ตอนที่ 3 ประตูค่ายทหาร
ตอนที่ 3
ประตูค่ายทหาร
ลมในเขตค่ายเย็นและแห้งกว่าด้านนอกเหมือนถูกกรองด้วยกำแพงสูง ความเคร่งครัดแผ่ลงมาจน คนเผลอยืดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว สวี่หรานยืนหน้าป้อมยาม มือจับสายถุงผ้าแน่น ทั้งที่พยายามทำหน้าสงบ แต่หัวใจเต้นดังจนเหมือนจะได้ยินผ่านผ้าห่มหนา ๆ ของเสื้อ
ทหารเวรวางสายโทรศัพท์แล้วมองเธออย่างระวัง “รออยู่ตรงนี้ ห้ามเดินไปด้านใน”
สวี่หรานพยักหน้า “รับทราบค่ะ”
ไม่ถึงสิบนาที เสียงเครื่องยนต์รถจี๊ปดังมาจากด้านใน รถสีเขียวทหารแล่นมาจอดหน้าประตู ฝุ่นปลิวขึ้นเป็นวง กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกลิ่นดินแดงลอยแตะจมูก
ประตูรถเปิด ชายคนหนึ่งก้าวลงมาในเครื่องแบบสีเขียวเข้ม รีดเรียบจนเห็นสันผ้า ไหล่กว้าง ท่าทางตั้งตรงเหมือนเสา เขาถอดหมวกถือไว้ข้างลำตัว ใบหน้าคมจัด ดวงตาเข้มเหมือนตัดอารมณ์ออกไปหมดแค่เห็นครั้งแรก สวี่หรานก็รู้ว่า คนนี้คือหลู่จิ่งเหยียน ไม่ใช่จากความทรงจำของร่างเดิมเท่านั้น แต่จากแรงกดดันที่แผ่ออกมารอบตัว ราวกับอากาศในค่ายยอมหลบให้
ทหารเวรยืนตรง “รายงานผู้บังคับบัญชา!”
หลู่จิ่งเหยียนพยักหน้าเพียงนิดเดียว ก่อนหันมามองสวี่หราน สายตาวิ่งตั้งแต่ศีรษะจรดถุงผ้าเหมือนประเมินคนแปลกหน้า แล้วหยุดที่สมุดปกแดงในมือทหารเวร
“ชื่อ” เขาถามสั้น ๆ
น้ำเสียงไม่ดัง แต่หนักแน่นจนคนฟังเผลอกลืนคำในคอลงไปก่อนตอบ
สวี่หรานเอ่ยชื่อของตัวเอง “สวี่หรานค่ะ” แล้วพูดต่อชัด “มาขอพบ…สามี”
คำว่า “สามี” ทำให้บรรยากาศหน้าป้อมยามเงียบสนิท แม้แต่เสียงลมหายใจของทหารเวรก็เหมือนเบาลง
หลู่จิ่งเหยียนรับสมุดปกแดงไปเปิดดูเพียงครู่เดียว สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่กล้ามเนื้อกรามขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังกลืนอะไรบางอย่างลงไป เขาปิดสมุดแล้วคืนให้ทหารเวร
“ตามมา” เขาพูด
ไม่มีคำถามว่าเดินทางไกลไหม ไม่มีคำว่าเหนื่อยหรือไม่ มีเพียงคำสั่งเหมือนสั่งย้ายกำลังพล สวี่หรานเดินตามเข้าไปผ่านประตูเหล็กใหญ่ทันที
ภายในค่ายกว้างและเป็นระเบียบ สนามฝึกอยู่ไม่ไกล เสียงนกหวีดดังเป็นจังหวะ เสียงตะโกน “หนึ่ง สอง สาม สี่” สม่ำเสมอ ทหารเดินเป็นแถวเหมือนเครื่องจักร อาคารปูนเตี้ยเรียงเป็นแนว ป้ายประกาศติดข้อความเชิงปลุกใจให้ทุ่มเทเพื่อส่วนรวม บรรยากาศเต็มไปด้วยค่านิยมของยุคที่ความเป็น “หน่วย” สำคัญกว่าความเป็น “คน”
สายตาหลายคู่มองตามหลังสวี่หรานทันที ผู้หญิงในบ้านพักทหารที่เดินผ่านร้านเล็กหน้าเขตรั้วชะลอฝีเท้า บางคนกระซิบกันเบา ๆ เหมือนลมพัดผ่านหญ้า
สวี่หรานไม่หลบสายตา ไม่เร่งฝีเท้า เธอเดินให้มั่นคงที่สุด เพราะรู้ว่าในค่าย ความมั่นคงไม่ใช่แค่ท่าทาง แต่คือเกราะป้องกันข่าวลือ
รถจี๊ปจอดหน้าอาคารบ้านพักทหาร ตึกปูนสองชั้นเก่า ๆ ทางเดินยาว ราวเหล็กสีลอก บันไดมีรอยสึกจากรองเท้าจำนวนมาก หลู่จิ่งเหยียนไขกุญแจเปิดห้องหนึ่ง เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
ห้องเล็กแต่สะอาดแบบทหาร โต๊ะไม้เรียบ กาน้ำอะลูมิเนียมวางมุมห้อง เตียงพับผ้าห่มเป็นเหลี่ยมเหมือนมาตรฐานสนามฝึก
หลู่จิ่งเหยียนวางหมวกบนโต๊ะ แล้วหันมามองสวี่หรานตรง ๆ เป็นครั้งแรกอย่างจริงจัง
“มาทำอะไร” เขาถาม
สวี่หรานตอบไม่อ้อม “มาทวงคำตอบค่ะ”
คิ้วของเขาขยับเล็กน้อย “คำตอบอะไร”
สวี่หรานหยิบสมุดปกแดงออกมา วางบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “ทะเบียนสมรสมีจริง แต่งงานมีจริง แต่ชีวิตเหมือนไม่เคยแต่ง” เธอพูดช้า ๆ ชัด ๆ “คนที่บ้านจะบังคับให้หย่า เพราะไม่มีใครเคยเห็นสามีโผล่มา”
หลู่จิ่งเหยียนเงียบ ดวงตาเข้มเหมือนกำลังคำนวณผลกระทบ เขาพูดในที่สุด “การแต่งงาน…เป็นเรื่องจำเป็น”
สวี่หรานพยักหน้า “เข้าใจค่ะ” แล้วเสริมทันที “แต่จำเป็นไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายต้องถูกซ่อนจนไม่มีตัวตน”
หลู่จิ่งเหยียนจ้องนิ่งเหมือนไม่คุ้นกับการถูกพูดตรง ๆ โดยเฉพาะจากผู้หญิงที่ควรจะยอมตามในสายตาคนยุคนี้
“ถ้าไม่อยากอยู่ ก็กลับไป” เขาพูดเรียบ
สวี่หรานยิ้มบาง ๆ แต่แววตาแข็งขึ้น “กลับไปได้ค่ะ” เธอวางน้ำหนักทีละคำ “แต่จะกลับไปพร้อมการหย่าหรือกลับไปพร้อมคำว่าภรรยาที่ถูกต้อง อยู่ที่คนตรงหน้า”
หลู่จิ่งเหยียนหรี่ตา “ต้องการอะไร”
“ต้องการสถานะที่ชัดเจน” สวี่หรานตอบทันที “ต้องการที่อยู่ ไม่ใช่ชื่อที่ถูกซ่อน ต้องการให้คนในค่ายรู้ว่าการแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ผู้หญิงที่เดินหลงเข้ามา”
นอกห้องมีเสียงฝีเท้าเบา ๆ เหมือนใครเดินผ่านชะลอเพื่อฟัง เสียงกระซิบของผู้หญิงดังแว่ว “ใคร…ทำไมผู้บังคับบัญชาพาเข้าห้อง”
ข่าวเริ่มแล้ว และสวี่หรานรู้ว่า ถ้าหลู่จิ่งเหยียนยังคิดซ่อน เรื่องนี้จะถูกใช้ทำร้ายทั้งสองฝ่ายในรูปแบบ ที่สกปรกกว่าเดิม
เธอจึงพูดต่ออย่างสงบ แต่เด็ดขาด “ถ้าไม่ยอมรับต่อหน้าคนอื่น วันนี้จะยืนหน้าประตูค่ายพร้อมทะเบียนสมรส แล้วบอกทุกคนเองว่าแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย” เธอหยุดนิดหนึ่ง “ไม่ได้อยากทำให้เสียหน้า แค่อยากมีตัวตน”
หลู่จิ่งเหยียนนิ่งไปหลายวินาที สายตาคมกริบเหมือนกำลังชั่งว่า “ความเงียบ” กับ “ความวุ่นวายหน้าค่าย” อย่างไหนเสียหายกว่ากัน
สุดท้ายเขาพูดช้า ๆ “ชื่อจะถูกบันทึกในทะเบียนบ้านพัก อยู่ที่นี่ และห้ามสร้างปัญหาในค่าย”
สวี่หรานหายใจออกเงียบ ๆ ไม่ใช่ชัยชนะหวานชื่น แต่เป็นก้าวแรกของการยืนในที่ที่ควรยืน เธอพยักหน้า “ไม่สร้างปัญหา ถ้าไม่มีใครเริ่มก่อน”
หลู่จิ่งเหยียนเปิดประตูห้องออก ทางเดินด้านนอกมีผู้หญิงสองสามคนทำท่าเหมือนผ่านมาโดยบังเอิญ และหนึ่งในนั้น…คือเสิ่นอวี้หลาน รอยยิ้มหวานติดใบหน้าเหมือนเดิม
เสิ่นอวี้หลานโค้งศีรษะเล็กน้อย “ผู้บังคับบัญชากลับมาแล้วหรือคะ เมื่อกี้เห็นพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา…กลัวว่าจะเป็นคนหลงทาง”
หลู่จิ่งเหยียนตอบสั้น “ไม่หลงทาง”
สวี่หรานยืนตรง เงยหน้าขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ชัดเจนต่อหน้าทุกคน
“ไม่หลงทางค่ะมาอยู่บ้านสามี”
ทางเดินเงียบกริบ เหมือนทุกคนหยุดหายใจพร้อมกัน รอยยิ้มของเสิ่นอวี้หลานสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมานุ่มนวลเหมือนเดิม แต่ในดวงตาความหวานเริ่มกลายเป็นความเย็น
และสวี่หรานก็รู้ทันทีว่า ตั้งแต่วินาทีนี้ ชีวิตในบ้านพักทหารจะไม่ใช่แค่การอยู่ให้ถูกระเบียบ
แต่คือการอยู่ให้รอดจากคนที่ยิ้มหวานที่สุดด้วย
