บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2: น้ำชาถ้วยแรก

โถงรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นโอ่อ่าสมฐานะผู้คุมเส้นทางเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก พื้นปูด้วยพรมทอมือจากเปอร์เซียสีแดงเข้มลวดลายวิจิตร เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนทำจากไม้หงมู่สลักลายมังกรและพยัคฆ์ ผสมผสานกับโคมไฟระย้าคริสตัลแบบตะวันตกที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูง กลิ่นกำยานชั้นดีลอยอวลบางเบาในอากาศ บ่งบอกถึงรสนิยมและความมั่งคั่งที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน

เสิ่นอู๋ซวงก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าเนิบนาบแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง สายตาของเธอกวาดมองไปรอบโถงกว้าง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับวันแรกในชาติที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน แต่ความรู้สึกในใจของเธอกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ชาติก่อนเธอเดินเข้ามาด้วยขาสั่นเทา หวาดกลัวสายตาของคนรับใช้และข้าวของราคาแพงจนแทบไม่กล้าหายใจแรง แต่ชาตินี้ เธอมองสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงฉากประกอบละครฉากหนึ่งเท่านั้น

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของสวีจือหย่วน ซ่งอวี้หลาน และเสิ่นรั่วซีเดินตามหลังมาติดๆ บรรยากาศรอบตัวพวกเขาเต็มไปด้วยความคุกรุ่น อู๋ซวงไม่ได้สนใจ เธอเดินตรงไปยังชุดเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่กลางห้อง แล้วหยุดยืนรออย่างสงบ

เพียงชั่วอึดใจ เสียงฝีเท้าเนิบช้าแต่หนักแน่นก็ดังขึ้นจากบันไดเวียน เสิ่นเจิ้นหนาน นายใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นเดินลงมาพร้อมกับไม้เท้าหัวหยกในมือ ชายชราสวมชุดฉางซานสีเข้ม ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยแต่ดวงตาที่ทอดมองลงมานั้นกลับคมกริบราวกับใบมีดที่ผ่านการลับมาอย่างดี

เสิ่นเจิ้นหนานเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประธานตรงกลางโถง บรรดาคนรับใช้ต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงไอ สวีจือหย่วนรีบก้าวเข้าไปหาด้วยท่าทีนอบน้อม ผิดกับเมื่อครู่ที่วางอำนาจอยู่หน้าประตูลิบลับ

“คุณพ่อครับ อู๋ซวงกลับมาแล้วครับ” สวีจือหย่วนเอ่ยเสียงนุ่ม “แกคงตื่นเต้นและเหนื่อยจากการเดินทาง เมื่อครู่ที่หน้าประตูจึงพูดจาเลอะเลือนไปบ้าง คุณพ่ออย่าถือสาเด็กที่ยังไม่รู้ประสาเลยนะครับ”

ยังไม่ทันที่เสิ่นเจิ้นหนานจะตอบรับ เสิ่นรั่วซีที่ยืนอยู่ด้านหลังซ่งอวี้หลานก็ขยับตัวก้าวออกมาข้างหน้า หญิงสาวทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพรมเปอร์เซียอย่างไม่อิดออด สองมือจับชายเสื้อของตนเองแน่น ดวงตาแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำใสที่พร้อมจะหยดลงมาได้ทุกเมื่อ

“คุณปู่คะ ปู่ต้องให้ความเป็นธรรมกับพี่สาวนะคะ” เสียงของรั่วซีสั่นเครือ ฟังดูน่าสงสารจับใจ “พี่อู๋ซวงเพิ่งกลับมา เธอคงต้องผ่านเรื่องเลวร้ายมามากที่สลัม เลยมีอคติกับครอบครัวของเรา พี่เขาคงคิดว่ารั่วซีมาแย่งที่ของเธอ รั่วซีผิดเองค่ะที่เกิดมา รั่วซีทำให้พี่สาวไม่สบายใจ คุณปู่ด่ารั่วซีเถอะนะคะ อย่าโกรธพี่สาวเลย”

พูดจบหยดน้ำตาก็ร่วงเผาะลงบนหลังมือ เสิ่นรั่วซีสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา ซ่งอวี้หลานรีบก้มลงประคองลูกสาว พลางลอบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาของตนเองไปด้วย ภาพตรงหน้าดูราวกับมารดาและบุตรสาวผู้ถูกรังแกกำลังขอความเมตตา

สวีจือหย่วนถอนหายใจยาว แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “อู๋ซวง ดูสิ น้องสาวของลูกเป็นห่วงลูกมากแค่ไหน เลิกทำตัวเป็นหนามแหลมคอยทิ่มแทงคนในครอบครัวเสียทีเถอะ”

อู๋ซวงยืนนิ่งฟังงิ้วฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย เธอไม่ได้ชี้แจง ไม่ได้ด่าทอ และไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดออกมาแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยปรายมองเสิ่นรั่วซีที่กำลังบีบน้ำตา ก่อนจะเบือนหน้าหนีราวกับมองฝุ่นผงที่ไร้ค่า

เธอเดินตรงไปยังโต๊ะชาไม้แกะสลักที่ตั้งอยู่ข้างเก้าอี้ของเสิ่นเจิ้นหนาน บนนั้นมีชุดเครื่องชาศิลาดินเผาจื่อซาอย่างดีตั้งเตรียมไว้พร้อมกับเตาต้มน้ำใบเล็กที่น้ำกำลังเดือดได้ที่

ท่ามกลางสายตาแปลกใจของทุกคน อู๋ซวงนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเตาชา สองมือเรียวบางขยับอย่างเชื่องช้าแต่ลื่นไหลและสง่างาม เธอรินน้ำร้อนลงในป้านชาเพื่ออุ่นภาชนะ คีบใบชาต้าหงเผาชั้นเลิศใส่ลงไป แล้วรินน้ำร้อนตามลงไปจนล้น ก่อนจะใช้ฝาป้านชาปาดฟองที่ลอยอยู่ด้านบนออกอย่างชำนาญ กลิ่นหอมกรุ่นของชาชั้นดีลอยแตะจมูก ข่มกลิ่นกำยานในห้องให้จางลง

น้ำแรกถูกรินทิ้งเพื่อล้างใบชา จากนั้นเธอจึงรินน้ำร้อนลงไปอีกครั้ง ทิ้งไว้ชั่วอึดใจ แล้วจึงรินน้ำชาสีอำพันใสแจ๋วลงในจอกกระเบื้องเคลือบใบเล็ก

ทุกท่วงท่าของการชงชาดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและเป็นธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยของเด็กสลัมที่จับต้องของมีค่าไม่เป็น มีเพียงกลิ่นอายของผู้ดีเก่าที่ได้รับการอบรมมาอย่างเข้มงวด

อู๋ซวงประคองจอกชาด้วยสองมือ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดตรงหน้าเสิ่นเจิ้นหนาน เธอย่อตัวลงเล็กน้อย ยื่นจอกชาส่งให้ด้วยความเคารพ

“ชาต้าหงเผา หากแช่น้ำร้อนนานเกินไปรสชาติจะฝาดเฝื่อน แต่หากใจร้อนรินเร็วเกินไปก็จะได้เพียงน้ำสีจางที่ไร้กลิ่นหอม การคุมไฟและจังหวะเวลาคือหัวใจสำคัญ ดื่มตอนที่กำลังอุ่นร้อน รสชาติจะกลมกล่อมและชุ่มคอที่สุดค่ะ คุณปู่”

เสียงของเธอราบเรียบแต่นุ่มนวล ไร้ซึ่งความประหม่า

เสิ่นเจิ้นหนานหลุบตามองจอกชาในมือหลานสาว กลิ่นหอมของชาเตะจมูก ชายชราไม่ได้ยื่นมือไปรับในทันที แต่สายตาที่มองอู๋ซวงนั้นมีความหมายลึกล้ำซ่อนอยู่

“คนเขาว่ากันว่า เด็กที่โตในถิ่นสลัมมักจะมีนิสัยหยาบกระด้าง มือหยาบกร้านเพราะต้องทำงานหนักเพื่อปากท้อง” เสิ่นเจิ้นหนานเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ดูจากท่าทางการชงชาของแกแล้ว ไม่เหมือนคนที่ต้องปากกัดตีนถีบเลยสักนิด”

คำพูดของชายชราทำเอาสวีจือหย่วนและซ่งอวี้หลานใจคอไม่ดี พวกเขาจงใจส่งคนไปปล่อยข่าวลือเรื่องความสถุลของอู๋ซวงให้คนในคฤหาสน์ฟังล่วงหน้า เพื่อปูทางให้ทุกคนรังเกียจเธอ แต่สิ่งที่อู๋ซวงแสดงออกกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง

อู๋ซวงยังคงรักษารอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า มือที่ประคองจอกชายังคงนิ่งสนิท ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย

“สิบห้าปีในสลัมสอนให้หลานรู้ว่า หากมัวแต่ร้องไห้ฟูมฟาย ท้องก็จะไม่อิ่ม และคนอ่อนแอมักจะตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเสมอ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงกังวานชัด “มือของหลานอาจจะไม่ได้นุ่มเนียนเหมือนคุณหนูที่ถูกเลี้ยงในห้องหอ แต่หลานก็เรียนรู้ที่จะใช้มือคู่นี้หยิบจับสิ่งของให้เกิดประโยชน์สูงสุด การชงชาให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ได้ใช้แค่ความนุ่มนวลของมือ แต่ต้องใช้สายตาที่กว้างไกลและจิตใจที่นิ่งสงบค่ะ”

เสิ่นเจิ้นหนานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาพึงพอใจพาดผ่านดวงตาฝ้าฟางอย่างรวดเร็ว เขายื่นมือออกมารับจอกชาจากมือเธอ ยกขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมหวานของชาแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ รสชาติกลมกล่อมพอดีอย่างที่เธอพูดไว้ไม่ผิด

“สายตากว้างไกล จิตใจนิ่งสงบอย่างนั้นรึ” ชายชราวางจอกชาลงบนโต๊ะข้างตัว “งั้นแกลองบอกฉันมาสิว่า ด้วยสายตาของเด็กที่เพิ่งพ้นสลัมมาหมาดๆ แกมองเห็นอะไรในเซี่ยงไฮ้ตอนนี้บ้าง”

นี่คือการทดสอบ

สวีจือหย่วนลอบยิ้มเยาะในใจ เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งเคยนั่งรถยนต์เข้าเมือง จะไปรู้เรื่องสถานการณ์บ้านเมืองและธุรกิจของมาเฟียได้อย่างไร ตอบผิดเพียงคำเดียว คุณปู่ที่เกลียดความอวดดีจะต้องโกรธอย่างแน่นอน

อู๋ซวงถอยกลับมายืนตัวตรง สายตาของเธอทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองเซี่ยงไฮ้อยู่ลิบๆ

“เซี่ยงไฮ้ตอนนี้เปรียบเหมือนก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ที่ถูกหมาป่าหลายตัวรุมทึ้งค่ะ” เธอเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ภายนอกดูหรูหราฟู่ฟ่า เต็มไปด้วยแสงสีของไนท์คลับและคาสิโน แต่เบื้องหลังคือการขับเคี่ยวกันอย่างเอาเป็นเอาตาย บนถนนหนานจิงเต็มไปด้วยพ่อค้าชาวต่างชาติที่พยายามกดราคาเส้นด้ายและผ้าไหมของเรา ในขณะที่ท่าเรือฝั่งใต้และฝั่งตะวันออกก็มีปัญหาการลักลอบขนส่งสินค้าเถื่อนที่นับวันจะยิ่งเหิมเกริม”

เธอหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย หันกลับมาสบตากับเสิ่นเจิ้นหนานโดยตรง

“ตระกูลเสิ่นของเราคุมเส้นทางขนส่งทางน้ำฝั่งตะวันออก แม้จะมีอำนาจล้นมือ แต่ก็เป็นเป้าสายตาของทางการและแก๊งคู่แข่ง หากเรายังมัวแต่สนใจผลกำไรเล็กๆ น้อยๆ จากคาสิโน หรือปล่อยให้คนในแก๊งใช้อำนาจหน้าที่ไปรีดไถพ่อค้ารายย่อย ไม่ช้าก็เร็ว ฐานรากที่บรรพบุรุษสร้างมาก็จะถูกกัดกินจากภายใน ในยุคที่ทหารมีอำนาจเหนือระเบียบกฎหมาย มาเฟียอย่างเราจะใช้แค่กำลังแก้ปัญหาไม่ได้อีกแล้ว เราต้องใช้สมอง ต้องรู้จักเจรจา และต้องเด็ดขาดพอที่จะตัดเนื้อร้ายทิ้งก่อนที่มันจะลุกลาม”

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า

สวีจือหย่วนเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา คำพูดของอู๋ซวงแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง เพราะผลกำไรเล็กๆ น้อยๆ จากคาสิโนและการแอบรีดไถที่เธอพูดถึง ล้วนเป็นสิ่งที่เขาและลูกน้องคนสนิทกำลังแอบทำลับหลังเสิ่นเจิ้นหนานทั้งสิ้น

ซ่งอวี้หลานหน้าซีดเผือด ส่วนเสิ่นรั่วซีที่กำลังคุกเข่าบีบน้ำตาอยู่ก็ลืมตัวหยุดร้องไห้ไปเสียดื้อๆ เธอเบิกตามองพี่สาวตัวจริงด้วยความตกตะลึง เด็กบ้านนอกคนนี้ไปเอาความรู้พวกนี้มาจากไหน ทำไมถึงพูดจาฉะฉานราวกับนักธุรกิจที่เจนจัดสนาม

ในขณะที่คนอื่นกำลังตกตะลึง เสิ่นเจิ้นหนานกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินมานานหลายปีทำเอาบรรดาคนรับใช้และลูกน้องแก๊งถึงกับสะดุ้ง

ชายชรามุ่นคิ้วเข้าหากัน แต่ดวงตาที่เคยมืดครึ้มกลับสว่างวาบ เขาเพ่งมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ เค้าโครงใบหน้าของเธอถอดแบบมาจากเสิ่นหวั่นชิว ลูกสาวสุดที่รักของเขาที่จากไปไม่มีผิดเพี้ยน แต่สิ่งที่เสิ่นหวั่นชิวไม่มี คือความเด็ดขาด เยือกเย็น และความทะเยอทะยานที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นี้

นี่สิ ถึงจะเรียกว่าสายเลือดพยัคฆ์ที่แท้จริง

เสิ่นเจิ้นหนานหันสายตาไปมองเสิ่นรั่วซีที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม คราบน้ำตาบนใบหน้าหวานดูจอมปลอมและน่ารำคาญขึ้นมาถนัดตา

“ลุกขึ้นมาได้แล้วรั่วซี” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ร้องไห้ฟูมฟายอยู่ได้ทั้งวัน เป็นถึงคุณหนูตระกูลเสิ่น แต่พอเจอเรื่องนิดหน่อยก็เอาแต่บีบน้ำตา แกคิดว่าน้ำตาของแกจะเอาไปแลกข้าวสุกหรือเอาไปเจรจาธุรกิจกับพวกฝรั่งหัวแดงได้หรืออย่างไร เรียนหนังสือมาตั้งหลายปี สู้คนที่โตในสลัมยังไม่ได้ น่าขายหน้านัก”

คำตำหนิที่พุ่งตรงมาอย่างไม่อ้อมค้อมทำเอาเสิ่นรั่วซีสะดุ้งสุดตัว หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล หน้าม้านจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก้มหน้าซ่อนแววตาเคียดแค้นที่พุ่งพล่านอยู่ในใจ

สวีจือหย่วนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกหน้าแทน “คุณพ่อครับ รั่วซีแกแค่เป็นห่วงความรู้สึกของพี่สาว...”

“หุบปากของแกซะ จือหย่วน” เสิ่นเจิ้นหนานตวาดเสียงกร้าว “ฉันตาบอดหรือตาฝาดถึงดูไม่ออกว่าใครเป็นคนยั่วโมโหใครก่อน ตั้งแต่อู๋ซวงก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน เธอมีท่าทีก้าวร้าวตรงไหน มีแต่พวกแกที่พยายามจะยัดเยียดบทบาทคนบ้าให้เธอ”

สวีจือหย่วนถูกตอกหน้าหงาย เขาจำต้องก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าปริปากเถียงแม้แต่คำเดียว ซ่งอวี้หลานตัวสั่นเทา ลอบกำมือใต้แขนเสื้อกี่เพ้าแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ พวกเขาเตรียมแผนการมาอย่างดีเพื่อทำลายความประทับใจแรกของอู๋ซวง แต่เด็กนี่กลับใช้แค่น้ำชาถ้วยเดียวและคำพูดไม่กี่ประโยค พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นต่อได้อย่างง่ายดาย

“อู๋ซวง” เสิ่นเจิ้นหนานหันกลับมาเรียกหลานสาวตัวจริง น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย “วันนี้แกเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ ขึ้นไปพักผ่อนบนห้องเถอะ ฉันให้แม่นมหวังเตรียมห้องที่ปีกซ้ายไว้ให้แกแล้ว มันเคยเป็นห้องของแม่แกมาก่อน”

“ขอบคุณค่ะ คุณปู่” อู๋ซวงค้อมศีรษะรับคำอย่างงดงาม

“พรุ่งนี้เช้า...” ชายชราเว้นจังหวะ มองหลานสาวด้วยแววตาที่แฝงความนัย “ลงมาที่ลานกว้างด้านหลัง ฉันจะให้คนรวบรวมเด็กรับใช้และคนคุ้มกันฝีมือดีในแก๊งมาให้แกเลือก แกจะต้องมีคนสนิทที่ไว้ใจได้คอยติดตามรับใช้ จำคำฉันไว้ สายตาที่แกใช้ประเมินเซี่ยงไฮ้ จงนำมาใช้ประเมินคนที่จะมายืนอยู่ข้างหลังแกด้วย”

“หลานจะจำใส่ใจไว้ค่ะ”

อู๋ซวงตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เธอหมุนตัวเดินตามแม่นมหวังที่รีบก้าวออกมารับหน้า ขึ้นบันไดเวียนไปสู่ชั้นสองของคฤหาสน์

แผ่นหลังที่ตั้งตรงและสง่างามของเธอค่อยๆ หายลับไปจากสายตา แต่ความกดดันและรังสีอำนาจที่เธอทิ้งไว้ยังคงอบอวลอยู่ในโถงรับแขก สวีจือหย่วนจ้องมองตามไปด้วยสายตาอำมหิต แผนการที่เคยวางไว้พังทลายไม่เป็นท่า เด็กคนนี้ไม่ได้โง่เขลาและควบคุมง่ายอย่างที่เขาคิดเสียแล้ว

ภายในห้องนอนกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มและเตียงสี่เสาแบบโบราณ อู๋ซวงยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนหลังคฤหาสน์ที่กว้างใหญ่ไพศาล เธอยกมือขึ้นลูบขอบหน้าต่างเบาๆ

การทดสอบด่านแรกผ่านไปได้ด้วยดี คุณปู่เริ่มระแวงพวกสวีจือหย่วนและหันมาให้ความสนใจในตัวเธอแล้ว แต่เธอก็รู้ดีว่าตาเฒ่าเสิ่นเจิ้นหนานไม่ใช่คนที่จะเชื่อใจใครง่ายๆ การที่เขายอมให้เธอเลือกคนคุ้มกันด้วยตัวเองในวันพรุ่งนี้ ก็คือการทดสอบด่านต่อไป

มุมปากของนางพญายกขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกล้ำ

พรุ่งนี้แล้วสินะ... ที่เธอจะได้พบกับสุนัขป่าเดียวดายตัวนั้น ชายผู้ที่จะกลายมาเป็นดาบที่คมที่สุดในมือของเธอ และเป็นชายเพียงคนเดียวที่ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องเธอในนรกขุมนี้

ฮั่วถิงเซิน ชาตินี้ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้คุณต้องทนทุกข์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของใครอีกแล้ว เราจะปีนป่ายขึ้นไปบนจุดสูงสุดของเซี่ยงไฮ้ด้วยกัน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel