บทที่ 2
ฉันนอนโรงพยาบาลอยู่อาทิตย์หนึ่ง แต่ลภัสกรไม่โทรหาฉันสักครั้งเดียว
กลับกัน ฉันกลับเห็นรูปเขากับชญานิษฐ์เที่ยวเล่นกันทั่วในสตอรี่ของเธอ
วันที่ฉันออกจากโรงพยาบาล ฉันก็นั่งแท็กซี่กลับบ้านคนเดียว
พอมาถึงหน้าบ้าน กลับเปิดประตูไม่ได้
กำลังจะโทรหาลภัสกร ประตูก็เปิดออกพอดี
ชญานิษฐ์ยืนอยู่ตรงนั้น ใส่เสื้อเชิ้ตผู้ชายสีขาวตัวโคร่ง เธอแลบลิ้นใส่อย่างเก้อๆ
“พี่คะ ลืมบอกเลย พี่ลภัสกรกลัวหนูจำรหัสไม่ได้ เลยเปลี่ยนเป็นวันเกิดหนูค่ะ”
ฉันรู้ดีว่าเธอตั้งใจมายั่ว แต่ตอนนี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะสนใจ
ฉันไม่ตอบอะไร กำลังจะเดินเข้าไป ลภัสกรก็ออกมาจากห้องน้ำพอดี
เขาเปลือยท่อนบน มีผ้าขนหนูคาดอยู่แค่เอว มือหนึ่งเช็ดผมไปพลาง เดินออกมาพลาง แล้วพูดว่า
“ทำไมออกจากโรงพยาบาลแล้วไม่บอกกันล่ะ ฉันจะได้ไปรับ”
คำพูดของเขาฟังแล้วเหมือนกำลังบอกว่าฉันกลับมาผิดเวลา รบกวนช่วงเวลาหวานชื่นของพวกเขาเสียอย่างนั้น
ฉันตอบไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ก็เห็นว่าคุณยุ่งออกงานด่วนอยู่ ฉันเลยไม่อยากรบกวน”
พอได้ยินฉันพูดแบบนั้น เขาก็รีบวางผ้าเช็ดตัวลง แล้วมาหยิบกระเป๋าจากมือฉัน
พร้อมรีบอธิบายว่า
“ช่วงนี้ยุ่งจริงๆ แถวหมู่บ้านเกิดอุบัติเหตุบ่อย ฉันไม่สบายใจให้ญิศราอยู่คนเดียว เลยรับเธอมานอนที่นี่สักสองสามวัน เธอไม่ว่าอะไรนะ?”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงจะระเบิดอารมณ์ใส่เขาไปแล้ว แต่ตอนนี้ฉันกลับตอบเพียงเบาๆ
“อืม”
ฉันยังไม่สนใจเขาแล้ว เรื่องเล็กๆ แบบนี้ ฉันจะไปแคร์ทำไมกัน
เห็นฉันนิ่งเกินคาด แววประหลาดใจก็วูบผ่านตาของลภัสกร
ชญานิษฐ์เดินเข้ามาเกาะแขนฉันอย่างสนิทสนม
“พี่คะ กลับมาถูกเวลาเลยค่ะ พี่ลภัสกรเห็นหนูกินอะไรไม่ค่อยลง เลยเรียกป้าละไมจากบ้านเก่ามาทำกับข้าวให้ ฝีมือป้าเค้าดีมากเลยนะคะ”
ไม่ทันให้ฉันปฏิเสธ เธอก็ลากฉันไปที่โต๊ะอาหารด้วยท่าทีสนิทสนม
ตอนนั้นป้าละไมกำลังถือจานปลาย่างออกมาจากครัว พอเห็นฉันก็ยิ้มทักทันที
“อ้าว มีแขกมาบ้านเหรอคะ รู้แบบนี้ป้าทำกับข้าวเพิ่มอีกสักสองสามอย่างแล้ว”
คำว่า “แขก” แทงเข้ามาในใจฉันเหมือนมีคนเอาหนามมาจิ้ม
ลภัสกรไม่ได้พูดอธิบายอะไร แค่บอกป้าละไมว่าไม่ต้องลำบากทำเพิ่มก็ได้
ชญานิษฐ์รีบคีบเนื้อปูใส่ถ้วยฉันอย่างตั้งใจ
“พี่คะ ลองชิมสิ อร่อยมากเลย ตอนเด็กๆ พ่อแม่หนูยุ่ง ไม่มีเวลาดูแล หนูก็เลยชอบตามพี่ลภัสกรไปบ้านเขาประจำ ป้าละไมทำปูได้อร่อยที่สุดเลยล่ะค่ะ”
ฉันยังไม่ทันพูดอะไร ป้าละไมก็เริ่มรำลึกความหลังด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“สมัยนั้นคุณหนูกับคุณชญานิษฐ์ยังตัวจิ๋วกันอยู่เลย แป๊บเดียว โตกันจนสวยหล่อขนาดนี้แล้ว ป้ายังจำได้อยู่เลย ตอนเล่นขายของ คุณหนูยังชอบงอแง บอกให้คุณชญานิษฐ์เป็นเจ้าสาวให้เขาด้วยนะคะ ฮ่าๆ”
พอพูดถึงตรงนี้ หน้าชญานิษฐ์ก็แดงแปร๊ดขึ้นมาทันที เต็มไปด้วยความเขินอาย
“ป้าละไมคะ เรื่องตั้งกี่ปีมาแล้ว… อย่าพูดออกมาสิคะ…”
ลภัสกรที่นั่งอยู่ข้างๆ ไอแห้งๆ สองที ก่อนบอกป้าละไมให้ไปเช็กซุปในครัว
ฉันนั่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกที่ไม่มีที่ยืนในบ้านหลังนี้ ฉันลุกขึ้นแล้วพูดเรียบๆ ว่า
“พวกคุณกินกันเถอะค่ะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย ไปนอนพักก่อนนะ”
พอเห็นว่าฉันจะลุกขึ้นไป ชญานิษฐ์ก็รีบคว้ามือฉันไว้ อธิบายเสียงน้อยใจว่า
“พี่คะ อย่าโกรธนะ ที่ป้าละไมพูดเมื่อกี้ พี่อย่าเอาไปคิดมากเลยนะคะ มันก็แค่เรื่องล้อกันตอนเด็กๆ เอง”
ฉันยังไม่ทันได้ตอบ ลภัสกรก็ปาตะเกียบลงพื้นเสียงดัง
“กินข้าวแค่นี้ยังจะงอแงอีกเหรอ ก็แค่ช่วงที่เธอนอนโรงพยาบาลฉันยุ่งมากเลยไม่ได้ไปหา อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็แล้วแต่!”
พอเห็นลภัสกรโมโห แววตาชญานิษฐ์ก็เต็มไปด้วยความได้ใจ
ฉันกำมือแน่น จมูกแสบขึ้นมาทันทีเหมือนจะร้องไห้
“…ฉันแพ้อาหารทะเล”
ลภัสกรได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย
ฉันไม่อยากพูดอะไรอีก หันหลังเดินกลับไปที่ห้องทันที แต่พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นชุดชั้นในลูกไม้สีดำวางอยู่บนเตียงของฉันเอง
