บทที่ 4: เสียงสะท้อนแห่งดวงดาวและจิตวิญญาณ
บทที่ 4: เสียงสะท้อนแห่งดวงดาวและจิตวิญญาณ
วาร์กัสลากเซเรน่าเดินผ่านโถงทางเดินที่มืดมิด มือใหญ่ที่จับต้นแขนของเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินด้วยจังหวะที่ดุดันและรวดเร็ว จนหญิงสาวร่างเล็กแทบจะต้องวิ่งตาม พลังงานรอบตัวของราชาหมาป่ากำลังปั่นป่วนอย่างหนัก มันเป็นคลื่นความถี่ที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เขาพานางขึ้นบันไดวนที่สูงชันจนมาถึงยอดหอคอยทิศตะวันตก ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่มีใครกล้าล่วงล้ำ บานประตูไม้โอ๊กสลักลายหมู่ดาวเปิดออกอย่างแรงด้วยอานุภาพพลังของเขา วาร์กัสดึงเซเรน่าเข้าไปด้านในก่อนจะปิดประตูและลงกลอนเสียงดังสนั่น
ห้องนี้คือหอสมุดส่วนตัวและหอดูดาวของราชา ผนังห้องถูกบุด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน ตรงกลางมีกล้องโทรทรรศน์ทองเหลืองโบราณและแผนที่ดวงดาวที่สลักลงบนแผ่นคริสตัล บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีม้วนกระดาษหนังที่ถูกกางออก มันคือ "คัมภีร์ดาราแห่งมาตารดา" ตำราศักดิ์สิทธิ์โบราณที่บันทึกการโคจรของจักรวาลและคำทำนายโชคชะตาของเผ่าพันธุ์เหนือที่ถูกเก็บรักษาสืบทอดมานับพันปี
แต่วาร์กัสไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น เขาปล่อยแขนเซเรน่าราวกับโดนของร้อน ร่างสูงใหญ่เดินวนไปมาในห้องแคบๆ ราวกับสัตว์ป่าที่ถูกขัง นัยน์ตาสีทองอำพันของเขาวาวโรจน์ สลับกับเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด บ่งบอกว่าเขากำลังต่อสู้อย่างหนักกับสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวที่ถูกกระตุ้นจากการเห็นเจ้าสาวของตนถูกคุกคาม
เซเรน่ายืนถอยกรูดไปจนแผ่นหลังชิดขอบโต๊ะไม้ เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่สับสนวุ่นวายของเขา มันแผ่ซ่านออกมากระแทกตัวเธอจนรู้สึกอึดอัด คลื่นความถี่ของเขาต่ำ หนักหน่วง และเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
"ฝ่าบาท..." เซเรน่าเรียกเขาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"เงียบ!" วาร์กัสคำรามลั่น เขาหันขวับมาหาเธอ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "เจ้ามันโง่เขลา! มนุษย์อ่อนแออย่างเจ้าคิดจะไปต่อกรกับนักรบของข้าด้วยความอวดดีงั้นหรือ! หากข้าไปไม่ทัน กรงเล็บของทาร่าคงฉีกกระชากลำคอของเจ้าไปแล้ว!"
"ข้าไม่ได้เริ่มก่อน" เซเรน่าเถียงกลับ แม้จะหวาดกลัวแต่ความดื้อรั้นในตัวทำให้เธอไม่ยอมก้มหน้าหลบสายตา "และข้าก็มีวิธีของข้า ข้าปกป้องตัวเองได้"
"วิธีไหน? ด้วยการยืนรอความตายงั้นหรือ!" วาร์กัสพุ่งเข้ามาหาเธออีกครั้ง คราวนี้เขากักตัวเธอไว้กับขอบโต๊ะ ก้มหน้าลงมาจนจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดใบหน้าเธอ "เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสัญชาตญาณของพวกเราเป็นอย่างไร การที่เจ้าไปยืนท้าทายอยู่ตรงนั้น มันคือการกระตุกหนวดฝูงหมาป่า!"
เซเรน่าจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ท่ามกลางความโกรธเกรี้ยวที่ลุกโชน เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ มันคือความตื่นตระหนก... ความกลัวที่จะสูญเสีย ราชาผู้ไร้พ่ายผู้นี้กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งใดกันแน่?
โดยไม่รู้ตัว เซเรน่ายกมือขึ้นช้าๆ เธอไม่ได้ผลักเขาออก แต่กลับวางฝ่ามือเล็กๆ ทั้งสองข้างลงบนแผ่นอกกว้างของเขา ตรงตำแหน่งที่ก้อนเนื้อขนาดใหญ่ภายในกำลังเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
วาร์กัสชะงักงัน ร่างกายของเขาแข็งทื่อ สัมผัสจากมือของเธอช่างอ่อนโยนและให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
เซเรน่าหลับตาลง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับจิตใจให้สงบนิ่ง เธอเริ่มดึงพลังงานแห่งการบำบัดที่ไหลเวียนอยู่ในธรรมชาติ ศาสตร์เร้นลับที่เธอเคยฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กเพื่อเยียวยาจิตใจตนเอง คลื่นความถี่ที่บริสุทธิ์และสงบเงียบถูกส่งผ่านจากฝ่ามือและปลายนิ้วของเธอ ทะลุผ่านเนื้อผ้า เข้าสู่ผิวหนังและกล้ามเนื้อของวาร์กัส
เธอปรับจังหวะการหายใจของตนเองให้สอดคล้องกับจังหวะของจักรวาลรอบตัว สร้างคลื่นความถี่ที่นุ่มนวลเพื่อแทรกซึมเข้าไปดับไฟรุ่มร้อนในตัวเขา พลังงานแห่งการเยียวยานี้ค่อยๆ ไหลเวียนเข้าสู่กระแสเลือดและจิตวิญญาณของราชาหมาป่า
วาร์กัสเบิกตากว้าง เขาไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อน มันไม่ใช่เวทมนตร์รักษาทั่วไป แต่มันคือคลื่นพลังงานที่สั่นสะเทือนเข้าไปถึงระดับวิญญาณ ความรู้สึกรุ่มร้อนและปั่นป่วนในอกคลายลง สัญชาตญาณดิบที่กำลังคลุ้มคลั่งค่อยๆ สงบลงราวกับพายุที่ถูกสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน
เขาหลุบตามองหญิงสาวตรงหน้า นัยน์ตาสีทองอำพันของเขาค่อยๆ กลับมานิ่งสงบ ใบหน้าของเซเรน่ายามหลับตาเพื่อเพ่งสมาธิดูงดงามและบริสุทธิ์ แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระทบเส้นผมและผิวของเธอ ทำให้เธอดูเปล่งประกายราวกับมีมนตร์สะกด
แรงดึงดูดที่ลึกล้ำและอันตรายก่อตัวขึ้น วาร์กัสยกมือขึ้นทาบทับลงบนหลังมือของเธอที่วางอยู่บนอกเขา สัมผัสของเขาเปลี่ยนจากความแข็งกร้าวเป็นความนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน
เมื่อเซเรน่าลืมตาขึ้น เธอก็พบว่าระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเธอสบกับดวงตาสีทองที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาที่ลึกล้ำและร้อนแรง
"พลังของเจ้า..." วาร์กัสกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าและดึงดูดใจอย่างร้ายกาจ "เจ้าทำอะไรกับข้า เซเรน่า"
"ข้าเพียงแค่... ทำให้ท่านสงบลง" เธอตอบเสียงแผ่ว พยายามจะดึงมือกลับ แต่เขาจับมันไว้แน่นและกดให้แนบชิดกับอกเขามากขึ้น
"มันไม่สงบเลยสักนิด" เขาก้มลงกระซิบที่ริมฝีปากเธอ ลมหายใจอุ่นๆ คลอเคลียหยอกล้อ "มันกลับปลุกสัญชาตญาณอีกอย่างหนึ่งของข้าขึ้นมาแทน"
ร่างสูงใหญ่เบียดชิดเข้ามาจนเซเรน่าต้องเอนตัวไปด้านหลัง แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับม้วนคัมภีร์ดาราแห่งมาตารดาบนโต๊ะ วาร์กัสแทรกตัวเข้ามาระหว่างขาของเธอ แขนแข็งแรงโอบรัดเอวบางให้แนบชิดกับสะโพกสอบของเขา บังคับให้เธอได้รับรู้ถึงความต้องการแห่งบุรุษเพศที่กำลังตื่นตัวอย่างเต็มที่
ความตึงเครียดจากความขัดแย้งเมื่อครู่ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทางอารมณ์ปรารถนาที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ อากาศในห้องดูเหมือนจะร้อนขึ้นมาฉับพลัน
"เจ้าทำให้ข้าคลั่ง มนุษย์ตัวน้อย" วาร์กัสฝังจมูกลงที่ซอกคอหอมกรุ่นของเธอ สูบดมกลิ่นลิลลี่ที่ผสมกับกลิ่นอายความบริสุทธิ์ของเธออย่างหิวกระหาย เขากดริมฝีปากจูบซับลงบนผิวอ่อนนุ่ม ไล่ตั้งแต่หลังใบหูลงมาถึงลาดไหล่ การกระทำของเขาไม่ได้รีบร้อนหรือรุนแรง แต่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและการอ้อยอิ่งที่ทำให้เซเรน่าสั่นสะท้านไปถึงสติสัมปชัญญะ
มือใหญ่ของเขาลูบไล้ไปตามแนวส่วนโค้งเว้าของร่างกายเธอ ผ่านเนื้อผ้าขนสัตว์ที่หนาหนัก แต่เธอกลับรู้สึกถึงความร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาทะลุเนื้อผ้าเข้ามาในทุกสัมผัส
"ฝ่าบาท..." เซเรน่าครางเครือในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนจัดของเขาเคลื่อนขึ้นมาครอบครองริมฝีปากของเธอในที่สุด
จูบแรกของพวกเขาเริ่มต้นด้วยความหนักหน่วงและเรียกร้อง วาร์กัสรุกล้ำและกวาดต้อนความหวานจากโพรงปากของเธออย่างเอาแต่ใจ ดูดดึงและพัวพันจนเซเรน่าแทบจะหมดลมหายใจ มือเล็กๆ ของเธอที่เคยวางอยู่บนอกเขา บัดนี้เลื่อนขึ้นไปขยุ้มผมสีดำขลับของเขาแน่น ร่างกายของเธอตอบสนองต่อสัมผัสของเขาอย่างไม่อาจควบคุม คลื่นพลังงานของทั้งสองคนสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางพยานแห่งดวงดาวนับล้านดวงและคัมภีร์โบราณที่ทำนายโชคชะตาของพวกเขาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
ค่ำคืนนี้ เพลิงปรารถนาที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บ จะไม่มีวันดับลงง่ายๆ อย่างแน่นอน...
