ตอนที่ 1: ลืมตาตื่นในวันเดิม
กลิ่นเหม็นอับของเบาะหนังผสมกับกลิ่นควันบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูก เสียงเครื่องยนต์ของรถฟอร์ดรุ่นเก่าครางกระหึ่มเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสานกับเสียงล้อรถที่บดลงบนถนนกรวด เสิ่นอู๋ซวงสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเฮือกใหญ่ก่อนที่เปลือกตาจะเบิกโพลงขึ้น
ภาพแรกที่สะท้อนเข้าสู่ระจกตาคือเพดานรถยนต์บุกำมะหยี่สีตุ่น เธอรีบผุดลุกขึ้นนั่ง มองซ้ายมองขวาด้วยแววตาตื่นตระหนก มือเรียวบางยกขึ้นลูบคลำลำคอและหน้าอกของตนเอง ไม่มีรอยแผล ไม่มีเลือดที่ไหลทะลัก ไม่มีสัมผัสอันหนาวเหน็บของตรอกแคบๆ ในคืนที่ฝนตกหนัก เธอจำได้แม่นยำว่าตนเองถูกนักฆ่าของพ่อแท้ๆ ลอบสังหารจนสิ้นใจไปแล้ว
ลมหายใจของอู๋ซวงค่อยๆ ผ่อนให้ช้าลงเมื่อสติเริ่มกลับมา เธอหันไปมองภาพสะท้อนของตนเองบนกระจกหน้าต่างรถ เงาที่ทาบทับอยู่บนนั้นคือดรุณีวัยสิบแปดปี ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ปราศจากร่องรอยความบอบช้ำจากกาลเวลา ดวงตากลมโตที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโง่เขลา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำลึกที่เย็นเยียบและเงียบสงบ
เธอย้อนเวลากลับมา กลับมาในวันแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลเสิ่น
สิบห้าปีที่แล้ว เธอถูกลักพาตัวไปจากอกของมารดา ต้องตกระกำลำบากเติบโตในสลัมซอมซ่อ ในชาติก่อน วันนี้คือวันที่พ่อของเธอ สวีจือหย่วน ส่งคนไปรับตัวเธอกลับมายังตระกูลมาเฟียฝั่งตะวันออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ ตอนนั้นเธอเป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอกที่โหยหาความรักจากครอบครัว เธอหลงเชื่อคำพูดหวานหูของพ่อ หลงกลรอยยิ้มอาบยาพิษของซ่งอวี้หลาน ผู้เป็นเมียน้อย และยอมลดตัวลงไปเป็นตัวตลกเพื่อแข่งขันกับเสิ่นรั่วซี ลูกสาวตัวปลอมที่พวกเขาสร้างขึ้นมาสวมรอยแย่งชิงความรักจากคุณปู่
ผลสุดท้ายคืออะไร เธอถูกปั่นหัวให้กลายเป็นคุณหนูอารมณ์ร้าย ไร้สมอง ถูกคู่หมั้นทิ้งขว้าง ถูกสังคมชั้นสูงหัวเราะเยาะ และถูกขับไล่ออกจากตระกูลเสิ่นอย่างหมูอย่างหมา ปล่อยให้พวกปรสิตฮุบสมบัติและอำนาจของสายเลือดมารดาเธอไปจนหมดสิ้น
ริมฝีปากบางเหยียดรอยยิ้มเย้ยหยันให้โชคชะตา สวรรค์มีตาจริงๆ ที่ให้โอกาสเธอกลับมาแก้ไขกระดานหมากตานี้
อู๋ซวงก้มลงมองเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ มันคือชุดกระโปรงลายดอกไม้สีสันฉูดฉาด ซ้ำยังประดับด้วยลูกไม้ระย้าดูรุ่มร่ามขัดตา นี่คือชุดที่ซ่งอวี้หลานจงใจส่งไปให้เธอใส่ในวันแรก เพื่อให้เธอประจานความไร้รสนิยมของตนเองต่อหน้าคนทั้งตระกูล ชาติก่อนเธอสวมมันด้วยความดีใจ คิดว่าเป็นของขวัญต้อนรับจากแม่เลี้ยงที่แสนดี แต่ชาตินี้เธอรู้ทันเกมสกปรกนี้แล้ว
