจริง เขาคงกลัวว่าเธอจะแอบหนีไป หรือไม่ก็กลัวว่าเธอจะเอาของมีค่าชิ้นสุดท้ายในบ้านซึ่งไม่มีอยู่จริง ไปขายแล้วทิ้งพวกเขาไว้
ซูชิงไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่กลับรู้สึกเอ็นดูในความพยายามปกป้องครอบครัวของเด็กชาย เธอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ลุกขึ้นเดินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้ 'สายลับตัวน้อย' ติดตามเธอต่อไป
เธอเดินมาถึงบริเวณที่มีกอไผ่ขึ้นหนาทึบ พื้นดินชื้นแฉะเล็กน้อยเพราะอยู่ใกล้ลำธารสายเล็กๆ ซูชิงสังเกตเห็นโพรงดินเล็กๆ หลายแห่งที่ซ่อนอยู่ตามซอกหินและโคนกอไผ่
นี่คือรังของ 'หนูพุก' หรือหนูนาตัวอ้วนพี
ในยุคที่เนื้อสัตว์เป็นของหายาก หนูนาถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดที่ชาวบ้านนิยมล่ากัน แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะจับพวกมัน
ซูชิงไม่ได้เตรียมกับดักมา แต่เธอกลับสังเกตเห็นรอยเท้าเล็กๆ และมูลสัตว์ใหม่ๆ อยู่บริเวณปากโพรงแห่งหนึ่ง เธอตัดสินใจลองเสี่ยงดวง ใช้เสียมขุดเปิดปากโพรงให้กว้างขึ้น
และโชคก็เข้าข้างเธอ!
ภายในโพรงที่ลึกลงไป มีลูกหนูนาตัวสีเทาๆ แดงๆ ห้าหกตัวนอนเบียดเสียดกันอยู่ แม่ของพวกมันคงออกไปหาอาหาร
ซูชิงไม่รอช้า รีบเอื้อมมือเข้าไปจับลูกหนูนาเหล่านั้นใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว แม้พวกมันจะยังตัวเล็ก แต่ก็พอจะนำมาทำเป็นซุปบำรุงกำลังได้
ภารกิจหาโปรตีนสำเร็จ!
ซูชิงรู้สึกพอใจกับผลงานในวันนี้มาก ตะกร้าไม้ไผ่บนหลังเริ่มมีน้ำหนักจากมันเทศป่าและลูกหนูนา เธอตัดสินใจว่าจะหาผักป่าอีกสักหน่อยแล้วค่อยกลับบ้าน
เธอเดินเลาะไปตามริมลำธาร สายตาสอดส่องหาผักน้ำที่อาจจะยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เช่น ผักบุ้งป่า หรือผักกูด
ในขณะที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ริมตลิ่ง สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับบางสิ่งสีขาวนวลที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้ารกๆ บนตลิ่งอีกฝั่ง
ด้วยความสงสัย เธอจึงถอดรองเท้า เดินลุยน้ำข้ามลำธารที่ลึกเพียงข้อเท้าไปยังฝั่งตรงข้าม
เมื่อแหวกพงหญ้าออก ดู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เธอต้องกลั้นหายใจ
มันคือรังของ 'เป็ดป่า' ที่ซ่อนอยู่อย่างมิดชิด ภายในรังที่ทำจากหญ้าแห้งและขนเป็ด มีไข่เป็ดสีขาวนวลฟองโตวางเรียงรายกันอยู่ หนึ่ง, สอง, สาม ทั้งหมดแปดฟอง!
สวรรค์! นี่มันขุมทรัพย์ที่แท้จริง!
ไข่เป็ดป่าแปดฟอง! ในยุคที่ไข่ไก่ฟองเดียวยังมีค่าดั่งทองคำ นี่คือโชคลาภที่หาได้ยากยิ่ง
มือของซูชิงสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นขณะที่ค่อยๆ เก็บไข่เป็ดทีละฟองใส่ลงในตะกร้า โดยใช้ใบไม้แห้งรองกันกระแทกไว้อย่างดี
วันนี้ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ!
เธอได้ทั้งมันเทศป่า ลูกหนูนา และไข่เป็ดป่า นี่คือเสบียงที่จะต่อชีวิตให้ครอบครัวตระกูลกู้ได้อีกหลายวัน
ซูชิงสะพายตะกร้าที่หนักอึ้งขึ้นหลังด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ เธอหันหลังเดินกลับทางเดิม ข้ามลำธารกลับมา
ทางด้านต้าเหมาที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ตลอดเวลา ได้เห็นทุกการกระทำของแม่เลี้ยง
เขาเห็นเธอขุดหัวมันประหลาดๆ ที่เขาไม่เคยเห็นใครกิน เห็นเธอจับลูกหนูนาด้วยมือเปล่า และที่สำคัญที่สุด เขาเห็นวินาทีที่เธอค้นพบรังไข่เป็ดป่า
ดวงตาของเด็กชายเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าซูชิงจะมีความสามารถในการหาอาหารในป่าได้เก่งกาจขนาดนี้ ชาวบ้านคนอื่นๆ เข้าป่ามาทั้งวันบางทียังได้แค่เห็ดไม่กี่ดอก แต่เธอกลับได้ของดีๆ มาเต็มตะกร้าในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ความสงสัยในใจของต้าเหมาเริ่มสั่นคลอน ผู้หญิงคนนี้ ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายที่วันๆ เอาแต่แต่งตัวสวยๆ รอเงินสามีคนเดิมจริงๆ หรือ?
ทำไมจู่ๆ เธอถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้? ตั้งแต่ทำอาหารอร่อยๆ ไล่ยายกับลุงออกจากบ้าน และตอนนี้ยังเข้าป่าหาอาหารได้อย่างชำนาญ
ต้าเหมาเฝ้ามองแผ่นหลังของซูชิงที่เดินแบกตะกร้าหนักอึ้งนำหน้าเขาไปไม่ไกล ความรู้สึกซับซ้อนก่อตัวขึ้นในใจอีกครั้ง
เขาควรจะเชื่อใจเธอได้หรือยังนะ? หรือนี่เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าอีกฉากหนึ่ง? แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ เย็นวันนี้ พวกเขาคงจะได้กินอิ่มท้องอีกมื้ออย่างแน่นอน.
