บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 ประวัติครอบครัวสามี

เฉาเยว่เดินถือตะกร้าใบใหญ่ตรงไปยังลำธารกลางหมู่บ้าน บริเวณนั้นมีหญิงสาวหลายคนนั่งซักผ้าอยู่ก่อนแล้ว นางมองหามุมเหมาะ ๆ แล้วจึงนั่งลง ค่อย ๆ คลี่ผ้าออก ก่อนเริ่มลงมือซักด้วยจังหวะเนิบช้า

สายตาของหญิงชาวบ้านบางคนจับจ้องมายังภรรยาของหยวนเล่อด้วยแววเวทนา เมื่ออยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแล้ว การทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

“เจ้าชื่ออะไรหรือ?” หยวนฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แววตาเต็มไปด้วยความสนใจ

เฉาเยว่เงยหน้ามองหญิงสาวตรงข้าม ยิ้มรับไมตรีอย่างอ่อนโยน “ข้าชื่อเฉาเยว่เจ้าค่ะ แล้วท่านเล่า ชื่ออะไรหรือ?”

“ข้าชื่อหยวนฉิน เป็นหลานของหมอประจำหมู่บ้าน” หญิงสาวตอบพลางยิ้มพอใจ ดูแล้วทั้งสองมีวัยไล่เลี่ยกัน

“ข้าเพิ่งแต่งเข้ามา ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่นัก ว่าแต่…ท่านเป็นคนในหมู่บ้านนี้หรือ? พอจะรู้จักครอบครัวของข้าบ้างไหม?” น้ำเสียงของเฉาเยว่เต็มไปด้วยความหวังจะได้รู้จักผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น

เมื่อได้ยินคำถามนั้น หยวนฉินก็ยิ้มกว้าง ราวกับรอคำถามนี้อยู่ก่อนแล้ว “เจ้าแต่งเข้าบ้านป้าซูฟางใช่ไหมล่ะ? ข้าได้ยินเรื่องของเจ้าเหมือนกัน โชคดีจริง ๆ ที่เจ้ามาถามข้า เรื่องของบ้านนั้นข้ารู้ดีทีเดียว”

หยวนฉินขยับตัวนั่งให้ถนัด พลางเล่าอย่างกระตือรือร้น “บ้านนั้นมีลูกชายสองคนกับลูกสาวหนึ่งคน ลูกสาวอายุสิบสี่ เป็นเด็กเอาแต่ใจ ส่วนลูกคนรองอายุสิบเจ็ด สอบเป็นฉิวไฉ่มาสองปีแล้วแต่ก็ยังไม่ผ่าน ส่วนลูกสาวคนเล็กนั่น เห็นว่าไม่ค่อยสนิทกับบิดา เพราะท่านเสียไปก่อนตั้งแต่นางยังเล็ก”

เฉาเยว่นั่งฟังอย่างตั้งใจ แววตานิ่งสงบแต่แฝงความครุ่นคิดอยู่ลึก ๆ

“ส่วนลูกชายคนโต…พี่หยวนเล่อน่ะ เป็นคนที่บิดารักมากที่สุด แต่พอตอนท่านเสีย แม่เลี้ยงก็เหมือนไม่ใส่ใจ ใช้งานเขาเหมือนเป็นคนรับใช้ ยังไงก็น่าสงสารจริง ๆ” หยวนฉินถอนหายใจยาว เมื่อกล่าวถึงพี่ชายที่แสนดีที่ตนนับถือ

เฉาเยว่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “เช่นนั้น…สามีของข้าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของท่านแม่สามีหรือ?”

หญิงสาวตรงหน้าชะเง้อมองซ้ายขวา ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบข้างหู “เรื่องนี้เป็นความลับ ข้ารู้เพียงคนเดียว เพราะท่านตาข้าสั่งไว้ว่าอย่าได้ปริปากบอกใคร แต่…ข้าก็เผลอเล่าให้เจ้าแล้วล่ะ” นางทำท่าทางตัดคอตัวเองเป็นเชิงเตือน “ข้าว่าพี่หยวนเล่อเองก็น่าจะรู้ความจริง แต่ไม่มีวันเอ่ยถึงแน่นอน หากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูป้าซูฟาง…เรื่องจะไม่จบง่าย ๆ”

เฉาเยว่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกสับสน “เพราะอะไรหรือ? เหตุใดนางถึงไม่อยากให้คนรู้?”

