บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4: คมเขี้ยวแรกของสุนัขป่า

สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมาหอบเอากลิ่นชื้นของดินและใบไม้แห้งในสวนหิน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเสิ่นอู๋ซวง มือขวาทาบอยู่บนตำแหน่งหัวใจ แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและดุร้าย บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความแน่วแน่และภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้

อู๋ซวงมองลึกลงไปในดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้น เธอยกยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันกลับทำให้ใบหน้างดงามนั้นดูทรงอำนาจจนแทบหยุดหายใจ

“ลุกขึ้น ฮั่วถิงเซิน” น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เด็ดขาด

ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนคราบเลือด แต่แผ่นหลังของเขากลับเหยียดตรงอย่างสง่างาม ท่วงท่าการขยับตัวแฝงไว้ด้วยระเบียบวินัยที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง ซึ่งคนทั่วไปอาจมองไม่ออก แต่นางพญาผู้ผ่านความเป็นความตายมาแล้วอย่างเธอ มองเห็นสัญชาตญาณทหารในตัวเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

“รับเงินก้อนนี้ไป” เธอพยักพเยิดไปที่ซองกระดาษสีน้ำตาลบนพื้นหิน “ไปที่โรงพยาบาล จัดการเรื่องรักษาแม่ของนายให้เรียบร้อย หมอเฉินรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร และเมื่อแม่ของนายปลอดภัยแล้ว...”

อู๋ซวงกวาดสายตามองสภาพมอมแมมของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่ดูเป็นผู้เป็นคนใส่ซะ ตระกูลเสิ่นไม่เลี้ยงสุนัขรับใช้ที่แต่งตัวซอมซ่อ พรุ่งนี้เช้าแปดโมงตรง ฉันต้องการเห็นผู้ติดตามที่พร้อมทำงาน ไม่ใช่ขอทานข้างถนน เข้าใจไหม”

“ครับ นายหญิง” ฮั่วถิงเซินรับคำสั้นๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เขาหยิบซองเงินขึ้นมา กำมันไว้แน่นราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายของชีวิต สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งเทิดทูนและสงสัย แต่เขาเลือกที่จะไม่ถามอะไรเพิ่มเติม ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้เธออีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกะเผลกออกไปทางประตูหลังของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว

เมื่อแผ่นหลังกว้างหายลับไปจากสายตา อู๋ซวงก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ หมากตัวสำคัญที่สุดได้เข้ามาอยู่ในกำมือแล้ว ขั้นต่อไปคือการทำความสะอาดบ้านที่เต็มไปด้วยหนูโสโครกพวกนี้เสียที

ช่วงบ่ายคล้อย แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง อู๋ซวงเลือกที่จะมานั่งพักผ่อนที่ศาลาริมสระบัวด้านหลังคฤหาสน์ บนโต๊ะหินอ่อนมีชุดชาและขนมกุ้ยฮวาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่

หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายสีเรียบยืนค้อมตัวอยู่ด้านข้าง มือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาประสานกันไว้ด้านหน้า แววตาของนางเต็มไปด้วยความตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้า นางคือ ‘แม่นมหวัง’ คนสนิทที่เคยรับใช้เสิ่นหวั่นชิว มารดาของอู๋ซวงตั้งแต่ยังสาว

หลังจากที่มารดาของเธอเสียชีวิต แม่นมหวังก็ถูกสวีจือหย่วนและซ่งอวี้หลานบีบคั้นและลดขั้นให้ไปทำงานซักล้างอยู่หลังบ้าน ทนรับความลำบากมาตลอดสิบห้าปี เพียงเพื่อรอคอยวันที่สายเลือดที่แท้จริงจะหวนคืน

“คุณหนูใหญ่...” แม่นมหวังเอ่ยเสียงสั่นเครือ “เหมือนเหลือเกินค่ะ ท่าทางการชงชา แววตาตอนที่มองพวกคนพาล คุณหนูช่างเหมือนคุณหนูหวั่นชิวราวกับพิมพ์เดียวกัน สวรรค์มีตาจริงๆ ที่พาท่านกลับมาอย่างปลอดภัย”

อู๋ซวงวางถ้วยชาลง เอื้อมมือไปกุมมือที่หยาบกร้านของแม่นมหวังเอาไว้ “ลำบากแม่นมแล้วนะคะ ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา พวกมันคงรังแกแม่นมไว้ไม่น้อยเลยใช่ไหม”

“โธ่ คุณหนู ความลำบากของบ่าวเทียบไม่ได้กับสิ่งที่คุณหนูต้องเจอหรอกค่ะ” หญิงวัยกลางคนปาดน้ำตา “แต่คุณหนูต้องระวังตัวให้มากนะคะ ตั้งแต่นายท่านผู้เฒ่าสุขภาพไม่ค่อยดี สวีจือหย่วนก็ดึงเอาพวกนักเลงหัวไม้จากท่าเรือเข้ามาเป็นคนคุ้มกันในบ้านจนหมด พวกมันกร่างและไม่เห็นหัวใคร ซ้ำยังฟังคำสั่งจากพ่อของคุณหนูและซ่งอวี้หลานเท่านั้น บ่าวกลัวว่าพวกมันจะหาทางเล่นงานคุณหนูตอนที่นายท่านผู้เฒ่าเผลอ”

“เล่นงานฉันงั้นหรือ” อู๋ซวงแค่นยิ้มเย็นชา ดวงตาดอกท้อทอดมองไปยังทางเดินหินที่ทอดยาวมาจากตึกใหญ่ “พูดไม่ทันขาดคำ พวกสุนัขก็เริ่มเห่าเสียแล้ว”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นหินดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะหยาบคายและกลิ่นควันบุหรี่ราคาถูกที่ลอยตามลม อาเปียว ชายหน้าบากร่างยักษ์ที่ถูกอู๋ซวงเมินในลานกว้างเมื่อเช้า เดินกร่างนำหน้านักเลงอีกสองคนตรงเข้ามาที่ศาลาริมน้ำ

แม่นมหวังหน้าซีดเผือด รีบก้าวออกมายืนขวางหน้าเจ้านายตามสัญชาตญาณ “พวกแกเข้ามาทำไม ที่นี่เป็นเขตพักผ่อนของคุณหนูใหญ่นะ!”

“หลีกไป นังแก่!” อาเปียวตวาดเสียงดังพลางผลักไหล่แม่นมหวังจนล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะเดินอาดๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะหินอ่อน เขากระตุกยิ้มเยาะเย้ย ปล่อยควันบุหรี่สีเทาพวยพุ่งไปทางอู๋ซวงอย่างจงใจ

“ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ไล่ไอ้ขอทานนั่นไปแล้วหรือครับ” อาเปียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน “ลูกพี่สวีเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณหนู เลยสั่งให้พวกผมมาคอยดูแลรับใช้ใกล้ๆ เผื่อคุณหนูอยากจะเดินชมสวน จะได้มีคนคอยคุ้มกัน ไม่ให้สะดุดล้มหน้าคะมำ”

มันไม่ได้มาเพื่อคุ้มกัน แต่มาเพื่อข่มขู่และลองของ นี่คือวิธีสกปรกที่สวีจือหย่วนชอบใช้ ส่งลูกน้องระดับล่างมาหาเรื่อง หากอู๋ซวงโวยวายหรือหวาดกลัว ก็จะเอาไปฟ้องคุณปู่ว่าเธอทำตัวไร้เหตุผลและเข้ากับคนในแก๊งไม่ได้

ในชาติก่อน อู๋ซวงหวาดกลัวชายหน้าบากคนนี้จนตัวสั่น เธอร้องไห้และวิ่งหนีกลับห้อง กลายเป็นเรื่องขบขันให้พวกมันเอาไปนินทากันสนุกปากไปทั้งคฤหาสน์

แต่วันนี้ หญิงสาวเพียงแค่นั่งนิ่ง มือเรียวหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาปิดจมูกด้วยท่าทีรังเกียจราวกับได้กลิ่นขยะเน่าเหม็น

“ตระกูลเสิ่นตกต่ำถึงขนาดปล่อยให้สุนัขจรจัดเข้ามาเดินเพ่นพ่าน พ่นควันเหม็นๆ ใส่หน้าเจ้านายถึงในศาลาตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงของอู๋ซวงราบเรียบ แต่แฝงด้วยรังสีอำมหิตที่ทำให้คนฟังเย็นยะเยือกไปถึงไขสันหลัง

อาเปียวชะงักไปชั่วครู่ ไม่คิดว่าเด็กสลัมคนนี้จะใจดีสู้เสือ มันกัดฟันกรอด โยนบุหรี่ลงบนพื้นแล้วใช้ปลายเท้าขยี้ “คุณหนูใหญ่ ปากดีไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ ที่นี่ไม่ใช่สลัมที่คุณจะทำเก่งได้ กฎของบ้านนี้คือคนที่มีกำลังเท่านั้นถึงจะอยู่รอด คุณไม่มีใครหนุนหลัง ไม่มีแม้แต่คนคุ้มกันด้วยซ้ำ ทางที่ดีหัดทำตัวอ่อนน้อมเชื่อฟังลูกพี่สวีเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า เผื่อพวกผมจะเมตตา...”

