ตอนที่ 1 ภรรยาหนึ่งตำลึงเงิน
เสียงจอแจของผู้คนดังเซ็งแซ่ ชาวบ้านมากหน้าหลายตาต่างมามุงดูเหตุการณ์ที่หน้าบ้านตระกูลหยวนกันอย่างคึกคัก บ้านหลังนี้กำลังจัดงานมงคลให้บุตรชายคนโตกับหญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่ง ซึ่งมารดาของฝ่ายชายเพิ่งซื้อตัวมาในราคาเพียงหนึ่งตำลึงเงิน
เฉาเยว่กวาดตามองไปรอบห้องเล็กซอมซ่อด้วยความรู้สึกหดหู่ สิ่งที่นางเห็นมีเพียงเตียงไม้หลังหนึ่งกับผ้าห่มเก่าขาดรุ่งริ่ง มุมหนึ่งของห้องยังใช้เก็บฟืนเสียอีก
นางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านยากจน ที่ถูกขายมาโดยไม่มีแม้สัมภาระติดตัวสักชิ้น นอกจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่กับอีกชุดที่พับพกมาด้วยเท่านั้น เหตุที่ถูกเลือกเข้าบ้านตระกูลนี้ก็เพราะราคาถูกและทำงานบ้านได้ดีนัก
ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีพิธีรีตรองอันใด ทุกอย่างลวก ๆ พอให้จบลงตามธรรมเนียม ขณะที่ชาวบ้านต่างแห่มาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนลานบ้านแน่นขนัด
นางไม่รู้จักบ้านหลังนี้มาก่อน ระหว่างเดินทางมาก็มีเพียงแม่สื่อที่นำทาง รู้เพียงหมู่บ้านแห่งนี้ชื่อหมู่บ้านตะกูลหยวน ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีความคุ้นเคยใด ๆ
เสียงเปิดประตูดังขึ้น นางหันไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลนเดินเข้ามา
“เจ้ารอนานหรือไม่?” เขาถามขึ้นขณะมองหญิงสาวตรงหน้า แม้นางจะมิได้แต่งกายงดงาม หากใบหน้านั้นก็น่าดูยิ่งนัก
เฉาเยว่หลุบตาลงเล็กน้อย “ไม่นานเท่าใดนัก ท่านไปทำอันใดมาหรือ” นางถามด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่จบพิธี เขาก็หายตัวไป
“ข้าไปแบกน้ำใส่โอ่งให้มารดา เจ้าไม่โกรธใช่หรือไม่?” เขาเช็ดหน้าตัวเองด้วยชายผ้าที่หยิบมาจากอกเสื้อ ใบหน้ายังเปรอะเปื้อนไม่น่ามองนักในวันสำคัญเช่นนี้
นางมองเขาด้วยแววตาเวทนา แม้ชีวิตของตนจะไม่ได้ดีกว่าสักเท่าใด “ท่านกินอะไรมาหรือยัง?” นางเอ่ยถามอย่างห่วงใย
“ข้ากินมาแล้ว” เขาตอบเสียงเบา ราวกับอยากให้นางสบายใจ แต่แล้วเสียงท้องร้องก็ดังขึ้นจนเขาต้องก้มหน้าหลบสายตา หูขึ้นสีแดงด้วยความเขินอาย
เฉาเยว่แย้มยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ นางล้วงไข่ต้มที่เก็บไว้ในห่อผ้า แล้วยื่นให้เขา “กินเถิด ข้าไม่อยากเห็นท่านเป็นลมไปเสียก่อน”
หยวนเล่ยมองไข่ต้มในมือด้วยแววตาวาววับ รู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่จำความได้ ไม่มีใครเคยยื่นของกินดี ๆ ให้เขาแบบนี้ นอกจากบิดา
“เจ้ากินเถิด ข้าเป็นผู้ชาย ทนได้” เขาเอ่ยพลางยื่นไข่กลับให้นาง แต่ดูออกว่านางเองก็คงยังไม่ได้กินเช่นกัน
“ข้ากินไปแล้ว” นางพูดพลางยัดไข่ใส่มือเขาอย่างนุ่มนวล
เมื่อเห็นว่านางยืนยันไม่กิน เขาจึงแบ่งไข่ออกครึ่งหนึ่ง แล้วป้อนใส่ปากนาง “เจ้าตัวเล็กเช่นนี้ หากไม่กินจะเอาแรงที่ใดมาใช้” เขากินอีกครึ่งที่เหลือเองอย่างไม่ลังเล
นางเบิกตากว้างเล็กน้อยกับการกระทำของเขา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วอก หยวนเล่ยตรงหน้านางแม้ไม่พูดมาก แต่เมื่อได้พูดคุยกลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด
“เจ้าดื่มน้ำหน่อยเถิด” เขายื่นน้ำให้นาง “แต่งเข้ามาในบ้านหลังนี้ เจ้าคงต้องเหนื่อยไม่น้อย” เขามองนางด้วยแววตาเวทนา รู้ดีว่ามารดาของเขาเป็นคนเช่นไร
นางส่ายหน้าเบา ๆ “ข้ากลับรู้สึกยินดีที่ได้พบท่าน… ในเมื่อข้าได้แต่งให้ท่านแล้ว ข้าก็จะเป็นของท่านเพียงผู้เดียวตลอดไป”
สามีที่เพิ่งได้มาช่างแสนดีเกินกว่าจะคาดคิดไว้จริง ๆ
แต่หยวนเล่ยกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาแต่งงานในวัยยี่สิบ ซึ่งนับว่าช้ากว่าชาวบ้านทั่วไป มารดาของเขาเพียงต้องการดับเสียงนินทา จึงหาหญิงสาวที่ราคามิสูงนักมาเป็นภรรยาให้เขา แม้เขาเองก็อดรู้สึกสงสารมิได้ เมื่อเห็นนางต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้
ชายหนุ่มก้มลงมองเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ตนสวมใส่ รู้สึกอับอายกับความซอมซ่อของตนไม่น้อย
“ข้าขอไปชำระร่างกายก่อน เจ้านอนพักผ่อนเถิด” เขาปัดฟูกเก่าให้เรียบร้อย ห้องนี้มีเตาอุ่นพอให้คลายหนาวจากปลายฤดูหนาวที่ยังไม่จางหาย
“ท่านไปเถิด ข้าจะดูแลในห้องเอง” นางกล่าวอย่างอ่อนโยน หวังให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
เมื่อเขาออกจากห้องไปแล้ว นางจึงเริ่มเก็บกวาด ห้องนอนแทบไม่มีสิ่งใดให้ต้องจัดการมากนัก มีกลิ่นอับชื้นลอยออกมาจากฟืนที่วางพิงมุมหนึ่งของห้อง นางทิ้งตัวลงบนเตียง แม้จะเก่าและเรียบง่าย แต่กลิ่นสะอาดของผ้าห่มกลับทำให้อุ่นใจ นางรู้ทันทีว่าเขาคงเป็นคนรักความสะอาด
หยวนเล่ยกลับเข้ามาในห้อง เห็นนางหลับไปแล้ว จึงค่อย ๆ มุดตัวลงนอนข้างกาย ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เตียงดูคับแคบ เขาขยับหัวเล็กนอนหนุนแขนตนเองอย่างเบามือ
เฉาเยว่เริ่มรู้สึกตัว ปลายจมูกได้กลิ่นอุ่นอายของบุรุษข้างกาย เปลือกตาเปิดขึ้นช้า ๆ มองเห็นแขนแกร่งของเขาพาดอยู่หลังคอ แก้มของนางพลันขึ้นสีเรื่อ
“ท่านนอนสบายหรือไม่…” เสียงหวานถามเบา สบตากับเขาภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านร่องฝา
“ข้าไม่เมื่อย” เขาตอบพลางยื่นมือมาสัมผัสแก้มของนางแผ่วเบา
ดวงตาทั้งสองสบกันเนิ่นนาน คำพูดไม่จำเป็นอีกต่อไป มือหนาค่อย ๆ ปลดเสื้อผ้าของหญิงสาวออกอย่างอ่อนโยน พร้อมปลดของตนเองตาม ใต้แสงจันทร์เต็มดวง ร่างสองร่างเคลื่อนไหวผสานจังหวะเดียวกัน เสียงหอบพร่ารินเบาในยามราตรี จนกระทั่งกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน
เฉาเยว่นอนหลับซบในอ้อมแขนของสามีอย่างเป็นสุข หยวนเล่ยจ้องมองภรรยาผู้บอบบาง น่าทะนุถนอมด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แม้เขายังรู้สึกว่าไม่อิ่มในความใกล้ชิด แต่ก็อยากให้คนข้างกายได้พักผ่อนบ้าง
เขากระชับวงแขนแน่นขึ้น จุมพิตหน้าผากของนางอย่างอ่อนโยน แล้วหลับตานอนแนบชิดกันในค่ำคืนนั้น
แต่ความสุขของเฉาเยว่กลับอยู่ได้ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูดังขึ้นลั่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง เสียงนั้นแรงจนดูเหมือนประตูอาจพังลงมาได้
“ตื่น! ๆ จะนอนกันไปถึงเมื่อไหร่! ได้เวลาทำงานแล้ว! แต่งเข้าบ้านนี้ ไม่ได้มีไว้ให้สุขสบาย!”
เสียงดังปลุกให้นางสะดุ้งตื่น ใจเต้นระรัวเพราะยังไม่ทันได้พักเต็มที่
หยวนเล่ยลืมตาตื่นตามเสียงที่เขาคุ้นเคย เขาหันไปมองคนข้างกายด้วยแววตาเป็นห่วง “เจ้าไหวหรือไม่ ถ้าเหนื่อยนัก ข้าจะออกไปก่อน เจ้าออกตามมาภายหลังก็ได้”
“ข้าไหว ท่านไม่ต้องห่วง” นางเอื้อมหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมให้เรียบร้อย พอสายตาเหลือบไปเห็นรอยเลือดบนฟูกก็พลันหน้าแดงด้วยความเขิน นางคิดว่าค่อยซักทีหลังเมื่อทำงานเสร็จ
เมื่อเปิดประตูออกมา ก็เห็นเด็กสาววัยราวสิบสี่ปี หน้าตาธรรมดา ผิวคล้ำ แต่แต่งกายด้วยสีฉูดฉาดจัดจ้านเกินวัย
“ข้าตื่นแล้ว เจ้าจะตะโกนทำไมให้รบกวนผู้อื่น” เขาว่าอย่างไม่พอใจ
“พี่มีหน้ามาพูดแบบนี้หรือ ข้าต่างหากที่ถูกท่านแม่สั่งให้มาเรียก ใครอยากจะเหยียบมาถึงที่สกปรก ๆ แบบนี้กันเล่า!” เด็กสาวเบ้หน้า มองพี่สะใภ้ด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดผมเดินจากไป
เมื่อฟ้าสว่างขึ้น เฉาเยว่จึงได้เห็นว่าบ้านที่ตนอยู่ติดกับเล้าไก่และเล้าหมู สภาพคล้ายห้องเก็บของมากกว่าห้องพักอาศัย กลิ่นเหม็นคลุ้งอบอวล แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีที่พัก หรือถูกขายไปอยู่ในหอนางโลม
เมื่อเดินมาถึงตัวบ้านหลัก ก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากด้านใน บ้านนี้ดูใหญ่โตและมีฐานะดีกว่า แม้จะสร้างด้วยอิฐดิน แต่ก็มีบริเวณกว้างขวาง และน่าจะมีหลายห้อง
นางอดคิดไม่ได้ว่าทำไมลูกชายคนโตถึงต้องไปอาศัยในห้องเก็บฟืน แม้สงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
พอเหยียบชานบ้านได้ไม่เท่าไร เสียงแหลมของหญิงผู้หนึ่งก็ดังแว่วมา
“เพิ่งแต่งกันวันเดียวก็พากันเสียคนแล้วหรือ! อยู่บ้านนี้ไม่ใช่มานอนแหกขาเฉย ๆ รู้ไว้ซะบ้าง!”