มือเรียวจัดการปลดกระดุมเสื้อคลุมลายดอกไม้นั้นออกอย่างไม่ไยดี โยนมันทิ้งไว้บนเบาะรถฝั่งตรงข้าม เผยให้เห็นเพียงชุดกระโปรงซับในตัวยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เรียบง่ายแต่ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี แม้จะดูธรรมดา แต่กลับขับเน้นเรือนร่างบอบบางและผิวขาวผ่องของเธอให้ดูโดดเด่นขึ้นมา เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาถูคราบชาดสีแดงสดที่คนรับใช้ตั้งใจทาให้จนเลอะเทอะออกจนหมด ปล่อยให้ใบหน้าเปลือยเปล่าเผยความงามตามธรรมชาติ จากนั้นจึงรวบผมที่ถูกดัดจนฟูฟ่องให้เป็นมวยต่ำเรียบร้อย ปักทับด้วยปิ่นไม้เรียบๆ เพียงอันเดียว
เมื่อจัดการตัวเองเสร็จ รถยนต์ก็แล่นผ่านซุ้มประตูเหล็กดัดบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์สกุลเสิ่นพอดี
ลานกว้างหน้าคฤหาสน์ปูด้วยหินอ่อนขัดมันเงาวับ สองฝั่งเรียงรายไปด้วยคนรับใช้และชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำ ซึ่งก็คือบรรดาลูกน้องในแก๊งที่สวีจือหย่วนเรียกมารวมตัวกัน บรรยากาศดูยิ่งใหญ่โอ่อ่าราวกับเป็นการต้อนรับผู้มีพระคุณ แต่สายตาของคนเหล่านั้นที่มองตรงมาที่รถ ล้วนแฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและแววตาเย้ยหยัน พวกเขากำลังรอดูละครฉากสนุก รอดูความตื่นตระหนกของเด็กสลัมที่เพิ่งเคยเห็นความมั่งคั่งเป็นครั้งแรก
ตรงกลางลานนั้น ชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลตัดเย็บประณีตยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงทีสง่างาม สวีจือหย่วน ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของเธอ ข้างกายเขาคือซ่งอวี้หลานในชุดกี่เพ้าสีหยกที่ขับเน้นทรวดทรงและฐานะนายหญิงของบ้าน ถัดไปคือเสิ่นรั่วซีในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนดูบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
รถยนต์จอดสนิท คนขับรถรีบวิ่งมาเปิดประตูให้อย่างรู้หน้าที่
สวีจือหย่วนและซ่งอวี้หลานเตรียมปั้นหน้ายิ้มแย้มและบีบน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ แต่วินาทีที่ขาเรียวยาวก้าวลงมาจากรถ รอยยิ้มของพวกเขาก็แข็งค้างไปชั่วขณะ
เสิ่นอู๋ซวงปรากฏตัวในชุดสีขาวเรียบง่าย ปราศจากเครื่องประดับราคาแพง ปราศจากสีสันฉูดฉาดที่พวกเขายัดเยียดให้ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนกลับไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นท่วงท่าการก้าวเดินที่หลังเหยียดตรง คางเชิดขึ้นเล็กน้อย และดวงตาดอกท้อที่เรียบเฉย เยือกเย็น และทรงอำนาจจนน่าขนลุก ราวกับนางพญาที่กำลังเดินตรวจตราอาณาจักรของตนเอง มิใช่เด็กหลงทางที่เพิ่งถูกตามตัวกลับมา
ไม่มีความประหม่า ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีแม้แต่ท่าทีตื่นเต้นกับคฤหาสน์หลังใหญ่โต
ซ่งอวี้หลานตั้งสติได้เร็วที่สุด หญิงวัยกลางคนรีบก้าวเท้าออกมาข้างหน้า ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตาที่ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว เสียงหวานหยดย้อยเอ่ยเรียกพร้อมกับอ้าแขนกว้าง