มันจงใจยื่นมือหยาบกระด้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นหมายจะคว้าข้อมือของอู๋ซวงเพื่อข่มขวัญ

แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วของมันจะได้สัมผัสแม้แต่ชายเสื้อกี่เพ้า...

หมับ!

มือที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กพุ่งออกมาจากด้านหลังศาลา คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอาเปียวอย่างแม่นยำ แรงบีบที่มหาศาลทำเอากระดูกข้อมือลั่นกรอบ อาเปียวเบิกตากว้าง ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

“อ๊าก!”

ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี ฮั่วถิงเซินในบัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพขอทานซอมซ่ออีกต่อไป เขาสวมชุดสูทสากลสีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในปลดกระดุมเม็ดบนออกเล็กน้อยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมที่เคยยาวปรกหน้าถูกหวีเสยไปด้านหลังอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นโครงหน้าหล่อเหลาดุดันและสันกรามที่คมกริบ

การเปลี่ยนแปลงนี้ราวกับเวทมนตร์ จากสุนัขข้างถนน กลายเป็นพยัคฆ์หนุ่มรูปงามที่แผ่รังสีฆ่าฟันออกมาจนอากาศรอบด้านหนักอึ้ง

“แก... ไอ้ขอทาน!” อาเปียวสบถ พยายามสะบัดมือออกแต่ไม่เป็นผล

ฮั่วถิงเซินไม่พูดพร่ำทำเพลง แววตาของเขาเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง ชายหนุ่มออกแรงบิดข้อมือของอาเปียวจนผิดรูป เสียงกระดูกหักดัง ‘กร๊อบ’ ชัดเจนท่ามกลางความเงียบ อาเปียวทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพช

นักเลงอีกสองคนที่ตามมาด้วยเห็นท่าไม่ดี รีบชักมีดพกพับออกจากเอวแล้วพุ่งเข้าใส่ฮั่วถิงเซินพร้อมกัน

อู๋ซวงยังคงนั่งจิบชาอย่างใจเย็น ไม่แม้แต่จะกะพริบตา

ฮั่วถิงเซินปล่อยมือจากอาเปียว เขาเบี่ยงตัวหลบคมมีดที่แทงเข้ามาอย่างง่ายดายด้วยสเต็ปเท้าที่พริ้วไหวแต่หนักแน่น มือหนาคว้าข้อมือของนักเลงคนแรก กระแทกศอกเข้าที่ข้อต่อจนมีดร่วงลงพื้น ก่อนจะใช้ท่อนแขนกระแทกเข้าที่ปลายคางของมันอย่างแรงจนร่างนั้นหงายหลังตึงสลบเหมือดกลางอากาศ

นักเลงคนที่สองพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง ฮั่วถิงเซินย่อตัวลงต่ำ หมุนตัวเตะกวาดลานเข้าที่ข้อพับเข่าจนศัตรูเสียหลักล้มคว่ำ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยกเท้าที่สวมรองเท้าหนังขัดมันเงาวับเหยียบลงบนคอหอยของมันอย่างแรงจนได้ยินเสียงสำลักเลือด

การต่อสู้ทั้งหมดจบลงในเวลาไม่ถึงสิบวินาที

ไม่มีการกระโดดเตะโชว์ลีลา ไม่มีการชกต่อยแบบนักเลงข้างถนน มีเพียงศิลปะการฆ่าระยะประชิดที่รวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาดแบบฉบับทหารที่ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูในสมรภูมิรบ

ลานศาลาริมน้ำตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของอาเปียวและเสียงหอบหายใจของพวกนักเลงที่กองอยู่บนพื้น

ฮั่วถิงเซินดึงเท้ากลับ จัดการปัดฝุ่นที่ปลายแขนเสื้อสูทเล็กน้อย ก่อนจะหันมาประสานมือค้อมศีรษะให้เสิ่นอู๋ซวง

“ขออภัยที่มาช้าครับ นายหญิง พอดีผมต้องแวะไปจัดการเรื่องที่โรงพยาบาลและเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคำสั่ง” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไร้ซึ่งอาการหอบเหนื่อยจากการออกแรง

อู๋ซวงวางถ้วยชาลง เธอปรายตามองผลงานของมือขวาคนใหม่ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง สัญชาตญาณของเธอไม่เคยพลาด ชายคนนี้คืออาวุธสังหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด

“นายมาได้ทันเวลาพอดี ถิงเซิน”

หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นยืน เดินข้ามร่างของนักเลงที่นอนสลบไศลไปหยุดอยู่ตรงหน้าอาเปียวที่กำลังกุมข้อมือที่หักของตัวเอง ใบหน้าบากของมันเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นและสายตาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด มันเพิ่งตระหนักได้ว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณหนูใหญ่คนนี้ ไม่ใช่เป้าหมายที่มันจะสามารถตอแยได้เลย

“กลับไปบอกลูกพี่สวีของแก” อู๋ซวงเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงเย็นเยียบดุจมัจจุราช “ว่าฉันขอบใจสำหรับความหวังดี แต่ตอนนี้ฉันมีคนคุ้มกันของตัวเองแล้ว และฝากไปเตือนเขาด้วยว่า... หากปล่อยให้สุนัขของเขามาก้าวร้าวเห่าหอนในสวนของฉันอีกครั้งหน้า สิ่งที่หักจะไม่ใช่แค่ข้อมือ แต่เป็นคอหอยของพวกมัน”

อาเปียวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มันพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นและลากเพื่อนอีกสองคนที่สะบักสะบอมวิ่งหนีเตลิดออกไปจากสวนราวกับเห็นผี

เมื่อความวุ่นวายจบลง อู๋ซวงหันไปพยุงแม่นมหวังที่ยังคงนั่งตะลึงอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้น “แม่นมไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”

“บะ... บ่าวไม่เป็นไรค่ะ คุณหนู” แม่นมหวังตอบตะกุกตะกัก สายตายังคงเหลือบมองชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำด้วยความหวาดหวั่นปนทึ่ง

อู๋ซวงหันกลับมามองฮั่วถิงเซินอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรกหลังจากที่เขาเปลี่ยนโฉม ชุดสูทเนื้อดีที่แม้จะหาซื้อมาอย่างเร่งด่วนแต่กลับรับกับช่วงไหล่กว้างและสัดส่วนสมบูรณ์แบบของเขาได้อย่างพอดี ร่องรอยความสกปรกบนใบหน้าถูกล้างออกจนหมด เผยให้เห็นผิวกร้านแดดและเครื่องหน้าคมเข้มที่หล่อเหลาจนยากจะละสายตา หากไม่บอกว่าเมื่อเช้าเขาคือขอทานข้างถนน คงมีคนคิดว่าเขาเป็นคุณชายจากตระกูลผู้ดีหรือนายทหารยศสูงปลอมตัวมาเป็นแน่

“แม่นายเป็นอย่างไรบ้าง” เธอถามเสียงอ่อนลงเล็กน้อย

แววตาดุดันของฮั่วถิงเซินอ่อนแสงลงทันทีเมื่อพูดถึงมารดา “หมอเฉินบอกว่ามาทันเวลาครับ ตอนนี้แม่ได้ยาและย้ายไปพักในห้องพิเศษแล้ว อาการทรงตัว หมอบอกว่าถ้าพักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่นานก็จะหายขาด...”

เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เป็นเพราะความกรุณาของนายหญิง ชีวิตนี้ของผมและแม่ เป็นของคุณแล้ว”

อู๋ซวงยิ้มบางๆ เธอรู้ดีว่าในใจของฮั่วถิงเซินตอนนี้ยังมีกำแพงความหวาดระแวงหลงเหลืออยู่บ้าง ทหารที่ผ่านการถูกทรยศมาอย่างเจ็บปวดย่อมไม่เชื่อใจใครง่ายๆ แต่การลงมืออย่างเด็ดขาดของเขาในวันนี้ พิสูจน์แล้วว่าเขาพร้อมจะเป็นดาบให้เธอใช้ฟาดฟันศัตรู

“จำไว้ ถิงเซิน” อู๋ซวงก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกก้าว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมู่หลานผสมกับกลิ่นคาวเลือดบางเบาในอากาศ “ฉันไม่ต้องการให้คนของฉันต้องคุกเข่าให้ใครอีก ในคฤหาสน์หลังนี้ นอกจากฉันและคุณปู่ นายไม่ต้องก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ใครกล้าขวางทางนายจัดการมันได้เลย”

ฮั่วถิงเซินเบิกตากว้างเล็กน้อยกับคำประกาศสิทธิ์ขาดนั้น ในโลกของมาเฟีย ผู้ติดตามเป็นเพียงขี้ข้าที่ต้องยอมก้มหัวให้ผู้มีอำนาจทุกคนในบ้าน แต่เจ้านายคนนี้กลับมอบสิทธิ์อำนาจที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ให้เขา

คมเขี้ยวแรกของสุนัขป่าได้ฝังลงบนกระดานหมากรุกแล้ว ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่ดุดันและอันตรายอย่างถึงที่สุด

“รับทราบครับ นายหญิง”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel