บทที่ 9 พาผู้ชายขึ้นห้อง
“เฮ้ยคุณ!”
เธอปล่อยถุงอาหารหลุดมือ พร้อมขึงตาขึ้นกว้าง มากกว่าปกติ ความตกใจลืมหมดแม้ความเย็นชื้นจากสายฝนที่กระหน่ำเทลงไม่ขาดสาย ไม่เหลือพื้นที่แห้งบนเสื้อผ้า แล้วนิ่งทำอะไรไม่ถูก จนเห็นร่างนั้นเริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง ถึงจะถลาเข้าไปช่วยประคองดึงให้ลุกขึ้นมา
ส่วนเขาพยายามแหงนหน้า ใช้ม่านตาพร่ามัวที่สายฝนเม็ดใหญ่พรั่งพรูใส่ไม่หยุดมอง ก่อนนิ่วหน้าตอนเธอทำเขาเจ็บ บางทีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลก็สำคัญ เสียดายที่ไม่จดจำสมัยได้เรียน
“ตัวคุณหนักมาก ฉันคนเดียวไม่ไหวหรอก ไปตามคนมาช่วยดีกว่า”
หมับ!
แขนเรียวถูกฉุดรั้งทันทีที่พูดจบ ด้วยแรงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขา
“คะ?”
ก่อนอ้าปากค้าง หลังเขาส่ายหน้า
ท้ายที่สุดเป็นเธอที่ต้องพยายาม ดิ้นรนพยุงพาไปยังรถจอดอย่างทุลักทุเล ความหนักของเซลล์ทุกส่วนเป็นอุปสรรคให้ต้องกัดฟันกรอด หลังใช้เท้ายึดพื้นให้มั่นคง เพื่อทรงตัวจังหวะหิ้วปีกเขาลุก
“ค่อยๆนะ”
“เกิดอะไรขึ้นคะ คนพวกนั้นเป็นใคร มาทำร้ายคุณทำไม”
อินถาหันไปถาม ดึงเข็มขัดมาคาดลำตัว เตรียมทำหน้าที่เป็นพลขับ บวกกับความสับสนพยายามไขข้อข้องใจ ให้เหมาะสมไม่คุ้มเสียแก่การตัดสินใจช่วยเหลือเขาด้วยตัวเองแบบนี้
แต่เขาไม่ตอบสนอง พิงพนักหลับตานิ่ง เปิดโอกาสให้จำต้องตัดสินใจเอง เตรียมหักพวงมาลัยหวังมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล
แต่แล้ว...
เสียงเขากลับทำให้ต้องว้าวุ่นอีก จังหวะลืมตาโพลงเอี่ยวตัวเข้ามาจับแขนเธอไว้
“กลับบ้านครับ”
“คะ?”
“พาผมกลับบ้าน”
พร้อมสายตาคมกริบย้อนแย้งกับน้ำเสียง เธอเลิกลัั่กทบทวนอยู่อึดใจก่อนพยักหน้าทำตามที่เขาบอก อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“ก็ได้ค่ะ”
เปลี่ยนแผนหักพวงมาลัยไปทางเดิมทันที
ลานจอดรถใต้ถุนคอนโด..
ความประหม่าแม้จะมีน้อยนิดแต่ก็น้อยกว่าความห่วงใย
ช่างน่าแปลกกับสิ่งที่เขาเจอ ทำเธอกังวลมากมายดุจเป็นคนพิเศษรู้จักกันมานาน ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ระทึกตอนเขาถูกชายฉกรรจ์หกคนรุมทำร้าย ก็ยิ่งทำหัวใจร่วงดิ่งแล้วใหญ่ รู้สึกท้ายทอยหนักอึ้งราวกับถูกกระทำซะเองพร้อมกันกับเขา
“เป็นไงบ้างคะ” นิ้วชี้สะกิดตรงแขนกำยำ เจ้าของซึ่งกำลังหลับใหลไม่ได้สติ ผลของความเพลียและบอบช้ำ แต่ก็ยังอุตส่าห์ฝืนลืมตาขึ้นมาให้ “ไหวไหม รอแปปนึงนะ”
แต่เพราะสภาพสะบักสะบอมมีมากไปของเขา แค่เธอคนเดียวไม่ไหวจะประคับประคอง หวังพาขึ้นชั้นบน แม้จะใช้ลิฟต์ก็ยังอยู่ในความเสี่ยงอยู่ดี หากพลาดล้มหัวคะมำทั้งคู่จะได้ไม่คุ้มเสีย
“พี่คะช่วยหน่อย”
อินถาจึงกวักมือเรียกพี่คนหนึ่ง ซึ่งทำงานเป็นผู้รักษาความปลอดภัย และเขาไม่รอช้าที่จะวิ่งมาหา
“ครับ”
ด้วยภาพใบหน้าตื่นตระหนก พร้อมประตูรถถูกเปิดค้างไว้ เผยขาและตักของคนไม่ได้สติให้เห็นแบบจะๆ บวกกับเสื้อผ้าเปียกปอนของทั้งสองคน สามารถบอกได้ทันทีแบบไม่ต้องอธิบาย
“ห้องไหนครับ”
เอ่ยถาม ขณะดึงแขนแกร่งขึ้นพาดบ่าเตรียมแบกเดิน
สมองในส่วนความคิดถูกกระตุ้น ให้คิดคำตอบออกมาภายในเสี้ยววินาที เกี่ยวกับผลของคำถามที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ หากบอกความจริงไปทั้งหมด
“ห้องฉันค่ะ”
พูดจบเธอเดินนำ จงใจสร้างภาพให้มองเป็นฟิลแฟนถูกทำร้าย ทั้งที่รู้การพามาที่คอนโด อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เขาอาจถึงแก่ความตายถ้าข้างในมีบาดแผลฉกรรจ์ หรือรอยแตกหักที่จะต้องพึ่งหมอ ทว่าหญิงสาวไม่กล้าขัด เนื่องจากเกรงกลัวแววตานั้นถึงได้เลือกความถูกใจแทนความถูกต้องเช่นนี้
“ให้ผมเรียกรถพยาบาลให้ไหมครับ”
ว่าแล้วเชียวจะต้องถูกถาม เลยเงียบไปอึดใจหนึ่งคลี่ริมฝีปากยิ้มแฉ่ง ส่ายหน้าเบาๆกลับไปให้
“เขา.. เอ่อ แฟนไม่ยอมค่ะ เขาอยากกลับมาที่นี่”
“แต่ดูท่าทางหนักเอาการอยู่นะครับ”
“อ่า..ทราบค่ะ แต่ว่า.. ไม่เป็นไรค่ะ พี่ทำตามที่หนูบอกก็พอ”
“ครับๆ”
เบือนหน้าหนีไปอีกทาง เพื่อเลี่ยงถูกซักถามต่อและสงสัย อีกนัยคืออายที่กล้าเอ่ยคำว่าแฟนออกมาอย่างชัดเจน
เมื่อมาถึงอินถาเร่งสแกนคีย์การ์ดผลักประตูเปิดทางสะดวกให้กับคนข้างหลัง ก่อนนำหน้าไปยืนข้างเตียง เพื่อให้เขาวางคนเจ็บลงบนนั้น
“ขอบคุณนะคะ”
“มีอะไรให้ช่วยอีกก็แจ้งได้เลยนะครับ”
หลังจากวางร่างไร้สติแล้วเสร็จ ผู้ช่วยก่อนจะไปไม่วายทำหน้างุนงง พร้อมเกากกหูแสดงถึงความสับสน ระหว่างความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ก็ในเมื่อคนที่นอนหมดสติอยู่นั้นเป็นลูกบ้าน อยู่ห้องถัดไปจากเธอ ก็แล้วทำไมถึง..?
“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
ร่างบางโน้มตัวลงอย่างนอบน้อม รอให้ร่างนั้นหายลับไปก่อนจึงจะปิดประตู
ท่ามกลางความเงียบกริบและมืด เธอเลือกที่จะเปิดไฟหัวเตียงเพียงดวงเดียว เนื่องจากสีเหลืองนวลสามารถถนอมสายตาได้ เลี่ยงทแยงตาคนนอนหลับ พลางยืนจ้องมองเขาหลังถอนหายใจทิ้งไปแล้วสองรอบ
“เอาไงต่อ..”
ลากสายตาจากเท้าสู่หัว เผลอพินิจพิเคราะห์ลักษณะของเขา ผู้ชายตรงหน้าแลดูเหมือนไม่ใช่แค่ภายนอกที่มีเสน่ห์ดูโดดเด่นและดึงดูด แต่ภายในที่เรียกว่าออร่าจัดเต็ม และดูน่ากลัว บวกน่าเกรงขามแผ่รัศมีให้ต้องยำเกรงด้วย
ทำไมการถูกทำร้ายครั้งนี้ของเขาถึงทำให้มองว่าเป็นผู้ถูกกระทำมากกว่าเป็นคนกระทำผิดนะ
เขาเป็นใครกันแน่?
“จะยืนมองอีกนานไหมครับ หนาวจะตายอยู่แล้ว”
“...!!!”
เห็นได้ชัดว่าร่างบางสะดุ้งโหยง ให้กับเสียงทุ้มที่อยู่ๆก็โพล่งขึ้น ท่ามกลางความเงียบได้ยินแค่เครื่องปรับอากาศ และเสียงแว่วของการจราจรภายนอก
“ขอผ้าเช็ดตัวหน่อยครับ”
ร่างสูงลุกจากท่านอนเป็นท่านั่ง เขาบิดขี้เกียจเป็นสิ่งแรกแทนจะถามตนนั้นอยู่ที่ไหน ไม่พอยังหันมาคุยกับเธออีก ด้วยเสียงสุภาพที่ทำให้คนฟังตัวอ่อนยวบ
อินถาใจสั่นทำอะไรไม่ถูก เธอลบริมฝีปากบางเฉียบราวกับกลบเกลื่อนและควบคุมความประหม่านั้น
“ดะ ได้ค่ะ”
กุลีกุจอไปหาผ้าเช็ดตัว ถึงกับต้องเปิดตู้รื้อลิ้นชัก แน่นอนมันต้องเป็นผืนใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน จากนั้นจึงเดินเร็วกลับมา แล้วเกือบสะดุดขาหน้าคะมำ
“เหวอ!”
เพราะจังหวะผ่านวงกบประตูห้องแต่งตัวไปยังห้องนอน คล้ายกับโค้งหักศอก ภายในห้องนั้นที่ไม่ใช่มุมอับ พบว่าชายผู้นั้นกำลังโป๊เปลือยอยู่
