บทที่ 1.4
“คุณหนู พวกเราเป็นแค่คนงานในบ้าน ปกติจะแยกไปกินในครัวด้านหลังค่ะ”
“แต่ฉันกินข้าวคนเดียว...”
มองเห็นท่าทีลำบากใจของอีกฝ่าย ลี่ฉิงซวงได้แต่ถอนหายใจ ช่องว่างบางอย่างก็สมควรรักษาเอาไว้ แม้ว่าเธอไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง แต่ที่นี่เธอยังใหม่ดังนั้นจึงได้แต่พยักหน้า
“ช่างเถอะ ตั้งโต๊ะตอนหกโมงเย็นก็แล้วกัน” พูดจบก็คว้าแก้วชาแล้วเดินออกไปยังสวนหย่อมกลางลานบ้าน
โต๊ะหินใต้ต้นเฟิงริมสระจำลองร่มรื่น หญิงสาวนั่งลงวางแก้วชาเอาไว้ก่อนมองไปรอบๆ สูดลมหายใจรับกลิ่นอายสดชื่น ใบหน้าสัมผัสกับแสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ลงมา มองดูแสงแดดแรงกล้าแต่กลับมีต้นไม้บดบังให้ความร่มรื่น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นยังมุมปาก
‘ท่านพี่’
เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏของร่างอรชรงดงามราวกับเทพธิดา ท่วงท่าการเดินเหินอ่อนช้อย รอยยิ้มเจิดจ้า พานให้คนรู้สึกอยากจะประคองนางเอาไว้บนอุ้งมือ เนื่องจากเกรงว่านางจะสูญสลายไปหากไม่ระวัง
ชุดสีชมพูไล่โทนสีอ่อนไปหาเข้ม ยิ่งขับให้ใบหน้าของสตรีผู้นี้งดงามเจิดจ้า ไม่ว่าใครมองผ่านย่อมไม่อาจดึงสายตาไปที่อื่นได้อีก
ลี่ฉิงซวงตัวแข็งทื่อไม่อาจขยับและไม่อาจส่งเสียง ที่ทำได้คือมองหญิงสาวคนนั้นเดินใกล้เข้ามา
‘ซวงซวง’
เสียงนี้อีกแล้ว ...เสียงของชายคนนั้น
ที่สำคัญเขายังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะหินนี่เอง เธอขยับตัวไม่ได้จึงได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อมองดูหญิงสาวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่างดงาม
‘ข้าเห็นว่าท่านพี่นั่งอยู่นานแล้ว จึงให้คนต้มน้ำแกงมาให้เจ้าค่ะ’
‘ลำบากฮูหยินแล้ว’
น้ำเสียงนั้นไม่อาจอ่อนโยนไปมากกว่านี้ได้อีก ถึงจะมองไม่เห็นสีหน้าของเขา ลี่ฉิงซวงก็เดาได้ว่าเขารักใคร่ฮูหยินของตนเองเพียงใด
‘พวกเจ้าถอยออกไปก่อน’
เขาโบกมือไล่สาวใช้ให้ถอยออกไป จากนั้นจึงยื่นมือออกไปคว้ามือของฮูหยิน
‘ท่านพี่’
ชายคนนั้นดึงร่างอรชรนั่งลงบนตัก จากนั้นก็ฉวยโอกาสที่ไม่มีใครอยู่จุมพิตริมฝีปากอิ่มเรื่อน่าหลงใหล เขาหัวเราะเสียงเบาเมื่อเห็นสองแก้มแดงปลั่ง
‘ป่านนี้แล้วยังมามัวเขินอายอะไรกัน แต่งให้ข้ามาเกือบเดือนแล้วยังไม่ชินอีกหรือ’
‘สำรวมหน่อยเจ้าค่ะ ที่นี่กลางสวนทั้งยังกลางวันแสกๆ’
‘เช่นนั้นหากฟ้ามืดข้าทำอะไรเจ้าล้วนไม่ขัดกระมัง’
เขาหัวเราะเมื่อมองเห็นใบหน้างามก้มงุดลง
ท่าทีไร้เดียงสาของหญิงสาวอีกคน ทำให้ลี่ฉิงซวงลอบถอนหายใจ ผู้หญิงคนนี้คงจะสวยจริงๆ มองจากหางตาไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดีดูสวยไปทั้งตัว
เรือนผมดำขลับยาวจดบั้นเอว ผิวกายนวลเนียนน่าสัมผัส รูปร่างหรือก็กลมกลึงสมส่วน นับว่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าล้วนแต่ไร้ข้อตำหนิ
จากหางตาภาพที่เห็นคือสองสามีภรรยากำลังจู๋จี๋กัน เฮ้อ...นี่มันอะไรกันเนี่ย ไม่เกรงใจผู้ชมที่กำลังเป็นโสดบ้างหรือไงนะ!
ลอบก่นด่าคนทั้งสองในใจ ทั้งที่ไม่รู้ว่านี่คือเรื่องอะไรกัน ถึงอย่างนั้นเมื่อละสายตาไปมองยังเบื้องหลังน้ำตกจำลอง ตรงนั้นยังมีผู้หญิงอีกคนที่ยืนมองอยู่
ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ มือทั้งสองข้างกำแน่น ดวงตาฉายแววเจ็บปวดเคียดแค้น เห็นชัดว่าภาพคู่รักนั้นทำร้ายจิตใจนางมาก
“คุณหนู”
เสียงเรียกพร้อมกับแรงเขย่าทำให้ลี่ฉิงซวงงัวเงียตื่นขึ้น เธอกะพริบตาไล่ความพร่ามัว ก่อนจะรู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไป และภาพทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน...ตามเนื้อตัวก็เมื่อยขบไปหมด
“คุณหนูทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ละคะ อีกเดี๋ยวหากหาคุณหนูไม่พบ ยังคิดว่าอาจต้องโทรหาลุงหวังแล้ว”
“ทำไมถึงดูตกอกตกใจขนาดนั้นคะ ฉันก็แค่...”
“คุณหนูเราตามหาคุณหนูตั้งนาน ตรงนี้ก็มาดูแล้วแต่ไม่เห็น คุณหนูไปไหนมาคะ” หมิ่นเอ๋อร์ดวงตาแดงก่ำ ยังมีซิ่งเอ๋อร์เองก็ยืนกระวนกระวายอยู่ข้างหลังอีกคน
“ขอโทษนะคะ นั่งเล่นอยู่ดีๆ ไม่รู้ว่าหลับไปได้ยังไง” เธอจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าฟุบหลับไปได้ยังไง ทั้งยังฝันเป็นตุเป็นตะอีกต่างหาก
“ซิ่งเอ๋อร์ไปบอกลุงกับป้าว่าเราพบตัวคุณหนูแล้วให้รีบตั้งโต๊ะ”
“ได้”
“ขอโทษด้วยนะคะ” หญิงสาวขอโทษอีกครั้งพร้อมกับลุกขึ้นและเดินกลับห้องพร้อมกับหมิ่นเอ๋อร์
สายลมหอบหนึ่งพัดผ่านพร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นอันคุ้นเคย ลี่ฉิงซวงหันกลับไปมองยังโต๊ะหิน ดวงตางุนงงกวาดมองไปโดยรอบ ทว่า...จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะคิดว่าแค่ฝันไป
‘ซวงซวง’
เสียงเศร้าสร้อยของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงทุ้มเว้าวอนราวกับรอคอยและคาดหวังให้เธอหันกลับไป ถึงอย่างนั้นลี่ฉิงซวงก็ไม่ได้หันกลับไปอีก...