บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 ฟ้าฝนเป็นใจ

ยิ่งใกล้ไตรมาสสุดท้ายงานยิ่งล้นมือ หลายวันมานี้อินถาไม่มีเวลาแม้แต่จะเข้ายิม หรือโผล่หน้าสดไปให้พนักงานร้านกาแฟได้เห็น ชีวิตมีอยู่แค่สองทาง คือทางกลับบ้านกับทางไปทำงาน และสายทุกวัน

“ฮ๊าววว~”

เสียงหาววอดผสานกับเสียงเสียดสีของก้นแก้วกาแฟเลื่อนผ่านโต๊ะเนื้อไม้มาจอดอยู่ตรงหน้า สาวเจ้าเหลือบมอง พยักหน้ายิ้มบางๆแทนคำขอบคุณ

“ขอบใจนะ”

“เมื่อคืนดึกหรือ”

นักรบทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ในมือก็ถืออยู่อีกแก้วหนึ่ง

“ใช่~ พี่ติ๋วอะดิ แกบ้าจี้อะไรไม่รู้โทรมาสั่งให้แก้งานกะทันหัน กะจะไม่รับสายแล้วนะ แต่ก็กลัวจะเป็นเรื่องด่วนหรือเป็นแกเองที่ขอความช่วยเหลือ”

ได้ทีอินถาบ่นใหญ่ ทว่าสายตาไม่ได้จับจ้องคู่สนทนา แต่หรี่ต่ำมองแก้วในมือตัวเอง มองควันที่พวยพุ่งจากความร้อนนั้น

อยู่ดีๆในหัวเกิดมีภาพแห่งความทรงจำเมื่ออาทิตย์ที่ผ่าน

ทำไมกันนะ กับอีแค่ยาไม่กี่แผง ถึงได้มีอิทธิพลทำให้เธอรู้สึกดีได้มากขนาดนี้ ทั้งๆที่เขานั้นก็มีเจ้าของอยู่แล้ว

อินถาเผลอยิ้ม แอบเข้าข้างตัวเอง แต่ปัจจุบันเขานั้นหายไปเลย ไร้วี่แววแม้แต่เงา เสียงเงียบราวกับไม่มีใครอยู่ในห้องข้างๆ

ในขณะเดียวกันก็ตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อไปด้วย เขาเองก็แอบมองเธออยู่

“จริงๆแล้วบอกรบก็ได้นะ งานเร่งด่วนขนาดนั้นไม่ควรทำคนเดียว”

“อืม”

“ว่าแต่ แผลหายดีรึยัง”

ความใจลอยทำให้ขาดสติ สาวเจ้าพยักตอบรับราวกับฟังรู้เรื่องหนักหนา

“อืม”

“ดีนะไหม้แค่ผิวหนังชั้นนอก ไม่อย่างนั้นเธอเอ้ย ได้กำเนิดปานแดงถาวร”

เสียงของนักรบเริ่มแผ่วเบา หลังมองหน้าเธอมาสักพักแต่เธอไม่สบตา ชักสงสัยไม่รู้แก้วกระดาษขนาด 12 ออนซ์ใบนั้นมีอะไรน่าสนใจนักหนา ถึงได้จ้องมองตาไม่กะพริบ

“อิน..”

ชายหนุ่มยื่นมือแตะข้อศอก

“ฮะ ว่าไงนะ”

เจ้าของแขนเรียวสะดุ้ง หลุดจากภวังค์ลนลานหันกลับมา พร้อมขึงตาโตเสมือนคนแอบนอนหลับในที่ทำงานแล้วถูกหัวหน้าจับได้ยังไงยังงั้น นักรบเงียบไปอึดใจ เม้มปากเป็นเส้นตรง

“เธอ..โอเคไหมเนี่ย”

อินถาถึงกับเกาท้ายทอย ยิ้มเจื่อน

“ก็... ง่วงแหละ คิดว่านะ”

“เหรอ งั้นกลับไปพักเถอะ ใกล้เลิกงานแล้วนี่ อีกสิบนาที ให้รบไปส่งไหม”

พยักหน้ายิ้มแป้น ก่อนจะโบกมือเป็นพัลวันภายหลัง ชี้นิ้วไปทิศทางลานจอดรถ ที่มีรถตัวเองจอดอยู่

“ไม่เป็นไร ฉันเอารถมาน่ะ”

“อ่อ งั้นขับดีๆนะ”

“ได้เลย” ยิ้มตาหยี ก่อนขึงตาขึ้นภายหลัง “เออรบ ในฐานะที่แกเป็นผู้ชาย ฉันถามอะไรหน่อยดิ”

“อะไร? เรื่องอย่างว่าเหรอ”

ป้าบ!

ขึงค้างไว้ แถมเหมือนจะต้องขึงกว้างกว่าเดิม หลังเหวี่ยงมือไปตีต้นแขนเขาเต็มแรง

“โห แค่ล้อเล่นเอง มือหนักเป็นบ้า”

ร่างสูงลูบแขนป้อยๆ สีหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บสุดๆ ทั้งอันที่จริงแสนจะชอบ ยามถูกหล่อนแตะเนื้อต้องตัว

“ก็อยากทะลึ่งก่อนทำไมล่ะ”

“ก็บอกว่าหยอก~ อะๆ ว่ามา ทีนี้จะฟังอย่างตั้งใจ”

แต่แล้ว..

คำถามของเธอกลับทำให้ต้องชะงัก เผลอขมวดคิ้ว

“จะออกแนวปรึกษาหน่อยน่ะ ถ้าสมมุติเป็นแก ไม่สิ แกคือเขาคนนั้น แกทำแบบนี้กับฉัน แกคิดยังไง”

“คนไหน?”

นักรบทำหน้างง รู้สึกเกลียดสมองตัวเองในเวลาเดียวกันที่ชอบคิดไปก่อนแล้ว ไหนจะสัญชาตญาณยุแยงนั่นอีก

“โอเคฟังนะ...”

อินถาเรียบเรียงคำพูดแบบฟังแล้วเข้าใจง่าย พร้อมกับเล่าออกไปอย่างค่อยๆม้วนเดียวจบ

ท่ามกลางความแสร้งทำของคนฟัง หากนี้คือละครฉากหนึ่งเขาคิดว่าเขาเล่นเทคเดียวผ่านโดยที่ไม่ต้องสั่งคัท เกี่ยวกับสีหน้าท่าทางที่เหมือนจะเข้าใจเสียเต็มประดา ซึ่งอันที่จริงแทบจะไม่มีวี่แวว เว้นก็แต่หน้าต่างของหัวใจ ที่จะฝืนทำไม่ได้ต่อเนื่อง บางช่วงจังหวะที่หัวใจเจ็บจี้ด แอบเผลอปล่อยพลังไม่พึงพอใจออกไปเหมือนกัน แต่จะต้องรีบดึงสติ ไม่เช่นนั้นคนกำลังเล่าอยู่จะสะดุดเอาได้

จนกระทั่ง.. เล่าจบ

นักรบเงียบกริบ ในตาแสบร้อนมองเข้าไปในตาลึก คู่ไร้เดียงสา ที่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย และดูตื่นเต้นขณะรอฟังคำตอบ

ในสมองเขาตอนนี้ คนที่นั่งตรงหน้า แก้มของเธอช่างน่าเอ็นดูจนเผลอไปคิดลามก ถือวิสาสะออกคำสั่งให้เลื่อนมือไปทาบสัมผัสมัน ทว่าเจ้าของกลับเบือนหนี

“อะ อะไร”

“เอ่อ โทษที เมื่อกี้ยุงเกาะหน้า”

เขาหลุบตาต่ำ ดึงมือกลับ ตะปบไว้บนตักพลางตะปบไว้เนื่องจากมันดื้อ เกิดสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ก่อนก้มหน้ามองแก้วกาแฟบนโต๊ะ

“อ่อ แล้วว่าไง ถ้าเป็นแก แกจะทำไงอะ”

“ชอบ..”

“หืม?”

“อยากจีบ”

เสียงเขาสั่นเทาตาม ต่างจากอินถาที่เอียงคอฟังคำตอบอย่างงุนงง

“มะ หมายถึงคนนั้นอะ”

“หา จริงเหรอ?”

เปล่า...

ไม่ใช่...

แต่เป็นเขาเอง..

นักรบอยากตอบแบบนั้น แต่ทำได้เพียงยิ้มบางๆ ส่งกลับไป เริ่มใจไม่ดีเมื่อเธอยิ้มกว้างหลังได้รับคำตอบ ก่อนจะหัวเราะลั่นออฟฟิศกลบเกลื่อนความรู้สึกเหมือนที่เคยทำ

“หยอกน่า”

“ฮะ” หญิงสาวหุบยิ้มทันที ดึงคิ้วเข้าหาทำหน้ามุ่ย “หยอก?”

“เขาก็คงทำแทนแฟนเขา แฟนเขาเป็นคนชน เป็นคนทำเธอเจ็บใช่ไหมล่ะ ก็นั่นไง”

“เหรอ? เออก็ถูกของแก.. คงเป็นอย่างนั้นแหละเนอะ”

นักรบเลิกคิ้วสูง หลังเห็นสีหน้าเธอผิดแปลก

“ทำไม? อย่าบอกนะว่าผิดหวัง?”

“เฮ้ย บ้า!”

“จริงไหม?”

“ไม่จริง! เฮ้อ คุยกับแกไม่รู้เรื่องละ กลับบ้านดีกว่า จบแยก”

“อ่าว”

เช่นเคย จากนั้นเธอก็ชิงลุกขึ้นยืน เดินหนีเขา ปล่อยทิ้งไว้ให้นั่งเกาศีรษะวุ่น

นาทีเร่งด่วนทั้งขาไปและขากลับสำหรับเธอไม่มีอยู่จริง ต่อให้รีบแค่ไหนหากรถติดก็ทำไม่ได้อยู่ดี แล้วถ้าให้ตื่นก่อนเวลาเพื่อยืดหยุ่นส่วนนี้ ยิ่งทำไม่ได้หนักเข้าไปใหญ่ อย่างเธอนะหรือจะตื่นเช้า ฝันคืนละสามรอบไปเถอะ

และวันนี้ไม่ใช่วันของเธอ ไม่ใช่สิไม่เคยมีวันของเธออยู่แล้ว มีแต่วันของใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จัก เพราะหลังจากผ่านด่านรถติดมาจนถึงร้านสะดวกซื้อซึ่งอยู่ใกล้กับคอนโดเพื่อแวะซื้ออาหารกับเครื่องดื่ม ขาจะเดินกลับไปที่รถฝนดันตกพอดี

ซ่า...

“ให้ตายเถอะ ขอบคุณนะ”

แถมตกหนักแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด อินถากัดฟันกรอดประชดให้กับความผิดพลาดของตัวเอง เนื่องจากงานยุ่งซะจนไม่มีเวลาดูพยากรณ์ ตัดสินใจหมุนตัวกลับเข้าไปในร้านสะดวกซื้ออีกรอบ ทว่ากลับต้องพบความผิดหวัง

“ร่มหมด?”

เธอเลิกคิ้วสูงเดินคอตกกลับมายืนตำแหน่งเดิมที่เรียกว่าหน้าร้าน กับเหล่ามอเตอร์ไซค์อีกมากมายที่เข้ามาหลบฝน อนึ่งอันน่าสังเวชของตัวเองก็คือเธอมักจะประหม่าทุกครั้งหากยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนแปลกหน้า แม้ไม่ได้เป็นจุดเด่น แต่อย่างไรความใกล้ชิดก็เหมารวมได้อยู่ดี

สาวเจ้าจึงหาทางออกโดยการทำสิ่งไม่ควรทำ นั่นคือวิ่งออกไปโดนฝน ท่ามกลางการมองและงุนงงของผู้คนจากข้างหลัง

แต่แล้ว..

ขณะวิ่งผ่านตรอกเล็กซอยหนึ่ง หางตาเกิดมีความสามารถพิเศษในการมองเห็นขึ้นมาประดุจต้องมอบโล่พอดิบพอดี ทั้งที่ไม่เคยมีนิสัยเหลือบมองข้างทางมาก่อน จนเห็นใครคนหนึ่งถูกชายฉกรรจ์ถึงหกคนรุมอยู่

พวกมันกำลังซ้อมเขา จังหวะที่เห็นคงตะลุมบอนกันเสร็จพอดี ก่อนพวกมันจะเดินข้ามร่างที่นอนแน่นิ่ง หนึ่งในหกคนนั้นใช้เท้าเขี่ยหิ้วปีกไปโยนทิ้งตรงมุมมืดแล้วกระทืบทิ้งท้าย

อินถาอ้าปากค้าง กว่าจะได้สติว่าเท้านั้นได้ทำการหยุดเดินเอง และหยุดอยู่กับที่ก็ตอนที่พวกมันคนหนึ่งเหลียวหลังมามอง โชคดีกระโดดหลบไปตรงมุมอับทัน รอพวกมันหายไปจากซอยนั้นจนหมดถึงจะลุกขึ้นมาใหม่

เธอหันซ้ายหันขวามองหาตัวช่วย เมื่อไม่เห็นใครสักคนเนื่องจากฝนตกหนัก และซอยนั้นก็เป็นซอยร้าง จึงเลือกที่จะเดินต่อไปโดยกะจะทำเป็นมองไม่เห็น ทว่าสายเลือดพลเมืองดีที่มีอยู่น้อยนิดเกิดทำงานฉับพลัน สั่งให้สมองหันไปมองอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ถึงกับตัวอ่อน สาวเจ้ากลืนน้ำลายฝืดคอเมื่อเห็นขาและเท้าทั้งสองข้างของเขาโผล่ออกมาให้เห็นจากมุมอับ

“เป็นความโชคร้ายของฉัน หรือความโชคดีของนายกันแน่เนี่ย”

ย้อนนึกไปถึงเรื่องการจอดรถขณะย่องเดินไปหา ช่างบังเอิญ เพราะก่อนหน้านี้ที่ที่เคยจอดประจำไม่ว่างแม้แต่ที่เดียว ทำให้ต้องขับเลยไปจอดซะไกล ถึงได้มีโอกาสได้เดินผ่านตรอกซอย และเปียกปอนเหมือนผู้ประสบภัยเช่นนี้

“คุณ..”

สาวเจ้าร้องเรียกเสียงไม่ดังเท่าไหร่นัก เว้นระยะห่างพอควร แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ยิน ยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่อย่างนั้น ขาเรียวก้าวมาแต่แรกจึงเข้าไปใกล้อีกสักหน่อย พร้อมโน้มตัว

“คุณ”

ด้วยระยะที่ใกล้มากกว่าเดิม ทำให้เห็นสรีระของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น ร่างสูงอยู่ในสภาพเปียกปอนไม่ต่างกัน แต่สะบักสะบอมมากกว่า ด้วยเสื้อยืดกางเกงขายาวที่เรียกว่าสีดำทั้งชุด บวกกับเส้นผมสั้นซอยขาดการเซ็ททรงอย่างดีหล่นปรกหน้า เผยให้เห็นเพียงคางวีเชฟ กับรอยสักหมึกดำตรงแขนนอกเสื้อ บ่งบอกให้รู้เขานั้นเป็นคนหน้าตาดี และอนึ่งความโดดเด่นอีกอย่างคือผิวพรรณ ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าเขานั้นเป็นคนที่ขาวมากๆ ก็ตอนมีแสงไฟจากรถตรงหน้าปากซอยขับผ่านมา

“คุณ!”

คราวนี้เธอสะกิด ใช้ท้องนิ้วชี้จิ้มแขนเขา

ดูเหมือนเขาจะได้สติ โดยการขยับตัว หญิงสาวเรียกซ้ำ

“ยังไม่ตายนะคุณ”

แต่เหมือนร่างสูงจะแน่นิ่งไปอีกแล้ว

“เฮ้ โอเคไหมเนี่ย!”

เธอตะโกนแข่งกับเสียงฝน พร้อมกับความคิดที่ว่าเขากำลังทำหล่อนไม่ปลอดภัย อินถายืนเท้าสะเอวก้มมองด้วยความช่างใจสักพักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจพรืด เตรียมหมุนตัวเดิน

“ถ้าอย่างนั้น คุณนอนรออยู่ตรงนี้ไปก่อนละกัน ฉันจะโทรแจ้งตำรวจให้”

แต่แล้ว..

หมับ!

ข้อมือถูกฉุดไว้ข้างหนึ่ง จากอุ้งมือเรี่ยวแรงริบหรี่ของเขา

“อย่าเพิ่งไป”

แลกกับการขึงตาขึ้นของเธอหลังจากหันกลับไปมอง แล้วเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน

O.O

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel