บทที่ 2.1
เช้าวันต่อมาลี่ฉิงซวงใช้เวลาตลอดช่วงเช้าเดินสำรวจทุกตารางนิ้วภายในกำแพง ทั้งเรือนหลัก เรือนตะวันออก เรือนตะวันตก รวมไปถึงเรือนห้อยทั้งสี่ของเรือนต่างๆ ที่ถูกจัดให้เป็นเรือนรับรอง ไม่พ้นแม้แต่โฮ้วจาวฝางที่เป็นส่วนของเรือนบริวารและโรงครัว
“ใหญ่โตขนาดนี้ มิน่ามีคนคิดจะซื้อมาทำรีสอร์ท” เดินวนไปมารอบหนึ่งลี่ฉิงซวงถึงกับเหงื่อตก
หลังจากกินมื้อเที่ยงเธอไม่ได้รบกวนหมิ่นเอ๋อร์และซิ่งเอ๋อร์อีก ทั้งสองคนคิดว่าเธอจะนอนกลางวัน ดังนั้นจึงกลับไปทำความสะอาดอย่างเคย
สถานที่ซึ่งลี่ฉิงซวงสนใจเป็นพิเศษหลังจากเดินสำรวจ แน่นอนว่าเป็นห้องหนังสือ เธอกับพี่ชายชอบอ่านหนังสือด้วยกันทั้งคู่ หนังสือก็มักจะเป็นประเภทเดียวกัน
ดังนั้นหญิงสาวจึงสามารถใช้เวลาได้ทั้งวันในห้องหนังสือ เพราะที่นั่นอัดแน่นไปด้วยตำรา สารานุกรม หนังสือประวัติศาสตร์ รวมไปถึงนิยายมากมาย
“บันทึกฟู่ฉิน??”
ในกล่องไม้ลงรักมีหนังสือเล่มหนึ่ง สภาพเก่าแก่มากแต่กลับได้รับการเก็บรักษาอย่างดี ภายในเขียนด้วยอักษรพู่กันลายมืองดงาม หนักแน่น เข้มแข็ง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลายมือของผู้ชาย
ไม่รู้เพราะอะไรหญิงสาวเลือกจะหยิบบันทึกเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน รู้ตัวอีกทีก็เดินไปนั่งลงพร้อมกับจมจ่อมอยู่กับบันทึกเล่มนั้น
ทันทีที่เปิดหน้าแรกหัวข้อ ‘เคหาสน์เฟิงเยี่ยน’ ก็ดึงดูดหญิงสาวเอาไว้
‘ตัวข้าแซ่ฟู่ มีนามว่าฉิน เป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูลฟู่อันมั่งคั่งแห่งซ่างเหลา ข้าเขียนบันทึกเล่มนี้หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างได้จบสิ้นลง ข้าก็ได้แต่หวังว่าในวันที่บันทึกเล่มนี้ถูกเปิดอ่าน จะเป็นวันที่เคหาสน์เฟิงเยี่ยนแห่งนี้ได้รับการปลดปล่อย เช่นกันกับผู้คนมากมายที่ต่างก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับการกระทำของคนตระกูลฟู่’
‘เดิมทีตระกูลฟู่นับเป็นตระกูลที่มีคนนับหน้าถือตา มีเหล่าคหบดีมากมายไปมาหาสู่ บิดาของข้ามีฮูหยินใหญ่ช่วยดูแลความเรียบร้อย โดยมีฮูหยินรอง ฮูหยินสาม และฮูหยินสี่ช่วยดูแลเรื่องต่างๆ ในจวน’
‘นอกจากตัวข้าแล้ว ตระกูลฟู่ยังมีทายาทอีกสี่คน พี่ใหญ่ฟู่อวี้ ผู้สืบทอดที่เก่งกาจด้านการค้าจนเป็นที่ร่ำลือ พี่รองฟู่เจี้ยน พี่สามฟู่เหวิน พี่สี่ซึ่งเป็นสตรีตระกูลฟู่เพียงหนึ่งเดียว ฟู่หลิน และคนสุดท้ายก็คือตัวข้าเอง’
‘ตลอดมาคนในตระกูลฟู่ล้วนสามัคคีกลมเกลียวไร้เรื่องบาดหมาง กระทั่งการปรากฏตัวของ ‘หวังซวงซวง’ คุณหนูรองตระกูลหวังแห่งป๋อหยาง ข้ามิได้กล่าวโทษว่าเรื่องนี้นางเป็นต้นเหตุ หากแต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปทันทีที่สตรีผู้นี้ปรากฏตัว สตรีที่น่าสงสารผู้นั้น…’
อ่านมาจนถึงตอนนี้ลี่ฉิงซวงก็ได้แต่ขมวดคิ้ว สิ่งเดียวที่คิดถึงก็คือโฉมสะคราญในลานสวน ฮูหยินของบุรุษผู้นั้น เขาเรียกนางว่า ‘ซวงซวง’
‘ในวันที่คฤหาสน์ตระกูลหวังสร้างเสร็จ และคนตระกูลหวังย้ายเข้ามา ในที่สุดเคหาสน์เฟิงเยี่ยนก็มีเพื่อนบ้านใหม่ที่ไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนม ท่านพ่อและนายท่านหวังกลายเป็นสหายร่วมการค้า ทั้งยังกลายเป็นเพื่อนรักที่พูดคุยสนทนากันได้ทุกเรื่อง ทั้งสองร่วมมือกันก่อตั้งโรงสี ถือสัมปทานการค้าข้าวเปลือกและธัญพืช กระทั่งกิจการขยายออกไปอย่างใหญ่โต’
‘นายท่านหวังมีทายาทสามคน เป็นชายหนึ่ง หญิงสอง คุณชายใหญ่หวังชางเฉิง คุณหนูรองหวังซวงซวง และคุณหนูเล็กหวังเหม่ยหลัน ด้วยเพราะเป็นเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่ ดังนั้นพวกเราสองตระกูลจึงได้พบกันบ่อยครั้ง กระทั่งท่านพ่อของข้าและนายท่านหวัง ตัดสินใจเจาะกำแพงด้านทิศตะวันออก ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างประตูเชื่อมระหว่างสองตระกูล เพื่อให้ง่ายต่อการไปมาหาสู่’
หญิงสาวชะงักเมื่ออ่านถึงตรงนี้ เธอค่อยๆ เดินออกไปยังหน้าต่าง จากนั้นชะโงกหน้าไปมองยังกำแพงสูงซึ่งติดกับห้องหนังสือ
ในบันทึกกล่าวไว้ว่าเคหาสน์เฟิงเยี่ยนมีเพื่อนบ้าน แต่ตอนที่ขับรถเข้ามาจอด เธอเองก็ไม่ได้สังเกตว่าข้างกำแพงฝั่งตะวันออกนั้น คฤหาสน์ตระกูลหวังยังคงอยู่หรือไม่ อีกทั้งประตูที่ถูกระบุถึงในบันทึก ทุกวันนี้จะยังถูกเชื่อมเอาไว้หรือว่าถูกปิดไปแล้ว
ไม่รอให้ความสงสัยในใจเกาะกินความอยากรู้อยากเห็น ลี่ฉิงซวงวางบันทึกเล่มนั้นลงไปในกล่องด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะก้าวออกจากห้องหนังสือ เดินตรงไปยังสวนขนาดเล็กด้านข้างเรือนตะวันออก
...มันคือที่รกร้างแห่งเดียวที่เธอคิดว่าหากจะมีประตูก็คงต้องอยู่ตรงจุดนั้น
ซึ่งเธอก็คาดไม่ผิด…หลังแนวต้นไผ่ซึ่งปลูกเรียงรายเป็นแนวตามกำแพง มีแสงจากฝั่งตรงข้ามลอดเข้ามาเล็กน้อย แนวไผ่หนาทึบหากไม่สังเกตจริงจัง ไม่ว่าใครเดินผ่านก็ไม่มีทางรู้ว่าหลังแนวไผ่นี้มีโค้งประตูซุกซ่อนอยู่
เสียงไอถี่ๆ ทั้งยังคงทวีความรุนแรงขึ้นจากคนที่อยู่อีกฝั่ง ทำให้ลี่ฉิงซวงขมวดคิ้วพยายามเพ่งมองผ่านกิ่งไผ่รกทึบ ถึงอย่างนั้นกลับไม่ช่วยให้มองเห็นอะไรมากนัก