บทที่ 2.5
หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำนั้นทำให้เหยียนเฉิงอวี่ลอบมองไปยังเบื้องหลังตน เขาลอบยิ้มเล็กน้อยเพราะรู้เท่าทันความคิดหญิงสาว
หยวนฝานเป็นคนความรู้สึกเร็ว ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาแล้วก็มักจะกังวลเป็นพิเศษ ขอเพียงมีใครที่มีท่าทีจดจำเขาได้ หยวนฝานก็จะตื่นตัวมากขึ้น
บรรยากาศปรองดองอันจอมปลอมของคนตระกูลใหญ่ ทำเอาเฉินซีที่มาเพื่อชมดูความครึกครื้นได้เปิดหูเปิดตา นี่จึงเรียกได้ว่าสวมหน้ากากเข้าหากันโดยแท้ แม้ปากเอ่ยถามเรื่องทั่วไปแต่ดวงตากลับเชือดเฉือนและคอยหาเรื่องยั่วยุอีกฝ่าย ทำเอาบนโต๊ะอาหารหมดรสชาติ
จริงอยู่คนนอกอย่างเฉินซีอาจไม่รับรู้ หากแต่นานเข้าก็ย่อมสังเกตเห็นจากสีหน้าของแต่ละคน บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส มีเพียงคนสองคนที่ยังสีหน้าปกติ ทั้งสองยังกินอาหารได้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ
...เหยียนเฉิงอวี่ เหยียนลั่ว
ชายหนุ่มและหญิงชราผู้ที่กุมชะตาคนทั้งคฤหาสน์ตระกูลเหยียนเอาไว้ในมือ
เฉินซีมองเห็นความขัดแย้งของคนจากสามตระกูล และมั่นใจว่าผู้ยิ่งใหญ่ตระกูลเหยียนอีกสองคนก็คงมองเห็นเช่นกัน จังหวะที่กำลังจะหันไปมองหวั่นเยว่ สายตาของหญิงสาวกลับเหลือบไปเห็นตะเกียบของเหยียนเฉิงอวี่และตะเกียบของหวั่นฮั่ว คีบลงไปบนชิ้นเนื้อเดียวกัน
บรรยากาศทุกอย่างหยุดชะงักลงทันที เช่นกันกับใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ที่เรียบเฉย บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้ม
“ดูเหมือนเราสองคนจะหมายตาเนื้อชิ้นเดียวกันอยู่”
เฉินซีลอบสูดหายใจเข้าสายตาจ้องเขม็งไปยังใบหน้าหล่อเหลา ไม่รู้ทำไมดวงตาจึงลอบกลอกมองไปรอบๆ จินตนาการว่าผู้ช่วยแซ่หยวนคนนั้นจะกระโจนเข้ามาพร้อมกับคมมีด ตวัดตัดศีรษะของหวั่นฮั่วผู้ซึ่งกล้าท้าทายอำนาจมืด
คิดๆ แล้วก็ได้แต่รู้สึกขันกับความเพ้อเจ้อของตัวเอง
ประโยคนั้นของเหยียนเฉิงอวี่ จะว่าโจ่งแจ้งก็โจ่งแจ้งหากแฝงเจตนา จะว่าตรงไปตรงมากับสิ่งที่เกิด ก็ไม่อาจมีใครตำหนิเขา หากแต่เมื่อมองจากสถานการณ์ตรงหน้า มันกลับทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัด
หวั่นฮั่วรั้งตะเกียบกลับมาก่อนวางมันลงแล้วผายมือ “มิกล้า”
เหยียนเฉิงอวี่ยิ้มที่มุมปาก เขายังคงคีบเนื้อก้อนนั้นขึ้นมาก่อนจะวางลงไปในชาม
เฉินซีมองเห็นหลายคนเม้มปากพร้อมลอบสบตากันไปมา
ตามธรรมเนียมแล้วในมื้ออาหาร หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ผู้ด้อยอาวุโสจะต้องยอมสละชิ้นเนื้อนั้นให้ผู้อาวุโสกว่า แต่หากผู้อาวุโสกว่าสละให้ ผู้ด้อยอาวุโสกว่าย่อมไม่กล้าแตะต้อง
สถานการณ์ตรงหน้านี้แสดงให้เห็นชัดว่าเหยียนเฉิงอวี่ไม่ไว้หน้าหวั่นฮั่วแม้แต่น้อย เพราะไม่เพียงเขาไม่สละให้ แต่เขากลับคีบไปไว้ในชามเฉยๆ ไม่แตะต้องปล่อยให้เนื้อชิ้นนั้นเป็นของเหลือ
เฉินซีลอบกลืนน้ำลาย การตบหน้าผู้อาวุโสในตระกูล ทั้งที่ใบหน้าไม่เปลี่ยนสี และน้ำเสียงไม่สั่นไหว ทั้งยังทำในวันแรก... อาหารมื้อแรกของการพบกัน
เขาช่าง...เย่อหยิ่งเย็นชาเสียจริง
คิดได้เท่านั้นก็มีอันต้องสะดุ้ง ดวงตาคมที่หรุบต่ำเหลือบมองตรงมายังหญิงสาว สานสบดวงตาแตกตื่น ทำเอาเฉินซีต้องรีบแสร้งหันไปมองหวั่นเกา
“จะ...จานนี้”
“ชอบหรือครับ จานนี้เป็นไก่อบ ผมเองก็ชอบกิน” หวั่นเกากุลีกุจอคีบเนื้อไก่อบส่งให้หญิงสาว
“ขอบคุณนะคะ” เฉินซีก้มหน้าก้มตากินทั้งยังพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หันไปมองยังคนที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม ถึงอย่างนั้นหลายครั้งก็รู้สึกได้ว่าเขามองอยู่ กระทั่งหวั่นเยว่เองยังสังเกตเห็น
“นี่” หวั่นเยว่กระซิบ “เธอกับคุณอาเหยียนนี่ยังไงกัน ทำไมเขาชอบมองมาที่เธอเรื่อยเลย”
“เงียบน่า” แค่นี้ก็ลนลานจะแย่ ถ้าให้คนอื่นสังเกตเห็นไปด้วยคงทำตัวลำบากกว่านี้
กว่าจะจบมื้ออาหารก็เล่นเอาเฉินซีเหงื่อตก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าแม่ครัวของคฤหาสน์ตระกูลเหยียนฝีมือดีจริงๆ กับข้าวทุกจานทำออกมาได้อร่อยเลิศรสหาที่ไหนไม่ได้อีก