16 เก็บอาการหน่อย
ภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางแผ่ว วายุไม่อาจละสายตาจากร่างระหงที่นั่งหันหลังให้เขาได้เลย แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านม่านปรับแสงตกกระทบลงบนแผ่นหลังเนียนละเอียด ที่เปิดเปลือยรำไรจากดีไซน์ชุดเดรส ทุกครั้งที่เธอขยับตัว สะโพกมนกลมกลึงที่เบียดชิดอยู่บนเก้าอี้ทำงานก็ดูจะเน้นสัดส่วนจนเขารู้สึกร้อนรุ่ม คอแห้งผากราวกับเดินอยู่กลางทะเลทราย
เมื่อเข็มนาฬิกาชี้เลขสิบสอง วายุไม่รอช้า เขาผุดลุกขึ้นแล้วก้าวตรงไปยังโต๊ะทำงานของเลขาฯ สาวด้วยท่าทีคุกคามทรงอำนาจ
“เที่ยงแล้ว... ไปทานข้าวกันเถอะ”
“เอ่อ... แต่ว่าอัปสร...”
“นัดใครไว้เหรอ?” วายุเลิกคิ้ว เสียงเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“นัดเพื่อนไว้ค่ะ”
“ผู้ชายหรือผู้หญิง?” เขาถามสวนกลับทันควัน แววตาคมกริบจ้องเขม็งจนตรีอัปสรต้องรีบตอบ
“ผู้หญิงค่ะ... จริยาไงคะ ถ้าท่านรองไม่รังเกียจ จะไปทานด้วยกันก็ได้ค่ะ”
“ไปสิ” เขาตอบสั้นๆ ทว่าแววตามุ่งมั่น
ระหว่างทางบนรถหรู เสียงโทรศัพท์ของตรีอัปสรดังขึ้น เธอรับสายเพื่อนรักที่มารออยู่ก่อนแล้ว โดยมีวายุเป็นสารถีขับรถให้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่กำพวงมาลัยกลับเกร็งแน่นเมื่อเห็นเธอคุยโทรศัพท์อย่างร่าเริง
ทันทีที่ไปถึงร้าน ตรีอัปสรก็รีบแนะนำเพื่อนรักให้รู้จักกับเจ้านายจอมเผด็จการ
“สวัสดีค่ะคุณวายุ จริยานะคะ เพื่อนสนิทอัปสรค่ะ” จริยาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เพื่อนสาว พลางลอบพิจารณาชายหนุ่มที่ดูหล่อเหลาและดุดันเกินคาด
“ตามสบายนะครับคุณจริยา” วายุเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ายามเขาทรุดตัวลงนั่ง เขากลับเลือกตำแหน่งข้างตรีอัปสรจนต้นขาอวบและสะโพกมน ของเธอเบียดชิดกับต้นขาแกร่งของเขาอย่างจงใจ ความร้อนจากผิวเนื้อที่สัมผัสกันผ่านเนื้อผ้าทำเอาตรีอัปสรสะดุ้งวาบ ใจสั่นระรัว ยิ่งเมื่อเขาจงใจยื่นมือหนาไปพาดไว้บนพนักเก้าอี้ด้านหลังเธอ ราวกับจะโอบกอดและแสดงความเป็นเจ้าของต่อหน้าเพื่อนสนิท
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้าฉันจะไปญี่ปุ่นแล้วนะจริยา จะซื้อของมาฝาก” ตรีอัปสรพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อลดความประหม่า
“ของฝากไม่เอาหรอก... เอาผู้ชายญี่ปุ่นหล่อๆ กลับมาฝากสักคนดิแก ช่วงนี้หิวผู้ชาย” จริยาแกล้งแหย่
“บ้า! พูดอะไรเนี่ยจริยา” ตรีอัปสรหน้าแดงแป๊ด
ทว่าจู่ ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเมื่อมีร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาทักทายที่โต๊ะ
