บทที่ 1
ไฟไหม้ขึ้นมา ฉันรีบโทรหาแฟนที่เป็นหัวหน้าทีมดับเพลิงให้มาช่วย แต่โทรไปกี่ครั้งก็ไม่มีคนรับ
คานบ้านถล่มลงมาทับขาทั้งสองข้างของฉันแน่นจนขยับไม่ได้ ไฟรอบตัวก็ลุกโชนราวกับจะกลืนฉันทั้งคน
ฉันลากขาที่เลือดท่วมไปจนถึงหน้าต่าง แต่กลับเห็นแฟนฉันสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่ อุ้มผู้หญิงคนหนึ่งลงบันไดมา
ผู้หญิงคนนั้นฉันรู้จักดี เธอเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของเขา
พอฉันรอดตายกลับมา แฟนฉันดันได้รับฉายา “วีรบุรุษนักผจญเพลิง ผู้ช่วยสาวให้รอดจากไฟไหม้” แล้วก็ขึ้นเทรนด์ดังไปทั่ว
ทั้งเน็ตพากันเชียร์คู่จิ้น บอกว่าพวกเขาเหมาะสมกันราวฟ้าลิขิตให้เกิดมาเป็นคู่กันเลยทีเดียว
เพื่อนๆ รอบตัวถามเขาว่าไม่กลัวฉันโกรธเหรอ
ลภัสกรกลับหัวเราะแล้วพูดว่า
“ญิศราไล่ตามฉันมาตั้งเจ็ดปี ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น เธอไม่กล้าเลิกกับฉันหรอก”
“จะไปจากฉันแล้วใครจะเอา ผู้หญิงมือสองแบบเธอ?”
แต่พอถึงวันที่ฉันแต่งงานกับคุณอาของเขา
ลภัสกรที่นั่งอยู่ข้างล่างเวที กลับทำหน้าร้อนรนขึ้นมาทันที
ขณะที่พยาบาลกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ฉัน สายตาฉันก็ถูกดึงไปที่หนึ่งในข่าวฮอตบนมือถือ
พาดหัวเขียนว่า
“หัวหน้าหน่วยดับเพลิงลภัสกร เสี่ยงตายฝ่ากองเพลิงเพื่อปกป้องประชาชน”
รูปในข่าวเป็นภาพที่เขาอุ้มชญานิษฐ์วิ่งออกมาจากกองไฟ
คอมเมนต์ด้านล่างเต็มไปด้วยคำชม
ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มจิ้นคู่นี้กันใหญ่
แม้แต่พยาบาลข้างๆ ยังกลั้นคำชมไม่อยู่
“นี่มันภาพชัดๆ ของฮีโร่ช่วยนางเอกเลยนะคะ”
“ได้ยินมาว่าเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เด็กด้วย แบบนี้มันก็เจ้าชายในนิทานชัดๆ โอ๊ย ฉันซึ้งจนจะร้องไห้แล้วเนี่ย”
พอฟังคำพูดพวกเธอ หัวใจฉันก็เจ็บหนึบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก? เจ้าชายในนิทาน?
แล้วฉันล่ะ แฟนตัวจริงที่ถูกเขาทิ้งไว้ในกองไฟควรเป็นตัวอะไรในเรื่องนี้?
ตอนที่เขากำลังทำตัวเป็นฮีโร่อุ้มผู้หญิงคนอื่นออกมาจากไฟ ฉันกำลังพยายามเอาชีวิตรอดอยู่ข้างใน
พอดีตอนนั้นเอง มือถือของฉันก็ดังขึ้น
ปลายสายเป็นเสียงลภัสกรที่ฟังดูร้อนรน
“ญิศรา ขอโทษนะ ตอนนั้นสถานการณ์มันฉุกเฉิน ฉันไม่รู้เลยว่าเธอก็ติดอยู่ในไฟด้วย ตอนเธอโทรมา ฉันกำลังช่วยคนอยู่… ตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้าง?”
สถานการณ์ฉุกเฉิน เลยไม่รู้ว่าฉันอยู่ในไฟ?
ช่างหาเหตุผลให้ตัวเองเก่งเหลือเกิน
ฉันไม่คิดจะเปิดโปงอะไร แค่ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“แค่เจ็บเล็กน้อย ไม่ต้องห่วง”
ได้ยินแบบนั้น เขาก็ถอนหายใจโล่งผ่านสาย แล้วพูดต่อ
“งั้นเดี๋ยวฉันไปหาเธอที่โรงพยาบาลทีหลังนะ พักผ่อนให้ดีล่ะ”
โทรวางไปได้แค่เสี้ยววินาที ฉันก็เห็นชญานิษฐ์อัปสตอรี่ใหม่พอดี
ในรูปเป็นภาพลภัสกรกำลังก้มลงทายาให้เธออย่างเบามือ แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
แคปชันเขียนว่า
“ก็แค่แผลนิดเดียวเอง แต่พี่ลภัสกรกลับยืนกรานว่าจะทายาให้เองถึงจะสบายใจ”
ทั้งประโยคไม่ต้องตีความก็รู้ว่าเธอจงใจสื่อว่าลภัสกรใส่ใจเธอแค่ไหน
ฉันก้มมองผ้าพันแผลที่พันอยู่ทั่วตัว หัวใจก็เจ็บแน่นขึ้นมาอีกหน
พอตกเย็น ลภัสกรก็ถือของกินมาเยี่ยม
ทันทีที่เห็นฉัน เขาถึงกับชะงัก สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ
เสียงที่เอ่ยออกมายังสั่น
“ญิศรา… ทำไมเธอเจ็บหนักขนาดนี้ล่ะ ไม่ใช่ว่าบอกว่าเป็นแค่แผลเล็กน้อยเหรอ…”
เขารู้ดีว่าฉันกลัวเจ็บที่สุด ครั้งแรกที่ฉันทำอาหารให้เขา ฉันพลาดโดนมีดบาดนิ้ว ยังเจ็บจนเกือบร้องไห้
ตอนนั้นเขาทำหน้าเป็นห่วงฉันจนแทบโอบไว้ทั้งตัว
ความรักไม่ได้หายไปไหน มันแค่ย้ายที่อยู่ และตอนนี้ความห่วงใยทั้งหมดของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่ชญานิษฐ์เรียบร้อยแล้ว
ฉันตอบเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่เป็นไร อีกสองวันก็คงหายแล้ว”
ลภัสกรนั่งลงข้างเตียง แล้วหยิบยาทาออกมาหนึ่งหลอดยื่นให้ฉัน
“นี่ชญานิษฐ์ฝากมาให้ เธอบอกว่ายาตัวนี้รักษาแผลน้ำร้อนได้ดีมาก”
หลอดยานั้นถูกใช้ไปกว่าครึ่งแล้ว พอนึกถึงสตอรี่ที่ชญานิษฐ์เคยโพสต์ไว้ ฉันก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอีกครั้ง
“ทิ้งไปเถอะ ของที่คนอื่นใช้แล้ว ฉันไม่เอา”
คำพูดฉันเพิ่งหลุดออกไป สีหน้าลภัสกรก็เปลี่ยนทันที ความไม่พอใจฉายชัดขึ้นมาบนใบหน้า
“เธอหมายความว่ายังไง ชญานิษฐ์อุตส่าห์หวังดี เอามาให้ก็ไม่รับ ยังจะพูดจาแบบนี้อีก”
“ฉันก็บอกแล้วไง ว่าตอนนั้นไม่รู้ว่าเธอก็อยู่ในกองไฟ เธอต้องจับผิดเรื่องนี้ไม่เลิกอีกใช่ไหม?”
ฉันมองหน้าเขาที่เริ่มบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด แล้วภาพลภัสกรตอนอุ้มชญานิษฐ์ออกจากไฟด้วยท่าทางระมัดระวังก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้
ในวินาทีนั้นเอง ความรักที่ฉันมีให้เขาก็สลายไปพร้อมกับเปลวไฟหมดแล้ว
จะให้ฉันมางอแงเพราะเรื่องแค่นี้ได้ยังไงกัน
ฉันตอบเขาเย็นๆ ว่า
“ฉันไม่ได้งอน”
แต่ลภัสกรกลับคิดว่าฉันยังงอนอยู่ เขาขมวดคิ้วเหมือนจะพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
เขารีบกดรับทันที ปลายสายเป็นเสียงของชญานิษฐ์ที่ฟังดูทั้งน้อยใจทั้งออดอ้อน
“พี่คะ หนูอยากอาบน้ำ แต่แผลโดนน้ำไม่ได้… พี่กลับมาช่วยหนูหน่อยได้ไหม?”
ลภัสกรรีบหรี่เสียงโทรศัพท์ลง แล้วกดเสียงพูดให้แผ่วลง
“ได้ เดี๋ยวพี่กลับไปเดี๋ยวนี้”
พอวางสาย เขาก็หันมาบอกฉันว่า
“ที่หน่วยมีงานด่วน เธอพักผ่อนก่อนนะ มีอะไรโทรหาฉันได้ตลอด”
ฉันมองแผ่นหลังที่เขารีบเดินจากไป ริมฝีปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยันโดยไม่รู้ตัว
ลภัสกรคิดว่าฉันเป็นคนโง่หรือไงนะ ถึงได้หลอกกันแบบนี้?
หลังเขาออกไป ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความกลับบ้านไปหนึ่งข้อความ
“เรื่องแต่งงาน ฉันตกลงแล้ว”
