ตอนทื่ 4 สามีของข้าฉลาดนัก
หยวนเล่อเดินเข้าไปในร้านไป๋อันถัง ร้านรับซื้อสมุนไพรที่มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง
“เจ้ามาขายสิ่งใดหรือ” ลูกจ้างในร้านเอ่ยถามพลางมองชายหนุ่มที่แต่งตัวมอมแมม
“ข้านำสมุนไพรมาขายขอรับ” เขายื่นห่อสมุนไพรในมือให้ชายผู้นั้นตรวจดู
เมื่อรับของมาเปิดดู ก็พบว่าเป็นเพียง ถังเฉ่า สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป แม้จะไม่ใช่ของหายากนัก แต่ก็ยังพอมีความต้องการในตลาด
“เจ้ามีกี่ต้น” ลูกจ้างถามต่อ
“ทั้งหมดห้าต้นขอรับ” เขาตอบ พลางนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาตนไปพบมันบนเขา เขาจดจำสรรพคุณของพืชชนิดนี้ได้จากคำสอนของหมอประจำหมู่บ้าน
“ห้าต้น หนึ่งตำลึง” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยื่นเงินให้ ราคานี้ไม่มากนักเพราะต้นที่เขาเก็บมาอายุยังน้อย ขนาดไม่ใหญ่นัก
หยวนเล่อรับเงินไว้เงียบ ๆ เงินเล็กน้อยนี้เขาจะเก็บไว้เพื่อภรรยาและอนาคตของครอบครัว แต่ก่อนนั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง เงินทุกก้อนล้วนตกไปอยู่ในมือมารดา แต่จากนี้ เขาจะต้องเริ่มวางแผนเผื่อภรรยา และ…เผื่อลูกชายตัวน้อยในอนาคตด้วย
เมื่อคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภรรยา รอยยิ้มบางก็แต้มบนใบหน้า เขาแวะซื้อซาลาเปาสองลูก หนึ่งลูกกินเอง ส่วนอีกลูกเขาแอบซ่อนไว้ใต้กองไม้ในตะกร้าด้านหลัง ปิดทับด้วยใบไม้เพื่อดับกลิ่น แล้วรีบมุ่งหน้ากลับเรือนทันที
ทางด้านเฉาเยว่ นางจัดการปรุงอาหารจนเสร็จเรียบร้อย แต่ก็ยังต้องยืนรอให้แม่สามีและน้องสามีกินกันก่อน เมื่อทั้งสองลุกออกจากโต๊ะจึงค่อยเข้าไปดูว่าเหลือสิ่งใดบ้าง สิ่งที่พบมีเพียงเศษเนื้อเพียงน้อย กับข้าวต้มขุ่นข้นจนแทบไม่เห็นเม็ดข้าว นางตักอาหารที่มีอยู่เพียงน้อยนิดมากินเงียบ ๆ
เมื่อแน่ใจว่าทุกคนแยกย้ายกันเข้าห้องแล้ว นางรีบล้างจานล้างชาม และกลับเข้าห้องของตนโดยไว ก่อนจะหยิบอาหารที่เก็บไว้ให้สามีออกมาจัดเตรียม หวังว่าอย่างน้อยเขาจะได้กินของดีบ้างสักมื้อในวันนี้
เสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมเสียงคุ้นเคยที่เอ่ยเรียกทำให้นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับ
เมื่อเห็นเขากลับมาโดยปลอดภัย นางยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “ท่านเหนื่อยหรือไม่” นางถามพลางมองใบหน้าเหนื่อยล้า
ยังไม่ทันได้พูดตอบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากในบ้าน
“ไหน เงินของข้า!” ซูฟางปรากฏตัวพร้อมแบมือออกมาตรงหน้า
หยวนเล่อวางเงินลงบนมือของมารดา “ข้าขายได้หนึ่งตำลึงขอรับ”
“แค่หนึ่งตำลึงหรือ? เจ้าแอบซ่อนเงินไว้หรือเปล่า?” นางทำท่าดมกลิ่นใกล้ตัวเขา แล้วขมวดคิ้วทันที “เจ้าซื้ออาหารมากินใช่ไหม! กลิ่นมันชัดขนาดนี้”
“ข้ามิได้ซื้อขอรับ ข้าเพียงเดินผ่านร้านอาหารตอนเอากระต่ายไปขาย อาจจะมีกลิ่นติดตัวบ้าง”
“ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าซ่อนเงินละก็ อย่าหวังว่าจะได้กินข้าวอีก” พูดจบก็สะบัดตัวกลับเข้าเรือนโดยไม่ใยดีว่าลูกชายจะหิวหรือไม่
เฉาเยว่รีบเข้ามาหาสามี “ท่านไม่เป็นอะไรนะ? เราไปที่ห้องกันเถอะ” นางพยายามจะช่วยถือของ แต่เขากลับส่ายหน้า
“เจ้ายกไม่ไหวหรอก ตัวเล็กแค่นี้ แค่เมื่อคืนเจ้าก็เหนื่อยพอแล้ว” เขาหยอกเบา ๆ พร้อมลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู
“ท่านนี่นะ ยังจะมาล้ออีก” นางอมยิ้ม เขินอาย “ไปเถอะ ข้ามีของจะให้ท่านด้วย”
นางกระซิบเบา ๆ พลางชำเลืองดูรอบบ้าน เห็นว่าเรือนหลังใหญ่เริ่มดับไฟเงียบสงบแล้ว หยวนเล่อจึงเดินเข้าไปเก็บตะกร้าไว้ในครัว
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เขาก็ค่อย ๆ หยิบซาลาเปาที่ซ่อนไว้ออกมา ส่งให้ภรรยาอย่างระมัดระวัง
“วันนี้เจ้ากินอิ่มหรือไม่?” หยวนเล่อเอ่ยถามพลางยื่นซาลาเปาร้อน ๆ ไปตรงหน้า
เฉาเยว่รับมันมาอย่างลังเล “ข้ากินอิ่มแล้ว… แต่ท่านได้มันมาจากที่ใดกัน หากท่านแม่รู้เข้า อาจไม่พอใจเอาได้”
“โกรธก็ช่างเถิด ซาลาเปานี้ข้าตั้งใจเอาไว้ให้เจ้า รีบกินเสียก่อนที่กลิ่นจะลอยไปถึงท่านแม่ แล้วเจ้าจะอดกินเอา ข้ายังมีไข่สองฟองกับเงินอีกเก้าสิบห้าอีแปะ เจ้ารับไว้เถิด ข้าอยากให้เจ้าเก็บมันไว้”
เขายัดทุกอย่างใส่มือภรรยา ดวงตาเปล่งประกายทั้งจริงใจและภูมิใจ
เฉาเยว่ตาเบิกกว้างอย่างไม่คาดคิด “ท่านไปหาเงินมาจากไหน หรือว่าท่านขายกระต่าย?”
“ใช่ ข้าขายสมุนไพรกับกระต่าย เงินก้อนนี้ข้าอยากให้เจ้าเก็บไว้สำหรับลูกชายของเรา” เขากล่าวด้วยความหวังในใจ เฝ้าฝันว่าจะได้อุ้มลูกน้อยของตนสักวันหนึ่ง
“ได้สิ ข้าจะเก็บมันไว้ให้ลูกของเรา” นางยิ้มบาง ก่อนจะหยิบซาลาเปาขึ้นมา “แต่ท่านต้องกินครึ่งหนึ่ง ข้าคงกินไม่หมดนักหรอก และข้าเองก็มีของให้ท่านเหมือนกัน”
นางเปิดห่อผ้าอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นเนื้อกระต่ายชิ้นโตที่ตั้งใจเลือกไว้ให้สามี “ลองชิมดู ฝีมือของข้าใช้ได้หรือไม่”
“เจ้ากล้าแอบไว้แบบนี้ไม่กลัวท่านแม่ดุหรือ?” เขาแกล้งแหย่ด้วยรอยยิ้มซื่อ
เฉาเยว่พยักหน้ารับเบา ๆ “ข้ากลัวท่านจะหิว” ก่อนจะหยิบเนื้อชิ้นนั้นป้อนเข้าปากของเขาอย่างอ่อนโยน
หยวนเล่อเคี้ยวคำโตอย่างพึงพอใจ แม้แทบไม่รู้รส แต่อาหารที่ภรรยาอุตส่าห์เก็บไว้ให้ก็มากพอจะทำให้หัวใจเขาอบอุ่น “อร่อยมาก เจ้าทำได้ดีจริง ๆ”
ทั้งสองนั่งคุยกันอย่างออกรส จนเมื่อกินเสร็จ นางก็ไล่ให้สามีไปอาบน้ำ ด้วยรู้ว่าเขาเหนื่อยมาทั้งวัน
เฉาเยว่นำเงินไปซ่อนไว้ตรงซอกกำแพงเก่าหลังกองฟืน สถานที่ซึ่งไม่มีใครเอะใจจะค้นหา ก่อนจะเอนตัวลงนอน มองเพดานไม้สีดำเก่าคร่ำคร่า แม้จะชำรุด แต่นางกลับรู้สึกอิ่มใจอย่างประหลาด ความสุขเรียบง่ายแบบนี้คือสิ่งที่นางไม่เคยคาดหวังว่าจะได้พบ
ไม่นานนัก หยวนเล่อเดินเข้าห้องมาพร้อมเส้นผมที่เปียกโชก
“ท่านสระผมด้วยหรือ? อากาศหนาวเช่นนี้ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” นางรีบหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดผมให้เขาจนแห้ง
นางจับผมของสามี เห็นว่าผมเขาสั้นกว่าที่คิด “ผมของท่านก็ยาวไม่มากนักนี่” นางพูดพลางสังเกต
“ข้าตัดมันน่ะ เวลาเข้าป่ามันชอบพันเกี่ยวสิ่งนั้นสิ่งนี้ ข้ารำคาญ” เขาอธิบายอย่างไม่แยแสต่อข้อห้ามในหมู่บ้านเรื่องการตัดผม “เรื่องตัดผมหมายถึงไม่กตัญญู ข้าเห็นว่ามันไร้สาระ”
เฉาเยว่ฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ นางเช็ดผมให้เขาจนเสร็จ ก่อนจะล้มตัวนอนข้างกัน
แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะยังไม่ยอมนอนนิ่ง มือใหญ่ลูบไล้ลงมาบนคอของนางจนรู้สึกขนลุก
“ภรรยา...วันนี้ ข้าทำดีหรือไม่?” เขาเอ่ยถามเสียงเบา
เฉาเยว่ครุ่นคิดตามคำถาม ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านทำดีมาก”
“หากเช่นนั้น… ข้าควรได้รับรางวัลกระมัง?” เสียงของเขาแฝงแววเจ้าเล่ห์ แล้วมือก็เริ่มปลดชุดของนางออกเบา ๆ ก่อนจะก้มลงจูบริมฝีปากอิ่ม ไล้ลงไปยังผิวกายเนียนนุ่ม
ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสที่เขามอบให้ ความร้อนวาบพวยพุ่งอย่างยากจะห้าม เขาซุกไซ้แก้มแดงเรื่อด้วยความหลงใหล พลางปลดเสื้อผ้าของตนและนางอย่างรวดเร็ว
เสียงครางแผ่วเบาสลับกับลมหายใจหนักหน่วง สัมผัสแห่งรักร้อนแรงดำเนินไปท่ามกลางความเงียบของราตรี จนกระทั่งแสงจันทร์เริ่มลับขอบฟ้า
เฉาเยว่หอบหายใจ พลางลูบใบหน้าชื้นเหงื่อของสามีอย่างอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความลุ่มหลง นางไม่คิดเลยว่าชีวิตแต่งงานจะทำให้นางรู้สึกเช่นนี้ได้
หยวนเล่อตอบรับสัมผัสจากฝ่ามือเล็กด้วยหัวใจเต้นแรง เขาก้มลงหอมแก้มของนางอีกครั้ง พลางจะโน้มตัวขึ้นคร่อมอีกครา ทว่ามือเล็กกลับวางบนอกของเขาเป็นเชิงห้าม
เขาจึงถอนหายใจแผ่ว ๆ แล้วนอนลงเคียงข้างนางด้วยความเสียดาย