หยวนฉินถอนหายใจอีกครั้งก่อนตอบ “ก็เพราะเงินทองทั้งบ้านน่ะ มาจากพี่หยวนเล่อคนเดียว หากเขารู้แล้วคิดจะแยกบ้านขึ้นมา นางกับลูกแท้ ๆ อีกสองคนจะอยู่อย่างไร เพราะทั้งสองคนนั้น…ก็ไม่ค่อยเอาไหนสักเท่าไร”

เฉาเยว่พยักหน้าเบา ๆ สีหน้าครุ่นคิด “ขอบคุณเจ้ามากที่เล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใคร” นางเชื่อว่าสามีของตนนั้นไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่คงมีเหตุผลที่ยังไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย

“ไว้วันหลังข้าจะมานั่งคุยกับเจ้าอีก ตอนนี้ข้าต้องรีบกลับไปช่วยท่านตาเสียก่อน” หยวนฉินพูดพลางลุกขึ้น แบกตะกร้าผ้าขึ้นไหล่แล้วเดินจากไป

ในขณะเดียวกัน หยวนเล่อก็มุ่งหน้าเข้าป่าบนภูเขาเขียวตามปกติ เขาตรวจตรากับดักที่เคยวางไว้ และโชคดีเหลือเกิน ที่วันนี้มีกระต่ายป่าตัวใหญ่มาติดพอดี

เขาเดินเลยไปยังบริเวณที่เคยพบรังไก่ป่า พบว่ามีไข่สองฟองวางอยู่ เขาจัดการซ่อนไข่เหล่านั้นไว้ในที่ปลอดภัย เพราะรู้ดีว่าหากนำกลับบ้านตรง ๆ แม่ของเขาคงไม่ยอมให้ภรรยาได้แตะต้องเป็นแน่

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาจึงรีบเดินลงจากภูเขา เพื่อนำกระต่ายกลับไปให้มารดาเห็นก่อนเป็นอันดับแรก

ซูฟางเห็นลูกชายนำกระต่ายป่าลงมาจากเขา ใบหน้าของนางก็เปื้อนยิ้มกว้างด้วยความยินดี กระต่ายตัวนี้หากนำไปขาย คงได้หลายตำลึง นางมองเข้าไปในตะกร้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงกดดัน

“ได้มาเพียงเท่านี้หรือ?”

“ขอรับ วันนี้ข้าต้องแบกน้ำ ทำนา แล้วยังขึ้นเขาไปตรวจกับดัก ใช้เวลาทั้งวันเลยจริง ๆ” หยวนเล่อตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

ขณะนั้น หยวนลี่เดินเข้ามาเห็นมารดาถือกระต่ายตัวใหญ่อยู่ในมือ เขาเลียริมฝีปากด้วยความอยากกินเนื้อผัดกระต่าย รีบเข้ามาคว้ากระต่ายจากมือของแม่

“วันนี้ข้าอยากกินผัดกระต่าย!”

ซูฟางสะดุ้งเล็กน้อย นางตั้งใจจะดุลูกชาย แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็เปลี่ยนใจ “เจ้าจะกินหรือ?” นางถามย้ำแม้ใจจะเสียดายเงินจากการขายก็ตาม

“ใช่ ข้าอยากกิน!” เขาตอบทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง

“ถ้าอย่างนั้น…แบ่งกระต่ายครึ่งหนึ่งไว้ทำอาหาร อีกครึ่งเจ้าก็นำไปขายในเมืองเถอะ” นางตัดใจยื่นกระต่ายให้อย่างไม่เต็มใจนัก

“ท่านแม่ดีที่สุด! ข้าได้กินเนื้อกระต่าย คราวนี้สอบฉิวไฉ่ต้องผ่านแน่” เขายิ้มกว้าง หยอดคำที่รู้ว่านางชอบฟัง

“เอาเถอะ แม่จะทำให้ เจ้าจะได้มีกำลังอ่านหนังสือ” น้ำเสียงของซูฟางอ่อนลง ความหวังทั้งปวงของนางมีเพียงลูกชายคนนี้

หยวนเล่อยืนมองทั้งสองอย่างเงียบ ๆ ภาพเช่นนี้นับว่าเคยชินเสียจนไม่รู้สึกน้อยใจอีกต่อไป

“เจ้ามัวยืนอยู่ทำไม รีบแบ่งกระต่ายแล้วเอาไปขายก่อนฟ้าจะมืด” นางหันมากำชับลูกชายคนโตด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง

หยวนเล่อพยักหน้า แล้วเดินเข้าครัวเพื่อแบ่งกระต่ายครึ่งหนึ่งเก็บไว้ อีกครึ่งนำใส่ตะกร้าเตรียมตัวไปขายในเมือง

ขณะนั้นเอง เฉาเยว่มองเห็นสามีกำลังเตรียมบางอย่างจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านจะไปไหนหรือ?”

นางเห็นเขากำลังก้มหน้าจัดกระต่ายใส่ตะกร้า

“ข้าจะเอาไปขายในเมือง เจ้ากินข้าวเถอะ ไม่ต้องรอข้า” เขาตอบพร้อมกับยิ้มบาง ๆ

“แต่เมื่อเช้าท่านยังไม่ได้กินอะไรเลย… ไม่หิวหรือ?” นางเดินเข้าไปใกล้ด้วยแววตาเป็นห่วง เห็นเขาทำงานทั้งวันแล้วยังไม่ได้พักก็อดสงสารไม่ได้

หยวนเล่อยิ้มจาง ๆ ใช้มือข้างที่สะอาดลูบศีรษะภรรยาเบา ๆ “อย่าห่วงเลย ข้าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”

“งั้นข้าจะเก็บอาหารไว้ให้ท่าน”

“เอาเนื้อกระต่ายทำให้ท่านแม่ก่อนเถิด ข้าจะรีบกลับมา” พูดจบก็เดินออกจากบ้านไปทันที ก่อนท้องฟ้าจะมืดไปกว่านี้ เขาไม่ได้พกคบไฟมา เพราะคิดว่าน่าจะกลับทัน อีกทั้งคืนนี้เป็นคืนฟ้าสว่าง

ด้านหลัง เสียงซูฟางดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ

“อย่ามัวล่ำลาสามีให้มากความ แค่เข้าเมืองไปขายของ ใยเจ้าต้องทำหน้าซึมเช่นนั้น รีบไปทำอาหารเสียที คนทั้งบ้านรอเจ้าคนเดียวอยู่ ทำอะไรก็ชักช้าไปหมด!”

เฉาเยว่ก้มหน้าลงเช็ดน้ำตาอย่างเงียบงัน ไม่รู้ว่ามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไร

นางนำเนื้อกระต่ายครึ่งตัว และข้าวที่เพิ่งได้เพิ่มมาเล็กน้อย มาปรุงเป็นข้าวต้มกับผัดเนื้อกระต่าย ใช้ของที่มีอยู่จำกัด ไข่และเครื่องปรุงล้วนต้องขอจากแม่สามีทุกครั้ง เพราะในครัวไม่มีสิ่งใดให้ใช้เลย แม้แต่น้ำมัน

เพียงวันแรกที่เข้ามาอยู่ นางก็ต้องเผชิญกับสิ่งมากมาย แล้วในอนาคตอีกยาวไกล นางจะทนได้หรือ?

แต่นางเชื่อว่าหากมีสามีเคียงข้าง ต่อให้เหนื่อยเพียงใดก็จะยอมฝืนทนต่อไป

ทางด้านหยวนเล่อ เขาเดินเท้าเข้าสู่ตัวเมืองโดยไม่รอช้า นำเนื้อกระต่ายครึ่งตัวไปยังร้านที่ซื้อขายเป็นประจำ

แม้กระต่ายตัวใหญ่นี้ควรขายได้ถึงสองตำลึง แต่เมื่อต้องแบ่งครึ่ง ก็ได้มาเพียงตำลึงเดียวเท่านั้น

ระหว่างขึ้นเขาในช่วงกลางวัน เขายังพบสมุนไพรบางชนิดอีกเล็กน้อย เขาจึงตั้งใจจะนำไปขายที่ร้านรับซื้อสมุนไพรด้วย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel