บทที่ 1.2
อันว่าผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอยู่ร่ำไป ครั้งนี้โจวจินเซวียนตระหนักแล้วว่าเป็นความจริง
ในยามดึกของค่ำคืนที่ฝนเทกระหน่ำ กลุ่มชาวบ้านที่อพยพมากว่ายี่สิบคนต่างกรูกันเข้าไปยังศาลเจ้าร้างเพื่อหลบฝน ทุกคนต่างก็จับจองพื้นที่โดยรอบเพื่อหวังหลบลมฝนที่สาดซัด
หญิงสาวและปี้หรูสาวใช้คนสนิทในชุดมอซอซุกตัวอยู่มุมหนึ่งของศาลเจ้า ทั้งสองตัวสั่นงันงกมองไปรอบตัวด้วยความหวาดระแวง ใบหน้าที่ใช้ถ่านสีดำทาจนทั่วเริ่มถูกสายฝนชะล้าง ความหวาดกลัวเริ่มกัดกร่อนจิตใจเงียบๆ ท่ามกลางเสียงฟ้าคำรามเป็นระยะๆ
หลังจากรถม้าของนางแยกกับโจวอวี้ผู้เป็นบิดา ผู้คุ้มกันของนางให้นางกับปี้หรูลงจากรถม้า เพราะเห็นว่าพวกเขาคงไม่อาจหนีรอดไปได้ อุบายที่ล่อให้เหล่ามือสังหารติดตามรถม้าไปก็ดูเหมือนจะได้ผล หาไม่หลายวันมานี้นางกับปี้หรูไหนเลยจะหนีมาไกลจนถึงเขตเมืองลั่วหยางได้
กลุ่มผู้อพยพที่พวกนางขอร่วมทางมีทั้งเด็ก คนแก่ และสตรีอ่อนแอหลายคน เหล่าบุรุษที่ทำหน้าที่คุ้มกันเมื่อเห็นพวกนางไร้ที่พึ่ง ทั้งยังมีจุดหมายเดียวกันนั่นคือต้าเหลียงเมืองหลวงของแคว้นเว่ย
พวกเขาจึงยินดีให้พวกนางทั้งสองร่วมทางมาด้วย กระทั่งในที่สุดต้องเข้ามาหลบฝนในศาลเจ้าร้างแห่งนี้
“คุณหนูท่านว่าพวกเขาจะเลิกตามล่าเราหรือยังเจ้าคะ” ปี้หรูกระซิบถามโจวจินเซวียนในยามที่ช่วยใช้ผ้าซับน้ำตามเรือนผมให้อีกฝ่าย
“ข้าไม่รู้ นี่ผ่านมาสิบกว่าวันแล้ว ไม่รู้ว่าการปราบปรามเหวินอู่โหวเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพ่อ...ท่านพ่อให้ข้ารับปากว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าก็ต้องเดินทางไปยังเมืองต้าเหลียง ฉะนั้นเราก็ได้แต่หวังว่าเมื่อไปถึงที่นั่นท่านพ่อจะรอเราอยู่แล้ว”
“แล้วเมืองต้าเหลียงอยู่อีกไกลหรือไม่เจ้าคะ”
“หากเดินเท้าคงราวๆ ครึ่งเดือนกระมัง ข้าเองก็ไม่เคยไปเพียงได้ยินมาเท่านั้น”
“แห้งแล้วเจ้าค่ะคุณหนูนอนพักเถิดนะเจ้าคะ”
“ปี้หรูต่อไปก็เรียกข้าว่าพี่สาวเถิด เรียกเช่นนี้อาจทำให้ผู้อื่นสงสัยได้”
“เจ้าค่ะ” ปี้หรูพยักหน้าเห็นด้วย เพราะแม้จะสนทนากันเสียงเบา กระนั้นพวกนางก็ไว้ใจผู้ใดไม่ได้ “พี่สาวหน้าท่านถูกน้ำฝนล้างออกหมดแล้วข้าช่วยทาให้ท่านใหม่นะเจ้าคะ”
“ได้”
พวกนางทั้งสองต้องทนกลิ่นเหงื่อไคล ทั้งยังไม่กล้าอาบน้ำล้างเนื้อตัวและสวมเสื้อผ้าสกปรกเหม็นอับ รวมไปถึงใช้ผงถ่านทาใบหน้าให้อัปลักษณ์จนผู้คนไม่อยากเข้าใกล้เช่นนี้
หนึ่งในสาเหตุก็เพื่อปกป้องตัวเอง กระนั้นนี่ก็ไม่อาจทำให้พวกนางรู้สึกปลอดภัยในยามที่ทิ้งกายลงไปนอน
ปี้หรูเอื้อมมือดึงมือนุ่มเนียนของโจวจินเซวียนไปกุมไว้
“ท่านพยายามข่มตาให้หลับนะเจ้าคะ ข้าจะเฝ้าดูผลัดแรก ท่านตื่นข้าค่อยนอน” พวกนางทำเช่นนี้เสมอแม้จะเดิมทางมากับกลุ่มผู้อพยพก็ตาม
“เช่นนั้นเจ้าต้องรีบปลุกข้านะหากเจ้าง่วงจนทนไม่ไหว”
“เจ้าค่ะ”
โจวจินเซวียนหลับไปได้ครู่หนึ่ง ในยามที่นางพลิกกายก็ต้องตัวแข็งทื่อ หญิงสาวพยายามกะพริบตาเพื่อปรับการมองเห็น
ในมุมซึ่งไม่ไกลจากจุดที่นางซุกตัวนอน สายตาคมกริบดุร้ายวาววับคู่หนึ่งกลับจดจ้องมองมาในความมืด
เสียงอสุนีบาตฟาดลงมา พร้อมกับแสงวับแวมลอดเข้ามา ทำให้เห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นเป็นภาพรางๆ
บาดแผลเป็นทางยาวจากใบหูพาดลงมายังข้างแก้มสามเส้น ทำลายโฉมหน้าของเขาครึ่งหนึ่งจนแทบมองไม่ออกว่าเขามีหน้าตาเช่นไร และนั่นยิ่งส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูน่าหวาดกลัวยิ่งขึ้น
เส้นผมรุงรังที่ปกปิดกรอบใบหน้าอีกฝั่ง ทำให้ใบหน้าเขาดูราวกับปีศาจร้ายที่เพิ่งโผล่ออกมาจากขุมนรก
“!”
โจวจินเซวียนส่งเสียงกรีดร้องออกมาได้เพียงนิดก็ถูกมือใหญ่ของเขาตะครุบเอาไว้ได้ ในยามที่เขารัดร่างของนางเอาไว้ ทั้งใช้มือเพียงข้างเดียวฉุดนางเข้าไปยังมุมที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้
มือเล็กตวัดไปยังจุดที่ปี้หรูนอนอยู่ กระนั้นกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
นัยน์ตาของหญิงสาวเบิกกว้าง ก่อนจะพบว่าบุรุษที่จับตัวนางเอาไว้ไม่แม้แต่จะมองมายังนาง
สายตาคมกริบของเขามองตรงไปข้างหน้า ไม่นานหูของนางจะได้ยินเสียงสุขสำราญของกลุ่มบุรุษที่พวกนางเดินทางมาด้วย
ท่ามกลางเสียงฟ้าฝนและเสียงลมกรรโชกแรง กลุ่มบุรุษเหล่านั้นไปรวมอยู่ที่มุมหนึ่ง บนพื้นที่โผล่ออกมาจากร่างหนาเปลือยเปล่าของพวกเขาคือท่อนขาเรียวเล็กของอิสตรี
รองเท้าปักลายคุ้นตาข้างนั้นทำให้โจวจินเซวียนเบิกตากว้าง หัวใจของนางหล่นวูบเมื่อตระหนักได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น นางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการเกาะกุมของบุรุษแปลกหน้า กระนั้นกลับไม่เป็นผล
“นางเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเจ้า” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ ดังขึ้น กระนั้นกลับไม่อาจปลอบประโลมหัวใจที่สิ้นหวังของหญิงสาว