ตอนที่ 2 รถบรรทุกสายสหกรณ์
ตอนที่ 2
รถบรรทุกสายสหกรณ์
รถบรรทุกเล็กดัดแปลงเป็นรถรับส่งสั่นสะเทือนตามหลุมบ่อ คนแน่นเต็มกระบะ มีตะกร้าไม้ไผ่ ถุงผ้า กระสอบข้าวสาร และเสียงบ่นเรื่องของแพงเรื่องคูปองดังคลอไปตลอดทาง สวี่หรานยืนเกาะราวเหล็กไว้แน่น กันตัวเองล้มเมื่อรถกระแทกหลุมใหญ่
ลมตีหน้าแรงจนตาแสบ ฝุ่นสีแดงเข้าปากจนต้องเม้มริมฝีปาก เธอพยายามฟังบทสนทนารอบตัวเพื่อจับจังหวะยุคสมัย ผู้หญิงสองคนคุยกันเรื่องน้ำมันพืชที่ได้ต่อคิวมาหนึ่งขวด ผู้ชายคนหนึ่งบ่นว่าคูปองผ้าต้องเก็บทั้งปีถึงจะได้ผืนดี ๆ
“อยู่ค่ายทหารยังดีนะ ได้ของเร็วกว่า” ใครบางคนพูดขึ้น
“แต่ก็เข้มงวด…ผิดระเบียบนิดเดียวโดนเรียกทันที” อีกคนตอบ
เธอกระชับถุงผ้าแน่นขึ้น สมุดทะเบียนสมรสหนักเหมือนก้อนหินในอก ไม่ใช่เพราะน้ำหนักจริง แต่เพราะมันจะเปลี่ยนชีวิตของเธอในอีกไม่กี่ชั่วโมง
รถจอดที่ป้ายรถเมล์ชานเมือง ผู้คนทยอยลงไปต่อแถวซื้อของจากแผงลอยเล็ก ๆ มีเต้าหู้ทอด มีน้ำเต้าหู้ถังใหญ่ เสียงคนตะโกนขายดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
สวี่หรานกำลังจะเดินออกจากฝุ่น ก็มีเสียงเรียกนุ่ม ๆ ดังขึ้นข้างหลัง “คุณสหาย เดินทางไปค่ายหรือคะ”
โทนเสียงคนพูดกลับหวานเกินไป เหมือนตั้งใจให้ดูสุภาพกว่าคนอื่น
สวี่หรานหันไปเห็นหญิงสาวแต่งตัวเรียบร้อย เสื้อคอปกสีอ่อนรีดกริบ ผมรวบตึง หน้าขาวสะอาดเหมือนไม่เคยโดนฝุ่นบนรถเมื่อครู่ เธอยิ้มตาหยีอย่างพอดี แต่อย่างประหลาด…รอยยิ้มดูเหมือนวัดระยะมากกว่าเป็นมิตร
“ใช่ค่ะ” สวี่หรานตอบสั้น ๆ
หญิงสาวยิ้ม “พอดีเลยค่ะ ฉันไปบ้านพักทหาร” เธอชี้ไปที่ถุงผ้าของสวี่หราน “ถือของเยอะนะคะ ไปเยี่ยมญาติหรือไปอยู่”
คำถามดูเหมือนชวนคุย แต่จริง ๆ คือถามฐานะ
สวี่หรานไม่หลุด “ไปพบคนค่ะ”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “คนในค่ายหรือคะ…ค่ายเข้มมากนะคะ ผู้หญิงคนเดียวเข้าไปไม่ง่าย” เธอหยุดนิดหนึ่ง “แต่ถ้ามีคนรับรองก็อีกเรื่อง”
สวี่หรานมองตาอีกฝ่าย “มีเอกสารค่ะ”
แววตาหญิงสาวกระตุกวูบหนึ่ง ก่อนกลับไปนุ่มนวลเหมือนเดิม “ดีจังค่ะ ฉันชื่อเสิ่นอวี้หลาน” เธอยื่นมือมาอย่างสุภาพ “อยู่บ้านพักมานาน ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจถามได้”
สวี่หรานรับมือเบา ๆ ไม่จับแน่นเกิน เพราะยุคนี้คนระวังตัวเรื่องมารยาท “สวี่หรานค่ะ”
“สวี่หราน…” เสิ่นอวี้หลานทวนชื่อเหมือนจดไว้ในใจ “ชื่อเพราะจังค่ะ” แล้วหัวเราะ “งั้นเราขึ้นรถไปทางเดียวกันนะคะ เดี๋ยวช่วยบอกทางให้”
รถรับส่งรอบต่อไปเป็นรถจี๊ปเก่าของหน่วยงานที่วิ่งรับคนเข้าเขตใกล้ค่าย คนขึ้นน้อยลงแต่บรรยากาศตึงขึ้นเพราะมีทหารนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้า สวี่หรานนั่งหลังสุด เสิ่นอวี้หลานนั่งไม่ไกล ชวนคุยเบา ๆ อย่างต่อเนื่อง
“สวี่หรานไปพบใครในค่ายคะ”
“ไปพบคนค่ะ”
“อ๋อ…ถ้าอย่างนั้นคงสำคัญมาก”
เสิ่นอวี้หลานยิ้ม “บ้านพักทหารคนรู้กันไว ถ้ามีคนใหม่เข้า ข่าวไปไวมากนะคะ”
“ข่าวเดินเร็ว” เป็นคำเตือนที่เหมือนห่วงใย แต่จริง ๆ ฟังเหมือนประกาศอำนาจว่า เธอคือคนที่คุมข่าว
สวี่หรานไม่แสดงความรู้สึก “ข่าวเดินเร็วก็เดินไปค่ะ ถ้าถูกต้องก็ไม่กลัว”
เสิ่นอวี้หลานหัวเราะคิก “พูดเก่งจังค่ะ แต่ที่นี่…ถูกต้องอย่างเดียวบางทีก็ไม่พอ ต้องรู้จักระวังคำพูดด้วย” เธอเอียงหัว “โดยเฉพาะเรื่องคูปอง เรื่องของกิน เรื่องกลิ่นอาหาร บ้านพักทหารถือมากนะคะ”
สวี่หรานฟังแล้วเก็บไว้ทั้งหมด เพราะมันคือข้อมูลสำคัญในสนามรบเงียบ ๆ ของชุมชนนี้
รถวิ่งผ่านถนนลูกรังเข้าสู่เขตปูนกำแพงสูง ลวดหนามพาดบนยอด ธงสีแดงโบกสะบัด เสียงนกหวีดจากสนามฝึกดังไกล ๆ เหมือนโลกนี้เดินด้วยจังหวะเดียวกันทั้งค่าย
เสิ่นอวี้หลานยิ้มกว้างขึ้น “ถึงแล้วค่ะ”
ทหารเวรตรวจเอกสารคนลงรถทีละคน เสิ่นอวี้หลานยื่นบัตรผ่านได้ทันที ไม่มีคำถามมาก แสดงว่าเป็นคนคุ้นระบบ ส่วนสวี่หรานยืนรออย่างนิ่ง จนทหารเวรหันมาถามเสียงเข้ม “มาหาใคร”
สวี่หรานสูดลมหายใจ แล้วตอบชัด “มาพบ หลู่จิ่งเหยียนค่ะ”
เสิ่นอวี้หลานที่ยืนข้าง ๆ เงียบไปทันที รอยยิ้มหวานเหมือนถูกหยุดด้วยมือที่มองไม่เห็น ดวงตาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที แต่สวี่หรานจับได้ชัด
ทหารเวรชะงักเล็กน้อย ก่อนถามซ้ำ “มีเอกสารยืนยันไหม”
สวี่หรานล้วงสมุดปกแดงออกจากถุงผ้า ส่งผ่านช่องหน้าต่างป้อมยามอย่างมั่นคง
ทหารเวรพลิกดู สีหน้าเปลี่ยนจากเข้มเป็นตกใจวูบหนึ่ง แล้วรีบเก็บอาการ หันไปโทรศัพท์ภายในทันที
เสิ่นอวี้หลานยืนเงียบ ไม่พูดอะไร แต่สายตาจับที่สมุดปกแดงเหมือนกำลังคำนวณ
สวี่หรานไม่สนใจรอยยิ้มหวานอีกต่อไป เธอรู้แล้วว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนผ่านทางธรรมดา และการที่ชื่อหลู่จิ่งเหยียนทำให้เธอชะงัก…หมายความว่า เกมในบ้านพักทหารอาจเริ่มตั้งแต่ยังไม่ก้าวผ่านประตูค่ายด้วยซ้ำ