“น้องอัปสร! บังเอิญจังเลยครับ”
“สวัสดีค่ะพี่นิค” สองสาวเอ่ยทักทายหนุ่มรุ่นพี่พร้อมกัน ชายหนุ่มก็รีบก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ เขาก้มลงมองตรีอัปสรด้วยสายตาที่เปิดเผยความคลั่งไคล้อย่างปิดไม่มิด
“นี่คุณวายุค่ะ เจ้านายของอัปสรเอง”
“สวัสดีครับคุณวายุ”
“หวัดดี” วายุขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน แววตาพยัคฆ์วาวโรจน์ด้วยความหึงหวง เขาโอบไหล่ตรีอัปสรให้เบียดชิดกายเขายิ่งขึ้นพลางจ้องหน้านิคอย่างท้าทาย จนนิคต้องขอตัวลาไปด้วยความเกรงใจ
ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว วายุก็จัดการล็อคประตูทันที
“เธอออกไปทานข้าวเจอไอ้หมอนั่นทุกวันเลยหรือเปล่า” เสียงนั้นทำให้ตรีอัปสรหัวใจเต้นไม่เป็นสันตวาท เธอรับรู้ได้ถึงรังสีความร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม
“เปล่าค่ะ แค่บังเอิญ”
“ท่านรองมีอะไรอีกเหรอเปล่าคะ พอดีอัปสรต้องไปเคลียร์งาน?”
วายุไม่ตอบทว่าสาวเท้าเข้าหาอย่างคุกคาม เขาต้อนเธอจนแผ่นหลังบางชิดติดผนังเย็นเฉียบ ก่อนจะทาบมือแกร่งลงกับผนัง กักขังเธอไว้ในอ้อมแขน สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่วงหน้าสวยหยดช้อย ไล่ลงมายังเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวรัวเร็วตามจังหวะหายใจที่ติดขัด
“อย่าบอกนะว่าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะมัน? เขาคำรามรอดไรฟันพลางโน้มใบหน้าลงมาชิดจนปลายจมูกโด่งสัมผัสกับพวงแก้มใส กลิ่นน้ำหอมรัญจวนใจจากผิวกายเธอทำให้เขายิ่งคลั่ง
“อัปสรเปล่านะคะ... อัปสรก็แค่เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวตามที่คุณแม่บอก”
“งั้นเหรอ...ต่อไปเธอเรียกฉันว่าพี่วายุ แล้วห้ามบอกว่าฉันเป็นเจ้านายของเธอแบบเมื่อกี้อีก!” มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าอย่างถือวิสาสะ สัมผัสที่ร้อนผ่าวราวกับจะหลอมละลายเนื้อผ้าเดรสสีครีมให้มอดไหม้
“ทำไมคะ”
“ไม่ต้องถาม ถ้าไม่อยากลองดี”
“ค่ะ ๆ พี่วายุ”
“ดีมาก”
เขารู้สึกร้อนรุ่มในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความชื่นชมในความงามถูกแทนที่ด้วยความโกรธจัดและอาการ หึงหวงอย่างรุนแรง เมื่อเห็นเธอทักทายกับหนุ่มรุ่นพี่อย่างสนิทสนม
17.00น. บรรยากาศก่อนเลิกงานภายในห้องทำงานของรองประธานหนุ่มเต็มไปด้วยความอึดอัด วายุคลายเนกไทอย่างหงุดหงิดพลางเหลือบมองเลขาฯ สาวที่นั่งโต๊ะทำงานข้าง ๆ แต่ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบเสียงโทรศัพท์ของเขาก็แผดจ้าขึ้นมาขัดจังหวะเสียอย่างนั้น!
“สวัสดีค่ะพี่วายุ คืนนี้ว่างหรือเปล่าคะ” เสียงหวานหยดย้อยของพิมพ์วดีพริ๊ตตี้สาวคู่ขาที่แสนจะรู้ใจดังขึ้น แต่ตอนนี้มันกลับฟังดูน่ารำคาญอย่างประหลาด
“คืนนี้เหรอ... พี่ไม่ว่างหรอก พอดีคุณพ่อจะให้พี่ไปงานเลี้ยงน่ะ” เขารีบโกหกทันที สิ่งที่ผู้เป็นบิดาบังคับเลยถูกนำมาเป็นข้ออ้าง ดวงตาคมกริบยังคงจดจ้องที่เก้าอี้ว่างเปล่าของเลขาฯ สาว เพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นรับสายเธอก็หายไปเสียแล้ว
“ว้า!.. แย่จัง พิมพ์กำลังเหงาพอดีเลย พี่วายุไม่คิดถึงพิมพ์เหรอคะ”
“แค่นี้ก่อนนะพิมพ์ เดี๋ยวพี่ต้องไปเตรียมตัวแล้ว!” เขาตัดบทและกดวางสายทันทีด้วยความหงุดหงิดที่เห็นตรีอัปสรออกไปโดยไม่บอกลา เขาผุดลุกขึ้นก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ
“ไปไหนของเขานะ!” วายุสบถเบาๆ ด้วยความขัดใจ ลมหายใจฟืดฟาดด้วยความหวงก้างที่เริ่มก่อตัว โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตรีอัปสรกำลังถูกวาทิตกักตัวไว้เพื่อเตรียมการเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่สำหรับงานเลี้ยงคืนนี้
ภายในโถงจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูซึ่งเป็นที่ตั้งของงานเลี้ยงสมาคมหอการค้า แสงจากโคมระย้าคริสตัลส่องระยิบระยับขับเน้นความโอ่อ่า วายุเดินเคียงข้างวาทิตเข้ามาในงานด้วยท่าทางเบื่อหน่าย และถ้าเขาไม่มางานนี้มีหวังพิมพ์วดีตามมาหาถึงคอนโดแน่ ๆ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงเล็กน้อยเพราะในหัวมีแต่ภาพเลขาฯ ที่พักนี้ชอบทำให้เขาปั่นป่วนจิตใจอยู่เรื่อย ๆ
แต่ทันใดนั้นเอง... ฝีเท้าของคาสโนวาหนุ่มกลับต้องชะงักลงทันทีราวกับถูกสาป เมื่อสายตาคมสะดุดเข้ากับร่างระหงที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชน
“อัปสร” เขาพึมพำเบา ๆ
ตรีอัปสร ในค่ำคืนนี้สวยหยาดเยิ้ม เธอสวมชุดราตรีสั้นสีชมพูกลีบกุหลาบที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีเนียนละเอียด ตัวเสื้อรัดรึงเน้นทรวงอกอวบอัดที่ดันทรงขึ้นมาจนเห็นร่องอกรำไร เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายมนที่เน้นสัดส่วนนาฬิกาทรายอย่างชัดเจน ผิวขาวผ่องดุจหยาดน้ำผึ้งยามต้องแสงไฟดูเนียนนุ่มน่าสัมผัสไปทุกตารางนิ้ว
“พ่อ!! พ่อให้อัปสรมางานนี้ด้วยเหรอ?” วายุพึมพำถามเสียงพร่า ลำคอแห้งผากขึ้นมาฉับพลัน
ชุดสีหวานที่ดูเซ็กซี่เย้ายวนใจจนผู้ชายทั้งงานต่างพากันเหลียวหลังมอง เรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายกระโปรงพริ้วไหวนั้นสั่นประสาทของวายุจนเขาอยากจะกระชากผ้าคลุมผืนใหญ่มาปิดบังร่างกายเธอไว้ไม่ให้ใครเห็น
“ฉันอยากให้หนูอัปสรเค้าออกงานบ้าง แต่ถ้าให้แกมากับหนูอัปสรเกรงว่าแกจะไม่ยอมน่ะสิ” วาทิตกระซิบข้างหูบุตรชายพลางลอบยิ้มสะใจเมื่อเห็นอาการตะลึงจนค้าง
“ใครให้แต่งตัวโป๊ซะขนาดนี้ ต้องสั่งสอนบ้างล่ะ” วายุขบกรามแน่น ความรู้สึกหวงแหนรุนแรงพุ่งพล่านขึ้นมาทันที แต่เมื่อเห็นลูกชายเริ่มทำท่าจะก้าวเข้าไปหาเธอวาทิตก็รีบห้ามทันที
“เฮ้ย!!.. เดี๋ยว แกจะไปไหนวายุ” วาทิตคว้าแขนลูกชายไว้ทันควัน
“ผมก็จะไป...” วายุสะบัดเสียงตอบ สายตายังคงจดจ้องที่แผ่นหลังเนียนละเอียดของเลขาฯ สาวไม่วางตา
“ทำไม? เดี๋ยวนี้แกถึงกับทนไม่ได้เชียวรึไง”
“พ่อหมายความว่ายังไงครับ” เขาหันมาถามห้วน ๆ ลมหายใจฟืดฟาดด้วยความหงุดหงิด
“ก็ฉันเห็นแกทำท่าจะเข้าไปต่อว่าหนูอัปสรเขาน่ะสิ” บิดาเอ่ยอย่างรู้ทัน
“ก็ใช่สิครับ แต่งตัวแบบนี้มันเกินไปนะพ่อ! ดูสายตาผู้ชายพวกนั้นสิ มันมองเธอจนจะกลืนลงท้องอยู่แล้ว!” วายุคำรามรอดไรฟัน ความรู้สึกหวงก้างพุ่งพล่านจนร้อนรุ่มไปทั้งอก
“เกินแบบไหนวะ? ตอนเขาแต่งเป็นยัยเพิ้ง แกก็บูลลี่เขา บอกว่าจืดชืดมั่งล่ะ ยายแก่บ้างล่ะ... แล้วนี่พอเขาแต่งแบบนี้ แกจะไปว่าเขาเรื่องอะไรอีก”
“แต่พ่อครับ มันเกิน... มันโป๊ไป!” เขาเถียงข้าง ๆ คู ๆ ทั้งที่ลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกคอแห้งผากเมื่อมองเรียวขาขาวผ่องที่วับแวมยามเธอขยับกาย
“พ่อเป็นคนบอกให้เธอแต่งแบบนั้นเองแหละ อย่างน้อย ๆ หนูอัปสรจะได้ขายออกบ้าง แกดูโน่นสิ หนุ่ม ๆ โปรไฟล์ดีจ้องเธอกันตาเป็นมันเชียว” วาทิตแกล้งแหย่ให้ไฟหึงลุกโชน
“แต่พ่อครับ ผมว่า...”
“ไม่มีแต่! และถ้าแกไม่ชอบหนูอัปสรขนาดนั้น วันหลังฉันจะให้แกหาเลขาฯ ใหม่เอาเองดีมั้ย จะได้ไม่ต้องมารำคาญตา... เอาไง?”
วายุนิ่งไปอึดใจ ความคิดที่ว่าจะมีผู้ชายคนอื่นได้ครอบครองร่างนุ่มนิ่มนั้นทำให้เขาแทบคลั่ง
“ไม่ดีกว่าครับ อย่างน้อยผมก็ขี้เกียจสอนงานคนใหม่ มันเสียเวลา”
“นั่นคือเหตุผลของแกจริงๆ งั้นเรอะ?” วาทิตแค่นยิ้ม
“ปากแข็งไปเถอะ จะไปก็รีบไปสิ โน่น! มีคนเดินเข้าไปหาหนูอัปสรแล้ว!” สิ้นเสียงบิดา วายุเห็นชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มพราวเสน่ห์ให้ตรีอัปสร