11 เกลียดอะไรได้อย่างนั้น
ยามเย็นที่ไร่ชาช่างดูสงบร่มรื่น แสงอาทิตย์อัสดงทาบยอดใบชา กลิ่นหอมสะอาดอันเป็นเอกลักษณ์ของใบชาสดผสมปนเปกับกลิ่นดินจางๆ ลอยละล่องมาตามลมเย็นชวนให้ใจสงบ ทว่า...ในอกของตรีอัปสรกลับไม่ได้สงบตามบรรยากาศรอบกายเลยสักนิด
หญิงสาวในชุดเรียบร้อยขยับแว่นสายตาหนาเตอะ มือเรียวกระชับหูหิ้วปิ่นโตแกงฝีมือแม่ที่ยังคงมีไออุ่น เดินตรงไปยังบ้านพักหลังเล็กที่ปลูกแยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วนของวาทิต ท่านประธานผู้มีพระคุณที่เธอนับถือเหมือนพ่อแท้ๆ ซึ่งกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อย่างอารมณ์ดี
“อ้าว!!... หนูอัปสร ลุงกำลังนึกถึงแกงฝีมือแม่หนูอยู่เลยเชียว” วาทิตวางบัวรดน้ำลงพลางยิ้มละไม แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“หนูเอามื้อเย็นมาส่งค่ะคุณลุง... แล้วก็มีเรื่องสำคัญจะบอกด้วย” น้ำเสียงที่จริงจังกว่าปกติทำให้ชายสูงวัยชะงักไปเล็กน้อย เขาขยับมานั่งที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างบ้าน พลางพยักหน้าให้หลานสาวเริ่มพูด
“มีอะไรหรือเปล่าหนูอัปสร เจ้าวายุมันไปก่อเรื่องอะไรไว้อีก?” ตรีอัปสรถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะตัดสินใจเล่าความจริงที่ได้รับรู้มาจากห้องทำงานเมื่อช่วงกลางวัน
“พี่วายุสั่งให้หนูจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นเสาร์นี้สองที่ค่ะ... แต่เขาบอกกับหนูว่า เขาตั้งใจจะแกล้งป่วยในวันเดินทาง และจะให้คุณลุงไปกับหนูแทน ส่วนตัวเขาจะอยู่ที่นี่ค่ะ...” หญิงสาวเว้นจังหวะพลางเม้มปาก
“มันคงคิดจะอยู่ที่นี่เพื่อควงสาว ๆ ล่ะซิ” วาทิตเอ่ยขึ้นพลางแค่นยิ้มออกมาอย่างรู้ทันลูกชายตัวแสบ แววตาคมดุของชายสูงวัยพราวระยับขึ้นอย่างคนมีแผนการ
“หึ... ร้ายไม่ใช่เล่นนะ ไอ้ลูกคนนี้ เดี๋ยวลุงจะดัดสันดานมันให้เข็ดเลยคอยดู!”
“คุณลุงจะทำยังไงคะ? หนูกลัวว่าถ้าพี่วายุมารู้ทีหลังว่าหนูเอาเรื่องนี้มาฟ้องคุณลุง พี่วายุจะโกรธแน่ ๆ เลยเคย” ความกังวลฉายชัดในดวงตาคู่สวยหลังกรอบแว่น เธอรู้ดีว่าคาสโนวาอย่างวายุนั้นบทจะร้ายก็น่ากลัวจนแทบตั้งตัวไม่ติด
“ไม่ต้องกลัวไปหรอกหนูอัปสร ในเมื่อมันคิดจะช้อนแผนลุง ลุงก็จะซ้อนแผนมันกลับเสียให้เข็ด” วาทิตตบหลังมือหญิงสาวเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
“ลุงจะทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่พอถึงวันเดินทาง... ลุงนี่แหละจะหายตัวไปแทน แล้วทิ้งให้มันต้องเดินทางไปญี่ปุ่นกับหนูแค่สองคน”
ตรีอัปสรนิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อจินตนาการถึงทริปที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับวายุที่เอาแต่ใจและแสนร้ายกาจเพียงลำพังในต่างแดน
“คุณลุงตั้งใจจะให้พี่วายุไปดูงานกับหนูจริงๆ เหรอคะ?” หญิงสาวถามเพื่อความแน่ใจ แววตาแฝงไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ใช่น่ะสิ มันโตจนป่านนี้แล้ว ต้องหัดรับผิดชอบงานใหญ่บ้าง แต่มีหนูไปด้วยลุงก็อุ่นใจ” วาทิตวางบัวรดน้ำลงพลางหันมามองหญิงสาวด้วยความเอ็นดู เขามองเห็นความเข้มแข็งภายใต้กรอบแว่นหนาเตอะนั้นเสมอ
“แล้วถ้าพี่วายุมารู้ทีหลัง... เขาจะไม่พาลโกรธหนูเหรอคะ?”
“โกรธแล้วมันจะทำอะไรได้? ลุงนี่แหละจะตัดท่อน้ำเลี้ยงมัน ตัดเงินเดือนมันซะให้เข็ด ดูซิว่าจะยังพยศได้อีกนานแค่ไหน” วาทิตจ้องตาตรีอัปสรด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะลดเสียงลงคล้ายกระซิบแผนการขั้นเด็ดขาด
“หนูอัปสร... ไปถึงที่โน่นแล้ว หนูต้องทำยังไงก็ได้ ให้ได้อยู่ห้องเดียวกับเจ้าวายุนะ นี่เป็นโอกาสของหนูแล้ว”
“หนูจองห้องเดียวตามที่คุณลุงสั่งแล้วค่ะ... แต่หนูกลัวว่าถ้าไปถึงแล้วพี่วายุจะอาละวาด” เธอขยับแว่นอย่างประหม่า เมื่อนึกถึงท่าทางดิบเถื่อนและสายตาคุกคามของชายหนุ่มยามที่ถูกขัดใจ ภาพเหตุการณ์ที่เขาไล่ต้อนเธอจนชิดผนังเมื่อเช้ายังทำเอาหัวใจเต้นผิดจังหวะ
“เอาน่า... อย่างน้อยหนูก็ได้ใกล้ชิดกับมันตั้งสามสัปดาห์ น้ำหยดลงหินทุกวันมันยังกร่อน นับประสาอะไรกับใจคน มันต้องมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างละน่า”
“แต่พี่วายุเขาเกลียดหน้าหนูจะตายอยู่แล้วนะคะ...” ตรีอัปสรพึมพำเสียงแผ่ว รู้สึกเจ็บแปล็บในอกเมื่อนึกถึงคำพูดสบประมาทที่เขาสาดใส่ว่าไม่เคยคิดพิศวาสผู้หญิงอย่างเธอ
“เห็นใจลุงเถอะนะหนูอัปสร ลุงมีลูกชายแค่คนเดียว ไม่อยากเห็นมันใช้ชีวิตลอยชาย ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าไปวันๆ แบบนี้ ลุงทำใจไม่ได้จริงๆ”
ชายสูงวัยถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบซองยาบางอย่างส่งให้หญิงสาวตามที่ได้ตกลงกันไว้ลับๆ ตรีอัปสรรับซองนั้นมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ หัวใจดวงน้อยสั่นไหวกับเดิมพันที่แลกด้วยเกียรติและความรู้สึก
“กลับมาครั้งนี้ ลุงรับรองว่าหนูจะได้เป็นลูกสะใภ้ลุงแน่ๆ”
“หนูจะลองพยายามดูค่ะ... แต่หนูขอไม่รับปากนะคะว่ามันจะสำเร็จ” หญิงสาวแอบถอนหายใจยาวสลัดความกลัวทิ้งไป เธอต้องเข้มแข็งเพื่อคุณลุง และเพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ผู้หญิงจืดชืดอย่างเธอก็มีเสน่ห์มากพอที่จะสยบเขาได้เช่นกัน ร่างบางเดินจากไป ทิ้งให้วาทิตมองตามด้วยความหวัง เขาพยายามทำทุกทางเพื่อคลุมถุงชนลูกชายเพลย์บอย เพราะเขามั่นใจว่ามีเพียงตรีอัปสรเท่านั้นที่จะกำราบคาสโนวาอย่างวายุได้