“อู๋ซวง ลูกแม่ ในที่สุดลูกก็กลับมาหาเราเสียที รู้ไหมว่าสิบห้าปีที่ผ่านมา แม่กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นห่วงลูกทุกลมหายใจ”
ในอดีต อู๋ซวงคงวิ่งเข้าไปกอดผู้หญิงคนนี้พร้อมกับร้องไห้โฮ แต่ตอนนี้เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ซ่งอวี้หลานถลันเข้ามาใกล้ ก่อนที่เธอจะเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเพียงครึ่งก้าวอย่างเป็นธรรมชาติ
วงแขนของซ่งอวี้หลานคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ร่างของเธอเซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อยจนเสียหลัก เกือบจะล้มหน้าคะมำลงกับพื้นหินอ่อน หากไม่ได้คนรับใช้ด้านหลังพยุงเอาไว้ทัน
เสียงซุบซิบจากบรรดาลูกน้องแก๊งดังขึ้นแผ่วเบา ซ่งอวี้หลานหน้าม้านไปทันที
เสิ่นอู๋ซวงปรายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นราบเรียบ แต่ดังกังวานชัดเจนพอให้ทุกคนในลานได้ยิน
“คุณน้าซ่ง โปรดระมัดระวังด้วยค่ะ พื้นหินอ่อนหน้าคฤหาสน์ลื่นนัก หากคุณน้าล้มพับไปตรงนี้ คนนอกที่ไม่รู้เรื่องเขาจะเอาไปนินทาได้ว่า สกุลเสิ่นอันยิ่งใหญ่รับแขกไม่เป็น ปล่อยให้คนในบ้านมาเล่นงิ้วบีบน้ำตาอยู่หน้าประตู”
คำว่า ‘คุณน้าซ่ง’ และ ‘เล่นงิ้ว’ ราวกับฝ่ามือที่ตบฉาดลงบนใบหน้าของซ่งอวี้หลานอย่างจัง หญิงกลางคนเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ เธอหันไปมองสวีจือหย่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ
สวีจือหย่วนขมวดคิ้วมุ่น แววตาที่เคยมองลูกสาวด้วยความเยาะหยันแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจและขุ่นเคือง เขาตีหน้าขรึม สวมบทบาทบิดาผู้เข้มงวดทันที
“อู๋ซวง พูดจาเหลวไหลอะไรของลูก นี่คือแม่ของลูกนะ ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา เธอสวดมนต์ขอพรต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ลูกแคล้วคลาดปลอดภัยทุกวัน ลูกเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ไม่ควรแสดงกิริยาก้าวร้าวเช่นนี้”
อู๋ซวงหันไปเผชิญหน้ากับบิดาบังเกิดเกล้า แววตาของเธอไม่มีความผูกพันหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความเย็นชาที่ลึกบาดขั้วหัวใจ
“พ่อล้อฉันเล่นแล้วกระมังคะ” เธอเอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เท่าที่ฉันจำความได้ ป้ายวิญญาณของแม่ฉัน คุณหนูใหญ่เสิ่นหวั่นชิว ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในศาลบรรพชนตระกูลเสิ่น สายเลือดหลักที่แท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียว ผู้หญิงที่พ่อรับเข้ามาดูแลบ้านในภายหลัง จะข้ามหน้าข้ามตายกตนขึ้นมาเป็นแม่ของสายเลือดสกุลเสิ่นได้อย่างไร หรือว่าความสุขสบายตลอดหลายปีมานี้ ทำให้พ่อหลงลืมกฎเกณฑ์ของบ้านใหญ่ไปเสียแล้ว”
สิ้นคำพูดของเธอ บรรยากาศรอบด้านก็เย็นยะเยือกลงทันตาเห็น ลูกน้องแก๊งหลายคนที่เคยเป็นคนของนายท่านผู้เฒ่าต่างลอบมองหน้ากัน ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กสาวที่โตในสลัมจะกล้าหยิบยก ‘กฎเกณฑ์ตระกูล’ และ ‘สายเลือดหลัก’ มาตอกหน้าสวีจือหย่วน ผู้เป็นถึงนายใหญ่รองของแก๊งอย่างไม่ไว้หน้า ซ้ำยังเป็นการย้ำเตือนสถานะ ‘เขยแต่งเข้า’ ที่สวีจือหย่วนเกลียดชังที่สุดอีกด้วย
ใบหน้าของสวีจือหย่วนเขียวคล้ำสลับแดง เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน แต่ก่อนที่เขาจะได้อ้าปากด่าทอ ร่างอ้อนแอ่นของเสิ่นรั่วซีก็ก้าวออกมาขวางหน้า เธอช้อนตามองอู๋ซวงด้วยแววตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำใส
“พี่สาวคะ ทำไมพี่ถึงพูดจาทำร้ายจิตใจคุณแม่กับคุณพ่อแบบนี้ล่ะคะ พวกท่านหวังดีและดีใจมากที่พี่กลับมา พี่โกรธที่พวกเราตามหาพี่ช้าเกินไปใช่ไหมคะ รั่วซีขอโทษแทนคุณพ่อคุณแม่ด้วย พี่จะด่าจะว่ารั่วซียังไงก็ได้ แต่อย่าทำร้ายจิตใจพวกท่านเลยนะคะ”
คำพูดของเสิ่นรั่วซีช่างดูเป็นเด็กดีและกตัญญูเหลือเกิน หากเป็นเมื่อก่อน อู๋ซวงคงถูกมองว่าเป็นนางมารร้ายที่รังแกน้องสาวผู้อ่อนแอ แต่ตอนนี้นางพญาเพียงแค่ปรายตาหางตามองตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตรงหน้าด้วยสายตาสมเพช
“ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของเสิ่นหวั่นชิว ตอนที่ฉันถูกคนชั่วลักพาตัวไปเมื่อสิบห้าปีก่อน พ่อเพิ่งจะพาพวกเธอแม่ลูกก้าวเท้าเข้ามาพึ่งใบบุญตระกูลเสิ่นไม่ใช่หรือ แล้วฉันไปมีน้องสาวที่คลานตามกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
อู๋ซวงเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความหมายแฝงในประโยคนั้นซึมซาบเข้าไปในหัวของทุกคน “อีกอย่าง ฉันเพิ่งกลับมาเหยียบเรือนนี้เป็นวันแรก ยังไม่ได้พูดคำหยาบคาย หรือลงไม้ลงมือกับใครแม้แต่ครึ่งคำ การที่เธอตีโพยตีพายหาว่าฉันทำร้ายจิตใจคนนั้นคนนี้ เป็นวิสัยของผู้ดีที่ได้รับการอบรมมาอย่างนั้นหรือ”
เสิ่นรั่วซีสะอึก ใบหน้าหวานซีดเผือดลงทันที เธออ้าปากค้างแต่กลับหาคำเถียงไม่ออก เพราะสิ่งที่อู๋ซวงพูดคือความจริงทุกประการ การแอบคบกันของสวีจือหย่วนและซ่งอวี้หลานคือความลับที่คนในตระกูลรู้กันดีแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา การที่อู๋ซวงฉีกหน้ากากพวกเขากลางลานกว้างเช่นนี้ เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีที่พวกเขาเพียรสร้างมาตลอดสิบห้าปีจนแหลกละเอียด
ลึกเข้าไปในตัวคฤหาสน์ บนระเบียงหินอ่อนชั้นสองที่ทอดยาวมองเห็นลานกว้างได้ชัดเจน ชายชราในชุดฉางซานสีเข้มกำลังยืนเอามือไพล่หลัง มืออีกข้างถือกล้องยาสูบที่ส่งควันกรุ่นพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลาแต่ยังคงเค้าความดุดันและทรงอำนาจ คือใบหน้าของ ‘เสิ่นเจิ้นหนาน’ นายใหญ่สูงสุดแห่งตระกูลเสิ่น มาเฟียผู้คุมเส้นทางเศรษฐกิจตะวันออกทั้งหมด
แววตาที่เคยขุ่นมัวด้วยความผิดหวังและเหนื่อยล้า บัดนี้เปล่งประกายคมปลาบราวกับพญาเหยี่ยวที่ค้นพบเหยื่ออันโอชะ
เดิมทีเขาเตรียมใจไว้แล้วว่า หลานสาวที่หายไปสิบห้าปีคงกลายเป็นเศษไม้ที่ถูกบ่มเพาะในกองโคลน คงจะหวาดผวา โวยวาย หรือไม่ก็ทำตัวไร้ค่าจนน่ารำคาญ เขาตั้งใจจะลงไปดูหน้าเพียงครู่เดียวแล้วปล่อยให้สวีจือหย่วนจัดการตามมีตามเกิด แต่การปะทะฝีปากสั้นๆ ที่หน้าประตูเมื่อครู่ ทำให้นายท่านเสิ่นต้องประเมินเด็กสาวคนนี้ใหม่ทั้งหมด
ความเยือกเย็น ความเด็ดขาด และไหวพริบในการใช้คำพูดเชือดเฉือนโดยไม่ต้องขึ้นเสียงหรือแสดงอาการหยาบคาย นั่นคือสัญชาตญาณของผู้นำ คือสายเลือดของพยัคฆ์ที่ไหลเวียนอยู่ในกาย ไม่ใช่สุนัขรับใช้ที่สวีจือหย่วนหวังจะปั้นขึ้นมา
อู๋ซวงที่ยืนอยู่เบื้องล่างคล้ายจะรับรู้ได้ถึงสายตาที่จดจ้องมา เธอค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองไปยังระเบียงชั้นสอง เมื่อประสานสายตากับคุณปู่ของตนเอง เธอไม่ได้หลบตาด้วยความกลัว แต่เธอกลับย่อตัวลงเล็กน้อย ประสานมือไว้ที่ระดับเอว แล้วค้อมศีรษะลงทำความเคารพด้วยท่วงท่าของสตรีชั้นสูงแบบโบราณที่ถูกต้องและงดงามไร้ที่ติ
เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้กุมอำนาจที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของบ้านหลังนี้
เสิ่นเจิ้นหนานเคาะกล้องยาสูบกับราวระเบียงเบาๆ เสียงดังกังวานนั้นทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัดในลานกว้างลงทันที
“เข้าบ้านมาได้แล้ว” เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังของชายชราดังก้องกังวาน “จะยืนโชว์ความโง่เขลาให้คนนอกหัวเราะเยาะไปถึงเมื่อไหร่ หรืองานการในแก๊งมันว่างมากจนต้องมายืนออประจบประแจงกันอยู่ที่นี่”
ประโยคหลังเขากวาดสายตามองไปทางสวีจือหย่วนและบรรดาลูกน้องอย่างตำหนิ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินกลับเข้าไปในห้อง แต่มุมปากของชายชรากลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง
เมื่อนายท่านผู้เฒ่าออกคำสั่ง ฝูงชนก็เริ่มแตกฮือ ลูกน้องแก๊งต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน สวีจือหย่วนกัดฟันกรอด พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ แม้แววตาจะยังคงคุกรุ่นไปด้วยไฟโทสะ เขากระชากเสียงสั่งภรรยาน้อยและลูกสาวตัวปลอม
“มัวยืนบื้ออะไรอยู่ พาอู๋ซวงเข้าไปพักผ่อนข้างในสิ!”
ซ่งอวี้หลานและเสิ่นรั่วซีรีบก้มหน้าเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่กล้าสบตาอู๋ซวงอีก
เสิ่นอู๋ซวงมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสาม ก่อนจะก้าวเท้าเหยียบลงบนพื้นหินอ่อนของตระกูลเสิ่นอย่างมั่นคง กลิ่นอายของอำนาจและการนองเลือดในอดีตลอยมาเตะจมูก แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้มาเพื่อตกเป็นเหยื่อ
ในหัวใจของเธอลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้น หมากกระดานนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ชาตินี้เธอจะทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็นของเธอ และจะเหยียบย่ำทุกคนที่เคยทำลายชีวิตเธอให้จมมิดอยู่ใต้ฝ่าเท้า เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป
