บทที่ 2.3
หัวใจของลี่ฉิงซวงเต้นรัว พยายามดึงสายตาออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบนั้นอย่างยากเย็น เมื่อมือไม้เก้งก้างไปหมดที่ทำได้ก็คือลงมือเก็บกวาดเศษกระเบื้องที่กระจายไปทั่ว
“จะตำหนิเขาก็ไม่ได้หรอกครับ เขาไปเพราะต้องไปซื้อยาให้ผม”
“อ๋อ” เธอพยักหน้าก่อนจะมองหาผ้ามาเช็ดคราบน้ำชา
เสียงฝีเท้าร้อนรนเดินเข้ามาก็ทำให้เธอชะงัก “คุณชาย!...”
ผู้มาใหม่น่าจะเป็นคนสนิทของเขา ดูแล้วอายุน่าจะอ่อนกว่าเขาไม่กี่ปี แต่ที่แน่ๆ ก็ยังอายุมากกว่าหญิงสาวอยู่ดี เขาสวมชุดจงซันสีเทาซีดจางตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายเนื้อหนา
ก้มลงมองตัวเองในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อยืด บวกกับรองเท้าผ้าใบคู่เก่งมีโลโก้เป็นเครื่องหมายถูก ลี่ฉิงซวงรู้สึกว่าตัวเธออยู่ผิดที่ผิดทางชอบกล
ตอนที่มองเห็นว่ามีหญิงสาวแปลกหน้าอยู่กับผู้เป็นนาย จิ่วลู่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมองไปบนพื้นที่เปียกชุ่ม
“ผมทำเองครับ” เขากระวีกระวาดหาผ้ามาเช็ด
“พยุงฉันที ฉันจะพาคุณคนนี้ออกไปนั่งที่ศาลาด้านนอก”
“ครับ”
“เชิญทางนี้เถอะครับ เราไปคุยกันข้างนอกจะสะดวกกว่าเสี่ยวลู่จะได้ทำความสะอาดที่นี่”
“อ้อ เอ่อ ก็ได้ค่ะ” เธอเดินตามเจ้าบ้านไปพร้อมกับมองสองนายบ่าวพยุงกันเดินออกไปยังสวนเล็กๆ ข้างเรือน
จิ่วลู่วิ่งไปมาอยู่สองสามรอบ กระทั่งหายตัวไปเมื่อวางป้านชาและของว่างลงบนโต๊ะหิน
ลี่ฉิงซวงได้แต่งุนงงตัวเอง เธอกำลังบุกรุกบ้านคนอื่น ตอนนี้ยังมีหน้ามานั่งจิบชากินของว่างในบ้านของเขา ที่สำคัญเธอเป็นผู้หญิง และในบ้านของเขาดูเหมือนจะมีแต่ผู้ชาย
ดูตอนนี้สิตัวเธอกลับไม่หวาดระแวงเลยสักนิด...
“คือ...ฉันคิดว่าเราควรแนะนำตัวกันสักนิด ถึงจะช้าไปหน่อยและดูเสียมารยาทไปนิด” ลี่ฉิงซวงยิ้มแหย
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมบอกแล้วว่าไม่ตำหนิคุณ” เขายิ้มบาง “ผมแซ่ฟู่ เรียกสั้นๆ ว่าเสวียน”
“ฟู่เสวียน ตระกูลฟู่” ลี่ฉิงซวงตกตะลึงเล็กน้อย เธอนึกถึงบันทึกฟู่ฉินเล่มนั้นขึ้นมาทันที “...เอ่อ” ลี่ฉิงซวงมองเห็นดวงตาคมที่แฝงประกายรอคอยนั้นพลันเข้าใจ “ฉันแซ่ลี่ค่ะ”
“หากเดาไม่ผิดคุณก็คือน้องสาวของคุณลี่ที่ซื้อเคหาสน์เฟิงเยี่ยนไปจากผม ลี่ฉิงซวง”
“เอ๋” ลี่ฉิงซวงประหลาดใจที่ได้ยิน “จากคุณหรือคะ หรือว่าคุณก็คือเจ้าของคนก่อน คนที่ตั้งเงื่อนไขการซื้อขายว่าต้องคงสภาพเดิมเอาไว้”
“ครับ” เขาพยักหน้าก่อนจะไอออกมาเสียงเบา “ฟังดูอาจเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่ตระกูลฟู่ของเราเชื่อถือโชคชะตาและการบูชาเทพ”
หมายถึง...คนทรงไม่ก็ซินแส อะไรทำนองนั้น?!
“จริงๆ แล้วตอนพบคุณลี่ผมรู้สึกถูกชะตามาก มั่นใจว่าเขาจะเป็นเจ้าบ้านที่ดีของเคหาสน์” เขาพูดจบก็ไอออกมาอีกครั้งแต่ก็รีบจิบชาเข้าไป
จากใบหน้าซีดขาวนั้นทำให้หญิงสาวรู้ว่าเขาคงสุขภาพไม่ดีนัก ลี่ฉิงซวงรีบรับชาที่เขารินให้มาถือไว้ “ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวานค่ะ เมื่อเช้านั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ตอนได้ยินเสียงไอบังเอิญเดินมาเห็นโค้งประตูที่เชื่อมกับที่นี่เข้า”
เขาพยักหน้าช้าๆ จากนั้นจึงมองไปยังแนวไผ่ซึ่งปลูกเอาไว้เพื่อบดบังโค้งประตูเอาไว้โดยเฉพาะ “เรื่องนี้ดูเหมือนผมเคยบอกคุณลี่แล้วครั้งหนึ่ง เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องปิดตาย ดังนั้นผมจึงไม่มีความเห็นอื่น หากคุณต้องการปิดตายโค้งประตูนั้น นั่นย่อมเป็นสิทธิ์ของคุณ”
ตอนพูดประโยคสุดท้ายเขามีท่าทีเหม่อลอยเล็กน้อย หญิงสาวสังเกตเห็นแต่ก็ถูกความรู้สึกเศร้าสร้อยที่มีอิทธิพลมาจากตัวเขาครอบงำ
“เอ่อ” อยู่ๆ ก็โยนมาให้เธอเป็นคนตัดสิน ลี่ฉิงซวงถึงกับงง เธอมองไปยังแนวไผ่นั้นแล้วสงสัย “มันถูกปิดมานานแล้วหรือคะ ฉันหมายถึงโค้งประตูนั่น เกิดอะไรขึ้นถึงปลูกแนวไผ่ปิดกั้นเคหาสน์เฟิงเยี่ยนกับคฤหาสน์ตระกูลหวัง”
หลุดปากไปแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าพูดมากไป เรื่องนี้เธออ่านเจอในบันทึกฟู่ฉิน จะไม่ประหลาดไปหน่อยหรือหากเขารู้ว่าเธอละลาบละล้วงเรื่องในอดีต
“ดูเหมือนคุณลี่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับที่นี่ให้คุณฟังมาบ้างแล้ว”
ความจริงคือเธอไม่ได้คุยกับพี่ชายเลยต่างหาก แต่ในเมื่อเขาเข้าใจอย่างนั้นลี่ฉิงซวงจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เพราะในใจรู้สึกว่าในบันทึกเล่มนั้นมีบางอย่างที่เธอต้องรู้ให้ได้