บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ความจริงที่ต้องยอมรับ

ซูฟ่างปรายตามองคนทั้งสองที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ

หยวนเล่อได้ยินถ้อยคำของมารดา จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ “ท่านแม่ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นกัน? ภรรยาข้ายังใหม่ ยังไม่รู้อะไรมากนักเลย”

เขาพูดพลางเหลือบมองสีหน้าของเฉาเยว่อย่างเป็นห่วง

“หึ! ช่างดีนัก! เพิ่งแต่งกัน เจ้าก็เริ่มเข้าข้างภรรยาเสียแล้วหรือ?”

“ข้าเปล่าคิดเช่นนั้น เพียงแต่ นางเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย”

“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นนางหรือไร ถึงได้พูดแทนเสียทุกถ้อยคำ หรือภรรยาเจ้าหาเสียงไม่ได้?”

ซูฟางหันไปจ้องลูกสะใภ้ด้วยสายตากดดัน

เฉาเยว่เงยหน้าขึ้นสบสายตาแม่สามี ใบหน้าอวบอูมและท่าทีห้าวหาญของผู้สูงวัยชวนให้รู้สึกครั่นคร้าม แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามเอ่ยอย่างนอบน้อม “ข้าจะทำทุกอย่างตามที่ท่านแม่สั่งเจ้าค่ะ เพียงแต่วันนี้ข้าเพิ่งมาถึง ยังไม่รู้ธรรมเนียมในบ้านมากนัก ขอท่านแม่อย่าได้ถือโทษเลยเจ้าค่ะ”

นางไม่ต้องการให้สามีต้องออกหน้าปกป้องแทน

“ถือว่าเจ้าพอรู้ความอยู่บ้าง ข้าไม่ได้อยากตำหนิเจ้าหรอกนะ แต่ในบ้านนี้ไม่มีใครเหลือจะทำงาน เจ้าแต่งเข้ามา ก็สมควรช่วยแบ่งเบาเสียบ้าง”

น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างดูอ่อนลงเล็กน้อย อาจเพราะทราบดีว่าเงินทองส่วนใหญ่ในบ้านนี้ยังมาจากหยวนเล่ออยู่ไม่น้อย

“เจ้าค่ะ ท่านแม่”

เฉาเยว่เข้าใจดีว่า เมื่อตัดสินใจเข้ามาอยู่ที่นี่ งานหนักย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ดี งั้นก็ไปหุงข้าวกับทำอาหารเสียให้เรียบร้อย”

ซูฟ่างยื่นข้าวสารเพียงเล็กน้อยกับไข่ต้มสองฟองให้อย่างไม่ใส่ใจนัก

“ไข่ต้มสองฟองนี้ เจ้าเก็บไว้ให้ลูกชายกับลูกสาวข้าก็พอ ส่วนเจ้า…ก็เอาผักที่มีในครัวปรุงกินเอาเองก็แล้วกัน แล้วก็อย่าลืมซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ให้อาหารหมูกับไก่ให้ครบด้วย อ่อ น้ำในบ้านหมดแล้ว เจ้าไปตักมาเก็บไว้ด้วยล่ะ”

สิ้นคำ นางก็หันหลังเดินจากไปทันที

หยวนเล่อมองภรรยาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “เจ้าไม่ต้องไปตักน้ำหรอก ข้าจะไปเอง ให้อาหารไก่กับหมูข้าก็จะจัดการให้ก่อนออกไปทำนา เจ้ารีบทำอาหารเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะตำหนิอีก”

“ข้าทำได้เจ้าค่ะ แต่ก็ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน หากแฝงไว้ด้วยความมั่นคง

แม้ภาระจะหนัก แต่หากสามีเข้าใจและดูแล นางก็พร้อมจะอดทน

หลังแยกจากหยวนเล่อ เฉาเยว่ถือข้าวของไปยังครัว มองอาหารในมืออย่างประเมิน ไม่รู้ว่าจำนวนเท่านี้จะเพียงพอกับจำนวนคนในบ้านหรือไม่ เพราะตั้งแต่มาถึงก็พบเพียงแม่สามีเพียงผู้เดียว ยังไม่เห็นหน้าใครอื่นเลย

เมื่อก้าวเข้าสู่ครัว ก็พบว่าแทบไม่มีวัตถุดิบอะไรเหลือให้ใช้ ผักเหี่ยว ๆ กับน้ำมันเพียงน้อยนิด ยังดีที่มีเกลือหลงเหลืออยู่บ้าง

นางตั้งใจหุงข้าวเป็นข้าวต้มเพราะปริมาณข้าวมีน้อย ต้มไข่ตามที่รับคำไว้ แล้วหันไปผัดผักเท่าที่มีอย่างคล่องมือ

ระหว่างที่กำลังจัดการอาหารนั้น เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“แค่ให้ทำกับข้าวแค่นี้ ยังชักช้านัก! กว่าจะเสร็จ คงไม่มีเวลาไปทำงานอื่นกันพอดี!”

ซูฟางบ่นกระปอดกระแปด พลางกวาดตามองอาหารที่เฉาเยว่กำลังเตรียมอย่างไม่ไว้วางใจ

“ข้าทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ไปรอกินที่โต๊ะได้เลย ข้าจะยกตามไปทันที” นางกล่าวอย่างสงบ เสียงนุ่มแต่ไม่อ่อนแอ

“เร็วหน่อย ลูกข้ารอกินข้าวอยู่”

นางว่าจบก็เดินไปนั่งประจำที่โต๊ะใหญ่ รอให้ลูกชายลูกสาวมานั่งร่วมวง

เมื่ออาหารถูกจัดวางเรียบร้อย ซูฟางจึงส่งเสียงเรียกลูกทั้งสองให้มากินข้าว ท่ามกลางสายตาของเฉาเยว่ที่มองตามไปอย่างเงียบงัน

เมื่อบุตรชายคนรองเดินออกมา เขากวาดตามองอาหารบนโต๊ะก่อนถอนหายใจยาว “อะไรกัน…มีแค่นี้เองหรือ ข้ายังต้องใช้สมองอ่านตำรา จะให้กินแค่ผักนี่น่ะหรือ” พูดจบก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างแรง แสดงความขัดใจเต็มประดา

ซูฟางรีบประคองคำปลอบ “โอ้…ลูกแม่ อดทนหน่อยนะ เอาไว้แม่เข้าเมืองเมื่อไร จะซื้อเนื้อหมูมาให้กิน วันนี้เจ้าทนหน่อยก็แล้วกัน” พลางหยิบไข่ต้มใส่จานของบุตรชายอย่างเอาอกเอาใจ

ไม่นานนัก ลูกสาวก็เดินเข้ามา นางจึงแบ่งไข่ให้ลูกสาวไปอีกฟอง

เฉาเยว่ซึ่งยืนอยู่เงียบ ๆ เห็นดังนั้นก็เตรียมจะนั่งลงร่วมวง แต่ก่อนที่ร่างจะสัมผัสเก้าอี้ เสียงห้ามก็ดังขึ้นทันควัน

“เจ้าจะทำอะไร!” ซูฟางตะคอกด้วยเสียงแข็ง

นางหันไปอย่างงุนงง “ข้าจะนั่งกินข้าวเจ้าค่ะ”

“เจ้าจะกินได้ก็ต่อเมื่อคนในบ้านกินอิ่มแล้วเท่านั้น!” นางพูดไป มือก็ยังคงตักอาหารเข้าปากอย่างไม่หยุดยั้ง

ทั้งสามคนที่นั่งอยู่ต่างเร่งรีบกินอย่างเอาเป็นเอาตาย อาหารในถ้วยจึงพร่องลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงน้อยนิด

เฉาเยว่ยืนมองเงียบ ๆ ไม่ปริปากแม้คำเดียว หากในใจกลับร้อนรุ่ม เพราะสามีของนางก็ยังไม่ได้แตะต้องอาหารเลยสักคำ “แต่สามีของข้ายังไม่ได้กิน…”

“ก็แล้วจะเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า!” ซูฟางตวาดลั่น “กฎของบ้านหลังนี้คือ ข้ากับลูกทั้งสองต้องอิ่มก่อน ส่วนพวกเจ้า…ค่อยว่ากันทีหลัง”

คำพูดหยาบคายนั้นฟังแล้วเจ็บแปลบไปถึงใจ

หยาวจู ซึ่งกำลังเคี้ยวผักคำสุดท้าย เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเหยียด “ชีวิตแต่งงานเจ้าก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าคิดต่อล้อต่อเถียง ถ้าอยากอยู่รอดก็จำไว้ให้ดี คนที่มาก่อนต้องได้กินก่อน”

เมื่ออาหารหมด ซูฟางลุกขึ้นพร้อมสั่งการเสียงดัง “พวกเจ้ากินข้าวกันได้แล้ว และอย่าลืมงานที่ข้าสั่งไว้ด้วยล่ะ อย่าส่งเสียงดังจนรบกวนลูกของข้าที่ต้องอ่านหนังสือด้วย!” จากนั้นนางก็เดินจากไปด้วยสีหน้าพึงพอใจ

เฉาเยว่ยืนเงียบ มองโต๊ะอาหารที่เหลือไว้เพียงข้าวติดหม้อและผักเศษจานเล็ก ๆ พลางคิดอย่างหนัก ใครเลยจะกินอิ่มกับสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง โดยเฉพาะคนตัวใหญ่เช่นหยวนเล่อ นางยังไม่กล้าขยับใด ๆ จนกระทั่งสามีกลับมา

“เจ้ามายืนอะไรอยู่ตรงนี้ เหตุใดไม่กินข้าวเล่า” เขาถามด้วยความห่วงใย

เฉาเยว่หันไปสบตา พร้อมพยักเพยิดไปทางอาหารบนโต๊ะ “หมดแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่กินก็ได้ แต่ท่านเล่าจะไม่เป็นไรหรือ หากท้องว่างแล้วจะมีแรงทำนาได้อย่างไร” น้ำเสียงนางแฝงด้วยความห่วงใย ตาเริ่มแดงก่ำ

เขาจ้องมองใบหน้าเศร้าสร้อยของภรรยา ก่อนยิ้มบาง ๆ ออกมา “ไม่เป็นไรหรอก ข้าเคยชินเสียแล้ว เจ้ากินเถอะ เดี๋ยวข้าเข้าไปในป่าล่าสัตว์ ถ้าโชคดีอาจจะเจอไข่ป่าหรืออะไรสักอย่าง จะเก็บมาให้เจ้ากิน”

“อย่าเก็บไว้ให้ข้าเลย ท่านต้องกินเองบ้างเถอะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยิ่งเห็นเขาไม่ได้แตะอาหารเลย นางก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ

เฉาเยว่เดินไปตักข้าวก้นหม้อกับผักติดจานที่เหลืออยู่มาแบ่งกัน นางส่งส่วนที่มากกว่าให้กับหยวนเล่อ “ท่านกินเสียเถิด ข้าตัวเล็กกินนิดเดียวก็พอแล้ว” เสียงนางเบาแต่น้ำใจกลับล้นปรี่

หยวนเล่อรับอาหารไว้ด้วยสายตาอบอุ่น “ภรรยาของข้านั้น…ดีที่สุดในโลก”

“อย่ามัวแต่ชมข้าเลย รีบกินเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะบ่นอีก” แม้จะอยู่แค่วันเดียว นางก็พอรู้แล้วว่าบ้านนี้อยู่ยากเพียงใด แต่หากสามีอดทนได้ นางก็จะอดทนไปกับเขาด้วยเช่นกัน

หลังจากทั้งสองแบ่งข้าวกินกันจนหมด ต่างก็แยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ นางจัดการล้างจาน ทำความสะอาดบ้านจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก่อนจะหอบเสื้อผ้าทั้งหมดในบ้าน รวมทั้งผ้าปูที่นอนของตนเอง ออกไปซักที่ลำธารกลางหมู่บ้านด้วยความขยันขันแข็ง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel