บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3: เลือกหมากกระดานสำคัญ

แสงแดดยามเช้าของมหานครเซี่ยงไฮ้สาดส่องผ่านม่านหมอกจางๆ กระทบยอดไม้ในสวนหลังคฤหาสน์สกุลเสิ่น อากาศต้นฤดูใบไม้ร่วงค่อนข้างเย็นเยียบ แต่บรรยากาศบริเวณลานหินกว้างกลับร้อนระอุไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษชาตรีและควันยาสูบฉุนกึก

เสิ่นอู๋ซวงก้าวเดินลงมาจากระเบียงชั้นสอง วันนี้เธอสวมชุดกี่เพ้าสีครามเข้มไร้ลวดลายฉูดฉาด ชายกระโปรงผ่าข้างสูงพอให้ก้าวเดินได้สะดวก รองเท้าหนังสีดำส้นเตี้ยกระทบพื้นหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เรือนผมดำขลับถูกรวบตึงไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าเรียวรูปไข่ที่เรียบตึงและดวงตาที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำในบ่อลึก

ที่ลานกว้างด้านล่าง ชายฉกรรจ์กว่าสามสิบชีวิตยืนเรียงแถวหน้ากระดาน พวกเขาล้วนเป็นลูกน้องระดับหัวกะทิของแก๊ง บางคนมีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้า บางคนกล้ามเนื้อปูดโปนจนแทบจะปริออกจากเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ทุกคนต่างยืดอกวางท่าอวดความแข็งแกร่ง เพราะการได้เป็นผู้ติดตามประจำตัวของคุณหนูใหญ่ ย่อมหมายถึงเบี้ยเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการก้าวหน้าในอนาคต

เสิ่นเจิ้นหนานนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ไม้หวายตัวใหญ่ใต้ร่มเงาไม้ มือข้างหนึ่งถือกล้องยาสูบ อีกข้างเคาะจังหวะเบาๆ บนพนักวางแขน ถัดไปไม่ไกลคือสวีจือหย่วนที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทีผ่อนคลาย ส่วนเสิ่นรั่วซีและซ่งอวี้หลานยืนหลบมุมอยู่ริมระเบียง คอยชะเง้อมองดูความเคลื่อนไหวด้วยสายตาจับผิด

“มาแล้วรึ” เสิ่นเจิ้นหนานพ่นควันสีเทาขึ้นสู่อากาศ “คนพวกนี้คือมือดีที่พ่อของแกคัดมาให้ ลองดูเอาเถอะว่าถูกใจคนไหน กฎของโลกนักเลง ผู้ติดตามก็เหมือนเงาหัวของเจ้านาย เลือกให้ดีล่ะ”

สวีจือหย่วนแย้มยิ้มบางๆ พลางผายมือไปยังชายร่างยักษ์สามคนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุด “อู๋ซวง สามคนนี้คือ อาเปียว อาหู่ และอาหลง พวกเขาเป็นยอดฝีมือที่พ่อไว้ใจที่สุด ผ่านการปะทะกับแก๊งคู่คู่อริมานับไม่ถ้วน หากลูกได้พวกเขาไปคอยคุ้มกัน พ่อก็เบาใจ”

อู๋ซวงปรายตามองชายทั้งสามคน ชาติก่อนเธอหลงเชื่อคำพูดหวานหูนี้และเลือกอาเปียว ชายหน้าบากร่างยักษ์มาเป็นคนสนิท ผลสุดท้ายคือทุกย่างก้าวและทุกคำพูดของเธอถูกรายงานให้สวีจือหย่วนรู้จนหมดสิ้น ซ้ำร้ายในวันที่เธอถูกไล่ออกจากตระกูล อาเปียวยังเป็นคนลงมือตบหน้าเธอและลากเธอไปโยนทิ้งที่หน้าประตูคฤหาสน์ด้วยซ้ำ

เด็กสาวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ก่อนจะก้าวเท้าเดินผ่านชายร่างยักษ์ทั้งสามไปอย่างไม่ไยดี ทำเอาสวีจือหย่วนถึงกับหน้าตึง

เธอเดินตรวจแถวชายฉกรรจ์ช้าๆ กวาดสายตามองประเมินทีละคน กลิ่นเหงื่อ กลิ่นเหล้า และกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยปะทะจมูก ชายพวกนี้แข็งแกร่งก็จริง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความละโมบและมักใหญ่ใฝ่สูง พวกเขาไม่ได้มองเธอเป็นเจ้านาย แต่มองเป็นเพียงเหยื่อชิ้นอวบที่พวกเขาจะใช้เกาะกินเพื่อไต่เต้าเท่านั้น

จนกระทั่งเดินมาถึงสุดปลายแถว แถวที่ยืนอยู่รั้งท้ายสุดคือพวกปลายแถวที่เพิ่งเข้ามาสมัครเป็นลูกกะจ๊อกในแก๊ง

สายตาของอู๋ซวงสะดุดเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนหลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมกำแพง

เขาไม่ได้มีรูปร่างใหญ่โตกำยำเหมือนคนอื่น แต่ร่างกายกลับเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นภายใต้เสื้อเชิ้ตสีหม่นที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดิน บนใบหน้าหล่อเหลามีรอยฟกช้ำและรอยเลือดแห้งกรัง มุมปากแตกยับเยินราวกับเพิ่งผ่านการโดนรุมซ้อมมาอย่างหนัก

แต่สิ่งที่ทำให้อู๋ซวงหยุดฝีเท้าลง ไม่ใช่สภาพอันน่าเวทนาของเขา แต่เป็นดวงตาคู่นั้น

แม้จะหลุบต่ำ แต่เมื่อเขารับรู้ได้ว่ามีคนมายืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาสีรัตติกาลก็ตวัดขึ้นมอง ประกายตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือประจบสอพลอเหมือนคนอื่น มันคือแววตาของสัตว์ร้ายที่กำลังบาดเจ็บ สุนัขป่าเดียวดายที่ถูกต้อนจนมุม แต่พร้อมจะกระโจนขย้ำคอทุกคนที่กล้ายื่นมือเข้าไปใกล้

หัวใจของอู๋ซวงเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ

ฮั่วถิงเซิน

ในที่สุดเธอก็ได้พบเขาอีกครั้ง ชาติก่อนเธอหวาดกลัวแววตาดุดันของเขาจนเดินหนี ปล่อยให้เขาถูกพวกนักเลงในแก๊งรังแกและใช้งานเยี่ยงทาส กว่าที่เขาจะผงาดขึ้นมาเป็นนายพลผู้ทรงอิทธิพล เขาก็ต้องสูญเสียมารดาอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ

ชาตินี้ เธอจะเปลี่ยนชะตากรรมของเขาด้วยมือของเธอเอง

“นายชื่ออะไร” อู๋ซวงเอ่ยถามเสียงเรียบ

ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่ไว้วางใจ เขาจ้องมองคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นชา

“ฮั่วถิงเซิน”

ไม่มีคำลงท้าย ไม่มีท่าทีนอบน้อม

บรรดาลูกน้องในลานกว้างต่างเบิกตากว้าง อาเปียวที่ถูกเมินก่อนหน้านี้ตะคอกเสียงดัง “ไอ้สวะ แกกล้าพูดจาไม่มีหางเสียงกับคุณหนูใหญ่เรอะ รนหาที่ตายเสียแล้ว”

อาเปียวทำท่าจะพุ่งเข้ามาสั่งสอน แต่เสิ่นอู๋ซวงยกมือขึ้นห้ามไว้เพียงเล็กน้อย ท่าทีเรียบง่ายแต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจจนชายร่างยักษ์ต้องหยุดชะงัก

เธอหันขวับกลับไปมองที่ระเบียง พลางชี้หลอดนิ้วเรียวไปที่ร่างของชายหนุ่มซอมซ่อ

“ฉันเลือกคนนี้ค่ะ คุณปู่”

สิ้นเสียงประกาศ ลานกว้างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังอื้ออึงขึ้นมาทันที

เสิ่นรั่วซีที่ยืนดูอยู่บนระเบียงหลุดหัวเราะออกมาอย่างลืมตัว เธอรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก แสร้งทำเป็นตกใจ “พี่สาวคะ พี่ตาฝาดไปหรือเปล่า คนตั้งมากมายไม่เลือก ทำไมถึงไปเลือกขอทานที่ใกล้จะตายคนนั้นล่ะคะ หรือว่าพี่ชินกับการอยู่สลัม เลยชอบคลุกคลีกับคนประเภทเดียวกัน”

คำพูดเสียดสีของรั่วซีเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากพวกนักเลงบางคน

สวีจือหย่วนเดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้ามาหา “อู๋ซวง อย่าทำเป็นเล่นไป ไอ้หนุ่มนี่มันเพิ่งมาซมซานขอข้าวข้าวกินเมื่อวานนี้เอง ซ้ำยังไปมีเรื่องกับแก๊งท่าเรือจนโดนซ้อมปางตาย ประวัติหัวนอนปลายเท้าก็ไม่ชัดเจน ลูกจะเอาตัวภาระแบบนี้มาเป็นผู้ติดตามไม่ได้ พ่อไม่อนุญาต”

อู๋ซวงไม่แม้แต่จะปรายตามองพ่อของตนเอง เธอประสานสายตากับเสิ่นเจิ้นหนานที่ยังคงนั่งสูบยาสูบอย่างเงียบสงบ

“คนพวกนั้นแข็งแกร่งก็จริง แต่พวกเขามีเจ้านายอยู่แล้ว” อู๋ซวงเอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “หลานต้องการดาบที่คมกริบและว่างเปล่า ดาบที่พร้อมจะสลักชื่อหลานเป็นเจ้านายเพียงคนเดียว ไม่ใช่ดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาบาดมือหลานเมื่อมีคนให้ราคาดีกว่า”

คำว่า ‘เจ้านายอยู่แล้ว’ กระแทกเข้ากลางใจสวีจือหย่วนอย่างจัง เขาอ้าปากจะเถียง แต่เสิ่นเจิ้นหนานกลับยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม

ชายชราหรี่ตามองหลานสาวสลับกับชายหนุ่มซอมซ่อตรงมุมกำแพง เขาผ่านโลกมามากพอที่จะมองเห็นประกายความอันตรายที่ซ่อนอยู่ในแววตาของฮั่วถิงเซิน เด็กคนนี้ไม่ใช่ขอทานธรรมดา แต่เป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่รอวันผงาด

“ความภักดีไม่ได้สร้างกันได้ในวันเดียว อู๋ซวง แกแน่ใจหรือว่าจะปราบม้าพยศตัวนี้ได้” เสิ่นเจิ้นหนานถามหยั่งเชิง

“หากปราบไม่ได้ หลานจะยอมแล่เนื้อตัวเองให้มันกินเป็นอาหารค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

เสิ่นเจิ้นหนานระเบิดเสียงหัวเราะดังก้องลานหิน ความดุดันและความบ้าบิ่นนี้ช่างถูกใจเขานัก ชายชราโบกมือไล่บรรดาลูกน้องที่เหลือให้ออกไป “ดี ในเมื่อแกตาแหลมเลือกเอง ฉันก็จะรอดูว่าแกจะใช้งานมันได้สักกี่น้ำ แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว”

สวีจือหย่วนกัดฟันกรอด สะบัดชายเสื้อเดินหนีไปอีกทางด้วยความหงุดหงิด ขณะที่เสิ่นรั่วซีมองอู๋ซวงด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะกระทืบเท้าเดินตามมารดาเข้าตึกไป

เมื่อลานกว้างเหลือเพียงพวกเขาสองคน อู๋ซวงก็หมุนตัวเดินนำไปยังสวนหินด้านข้างที่ลับตาคน “ตามฉันมา” เธอออกคำสั่งสั้นๆ

ฮั่วถิงเซินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลากขาที่บาดเจ็บเดินตามแผ่นหลังบอบบางนั้นไปอย่างเงียบเชียบ เขาสูงกว่าเธอเกือบศีรษะ แม้จะอยู่ในสภาพสะบักสะบอม แต่กลิ่นอายอันตรายรอบตัวกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง อู๋ซวงก็หยุดฝีเท้า เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ลมพัดโชยมาหอบเอากลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอไปเตะจมูกชายหนุ่ม มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกแบบผู้หญิงในไนท์คลับ แต่เป็นกลิ่นหอมสะอาดของดอกมู่หลาน

“ทำไมถึงเลือกฉัน” ฮั่วถิงเซินเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง “คุณหนูใหญ่อย่างคุณ น่าจะรู้ว่าฉันไม่มีปัญญาแม้แต่จะปกป้องตัวเองเมื่อคืนนี้ด้วยซ้ำ”

“นายปกป้องตัวเองได้ ถ้านายยอมลงมือฆ่าพวกมัน” อู๋ซวงสวนกลับทันควัน ดวงตาของเธอจดจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา “แต่ที่นายยอมโดนซ้อมปางตายโดยไม่ตอบโต้ เพราะนายต้องการเงินค่าจ้างรายวันก้อนแรก เพื่อเอาไปซื้อยาให้แม่ที่กำลังป่วยหนัก... ใช่ไหม”

ทันทีที่คำว่า ‘แม่’ หลุดออกจากปาก บรรยากาศรอบตัวฮั่วถิงเซินก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

จากชายหนุ่มซอมซ่อ เขากลายสภาพเป็นพยัคฆ์ร้ายในชั่วพริบตา มือหนาที่หยาบกร้านพุ่งเข้าบีบลำคอระหงของอู๋ซวงอย่างรวดเร็วจนเธอถอยหลังไปชนกับโขดหิน แรงบีบนั้นมหาศาลจนทำให้เธอหายใจลำบาก แต่ใบหน้าของหญิงสาวยังคงเรียบเฉย ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องหรือการดิ้นรนรจอมปลอม

“เธอรู้ได้ยังไง” เสียงของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “เธอเป็นใครส่งมา”

“ฉันคือเจ้านายของนาย” อู๋ซวงเค้นเสียงตอบผ่านลำคอที่ถูกบีบ แววตาของเธอไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่สู้ยิบตา “โรงพยาบาลการกุศลทางตะวันตก... เตียงริมหน้าต่าง... แม่ของนายไอเป็นเลือดมาสามวันแล้ว หมอบอกว่าถ้าไม่ได้ยาเพนนิซิลลินจากฝรั่งภายในคืนนี้ ท่านจะไม่รอด”

มือของฮั่วถิงเซินสั่นสะท้าน เขารู้ดีว่าสิ่งที่เธอพูดคือความจริงทุกประการ ความจนตรอกและไร้หนทางทำให้เขายอมทิ้งศักดิ์ศรีของสายเลือดทหาร มาสมัครเป็นสุนัขรับใช้ของแก๊งมาเฟีย เพียงเพื่อหวังเศษเงินไปต่อชีวิตมารดา

เขาค่อยๆ คลายมือออกจากลำคอของเธอ แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนและสิ้นหวัง ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นกรวดอย่างคนหมดเรี่ยวแรง

อู๋ซวงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ลูบลำคอที่ขึ้นรอยแดงจางๆ ของตนเอง เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกี่เพ้า หยิบซองกระดาษสีน้ำตาลปึกใหญ่ออกมาโยนลงบนพื้นตรงหน้าเขา

เสียงธนบัตรดอลลาร์สหรัฐและตั๋วเงินจำนวนมากตกกระทบพื้นหินดึงสายตาของฮั่วถิงเซินให้มองตาม

“ในซองนั้นมีเงินมากพอที่จะย้ายแม่ของนายไปรักษาที่โรงพยาบาลที่ทันสมัยที่สุดในเขตเช่าของฝรั่ง ฉันจ่ายค่าตัวหมอเฉิน ศัลยแพทย์มือหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ไว้เรียบร้อยแล้ว เขากำลังรอรับตัวแม่ของนายอยู่”

ฮั่วถิงเซินเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยความตกตะลึง ในดวงตาของเขามีทั้งความหวาดระแวงและประกายความหวังที่ริบหรี่

“เธอต้องการอะไรแลกเปลี่ยน” เขากัดฟันถาม โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี โดยเฉพาะจากคนในตระกูลมาเฟียที่กินเลือดกินเนื้อคน

อู๋ซวงก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ เธอย่อตัวลงตรงหน้าชายหนุ่ม เอื้อมมือเรียวบางไปแตะที่ปลายคางของเขาแล้วเชิดขึ้นให้สบตากับเธอ

“ฉันไม่ต้องการให้คนของฉันมามัวกังวลเรื่องข้างหลัง” น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลง แต่ยังคงแฝงความเด็ดขาด “เงินก้อนนี้ แลกกับความภักดีของนาย แลกกับชีวิตของนาย แลกกับวิญญาณของนาย นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ดาบของนายต้องชี้ไปในทิศทางที่ฉันสั่งเท่านั้น ใครก็ตามที่คิดจะทำร้ายฉัน นายต้องฉีกเนื้อมันออกเป็นชิ้นๆ ไม่เว้นแม้แต่คนตระกูลเสิ่น”

ฮั่วถิงเซินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่สวย เขาเห็นความแค้นที่ฝังรากลึกและเปลวเพลิงแห่งความทะเยอทะยานที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง ผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่คุณหนูผู้อ่อนแอ แต่เป็นปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบของเทพธิดา

และปีศาจตนนี้ กำลังยื่นมือมาดึงเขาขึ้นจากขุมนรก

ชายหนุ่มหลับตาลงชั่วครู่ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความลังเลและสับสนก็มลายหายไปสิ้น เขายกมือขวาขึ้นทาบที่หน้าอกซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจ ค้อมศีรษะลงต่ำในท่าสวามิภักดิ์ที่สง่างามราวกับทหารหาญที่ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าผู้บัญชาการสูงสุด

“ชีวิตของฉัน เป็นของคุณแล้ว นายหญิง”

อู๋ซวงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามและเยือกเย็นที่สุดในเซี่ยงไฮ้

กระดานหมากรุกได้ถูกจัดวางเรียบร้อยแล้ว หมากตัวที่ทรงพลังที่สุดได้เข้ามาอยู่ในมือของเธอ ทีนี้ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเปิดฉากบดขยี้พวกปรสิตในคฤหาสน์นี้เสียที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel