บทที่ 2.2
เสียงหนึ่งกระซิบบอกให้ลองเข้าไปดู แต่อีกเสียงกลับบอกให้เธอหันหลังแล้วเดินกลับไปที่ห้องหนังสือ อย่าได้สนใจประตูเชื่อมหลังแนวไผ่แห่งนี้อีก
สมัยเรียนเพื่อนๆ เคยบอกหญิงสาวเสมอว่าความอยากรู้อยากเห็นอาจทำให้เธอเดือดร้อนในสักวัน แต่ใครบ้างไม่รู้ว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งเป็นการยั่วยุ
กว่าจะนึกขึ้นถึงคำเตือนนั้นลี่ฉิงซวงก็มุดเข้าไปยังแนวไผ่ทะลุเข้าไปยังอีกด้านของกำแพง
เสียงไอยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันกับความเงียบสงบของคฤหาสน์ซึ่งอยู่ติดกับเคหาสน์เฟิงเยี่ยน บรรยากาศที่นับว่าไม่แตกต่างกัน ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทำให้ลี่ฉิงซวงรู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ในเคหาสน์เฟิงเยี่ยนมากกว่าที่อื่น
ที่สำคัญไปกว่านั้นรูปแบบของที่นี่ ก็คือเรือนสี่ประสานเช่นกันกับเคหาสน์เฟิงเยี่ยน
“คฤหาสน์ตระกูลหวัง??”
หญิงสาวกระซิบกับตัวเอง พร้อมกับกวาดสายตามองไปโดยรอบ เมื่อเดินทะลุเรือนตะวันออกของเคหาสน์เฟิงเยี่ยน ดังนั้นแน่นอนว่าเรือนที่เธอยืนอยู่ ย่อมเป็นเรือนตะวันตกของคฤหาสน์ตระกูลหวัง
เสียงไอถี่ๆ พร้อมกับเสียงพูดทำให้ลี่ฉิงซวงค่อยๆ เดินใกล้เข้าไป เรือนระเบียงตรงหน้าเชื่อมจากตัวเรือนตะวันตกเข้าไปสู่เรือนหลัก เธอรู้ก็เพราะรูปแบบของที่นี่เหมือนกับกระจกซึ่งส่องสะท้อนเคหาสน์เฟิ่งเยี่ยนอย่างไรอย่างนั้น
ประตูเรือนถูกเปิดค้างเอาไว้ เสียงไอพร้อมกับเสียงพูดแผ่วเบายังคงดังขึ้น ลี่ฉิงซวงมองไปโดยรอบแต่ที่นี่กลับไร้คน
มันเงียบ...ราวกับนอกจากคนป่วยซึ่งส่งเสียงไอแห้งๆ นั้นแล้ว รอบบริเวณก็ไม่มีใครอื่นอีก
“น้ำ...ขอน้ำ”
น้ำเสียงแหบแห้งทำให้ลี่ฉิงซวงขมวดคิ้ว มองเข้าไปในห้อง หลังม่านกั้นหน้าเตียงยังมีร่างคนคนหนึ่งนอนอยู่ เสียงขยับตัวราวกับคนคนนั้นกำลังพยายามลุก ไม่นานเสียงข้าวของหล่นตกแตกก็ดังขึ้น
ลี่ฉิงซวงสะดุ้งเฮือก เธอเดินเร็วๆ เข้าไปพร้อมกับมองเห็นร่างสูงในชุดฉางซานตัวยาวสีขาวนอนหมอบอยู่ข้างเตียง
ข้างๆ ตัวมีป้านชาและจอกกระเบื้องเคลือบซึ่งตกแตกเกลื่อนกลาด เขาคงจะหิวน้ำ ตอนพยายามรินน้ำให้ตัวเองคงเผลอปัดเอาทุกอย่างลงจากโต๊ะเข้า
“คุณคะ เป็นอะไรหรือเปล่า” หญิงสาวปราดเข้าไปช่วยพยุง ท่อนแขนร้อนลวกของเขาบอกชัดว่ากำลังมีไข้สูง เมื่อพยุงเขาขึ้นนั่งได้สำเร็จ ลี่ฉิงซวงถึงกับลอบสูดลมหายใจ
เขา...เป็นผู้ชายที่ดูดีจริงๆ
อายุน่าจะราวๆ สามสิบหรือไม่ก็คงน้อยกว่านั้น ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาวเพราะพิษไข้ ถึงอย่างนั้นเขากลับดูดีจนต้องตกตะลึง
ดวงตาคมแดงก่ำรับคิ้วเข้มได้รูป จมูกคมสันเป็นแนวรับกับแนวกรามได้รูป ริมฝีปากซีดขาวที่เม้มแน่นบางเฉียบ แต่รับกับรูปหน้าหล่อเหลา ยิ่งในยามที่จดจ้องมองเธอด้วยสายตางุนงง
ลี่ฉิงซวงอึดอัดกับสายตาคมที่มองมา เขาเลิกคิ้วมองเธอเป็นเชิงถาม ทำเอาเธอที่เป็นผู้บุกรุกถึงกับพูดไม่ออก
“ลุกขึ้นก่อนดีไหมคะแล้วฉันจะอธิบายให้คุณฟัง”
เขาพยักหน้าด้วยท่าทีเหม่อลอยจากนั้นก็ลุกขึ้นตามแรงพยุง ดวงตายังคงจับจ้องมองเธอนิ่ง แม้เธอแสร้งทำเป็นไม่รู้แต่ก็ยังตัวสั่นอยู่ดี
แม่ที่อยู่บนสวรรค์จ๋าแย่แล้ว ถูกคนหล่อมองแบบนี้ มือไม้พานสั่นไปหมด ลี่ฉิงซวงลอบสบถกับตัวเองในใจ เมื่อพยุงเขาขึ้นนั่งบนเตียงได้ก็มีท่าทีเก้ๆ กังๆ
“ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ตรงโต๊ะด้านนอกน่าจะมีน้ำชาอยู่”
เธอเข้าใจได้ในทันทีดังนั้นจึงเดินออกมาคว้าป้านน้ำชาซึ่งเย็นชืดกลับไปรินยื่นให้คนป่วย “เย็นชืดแล้วแต่คงพอแก้กระหายได้” เธอกล่าวเสียงเบาพร้อมกับส่งจอกชาให้เขา
“คุณคงจะเป็นเพื่อนบ้านของเรา” เขาทำลายความอึดอัดลงเพราะเห็นท่าทีของหญิงสาว
“ค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะบุกรุกเข้ามานะคะ แต่ได้ยินเสียงคุณไอก็เลย...”
“ผมคงต้องขอบคุณมากกว่ากล่าวคำตำหนิ วันนี้คนของผมออกไปข้างนอก ผมอยู่ที่นี่คนเดียว หากไม่ได้คุณผมคงแย่” เขากล่าวพร้อมกับมองหญิงสาวเก็บเศษซากที่เกิดจากน้ำมือของเขาด้วยสีหน้าละอาย “ไม่รบกวนคุณ... ทิ้งไว้อย่างนั้นก็ได้ครับ ระวังเศษกระเบื้องอาจบาดมือ”
ลี่ฉิงซวงเลิกคิ้วมองเขา “บ้านหลังใหญ่โตอยู่กันกี่คนคะเนี่ย คุณกำลังไม่สบาย แต่กลับถูกทิ้งให้อยู่บ้านเพียงลำพัง?”
เขายิ้ม
พระเจ้า!! ขนาดกำลังไม่สบาย หน้าตาตอนไม่ยิ้มว่าหล่อเหลาแล้ว รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งดึงดูดเข้าไปใหญ่