บทที่ 2 ปกป้องเฉินจิ้งเซิน
แววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
โครม!
ประตูถูกถีบเปิด ลมกลางคืนพัดเข้ามาพร้อมแสงจากตะเกียงและคบไฟชาวบ้านหลายคนกรูกันเข้ามา คนแรกที่เบียดออกจากฝูงชนคือหญิงสาวร่างเล็กหน้าตาสะอาดสะอ้าน เธอคือ หลี่เว่ยหนิง!
“ซิ่วหราน!”
หลี่เว่ยหนิงเบิกตากว้าง ก่อนรีบวิ่งเข้ามา
“ในที่สุดฉันก็หาเธอเจอ เธอเป็นอย่างไรบ้าง เขาทำอะไรเธอแล้วใช่ไหม”
คำถามที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่กลับตัดสินความผิดของเฉินจิ้งเซินไปแล้วครึ่งหนึ่ง
โจวซิ่วหรานมองใบหน้าของอดีตเพื่อนรักอย่างเงียบงัน ช่างอ่อนเยาว์เหลือเกิน ดูไร้เดียงสาเหลือเกิน หลี่เว่ยหนิงในตอนนี้ยังไม่ใช่หญิงสาวผู้แต่งตัวภูมิฐานที่กลับมายังหมู่บ้านหลังเรียนจบ แล้วมองเธอด้วยสายตาสงสารจากบนลงล่าง
แต่ไม่ว่าจะอายุสิบแปดหรือสี่สิบปี... ดวงตาคู่นี้เธอไม่มีวันจำผิด
“ซิ่วหราน”
หลี่เว่ยหนิงยื่นมือมาหมายจะจับเธอ แต่โจวซิ่วหรานกลับขยับหลบ มือของอีกฝ่ายจึงค้างอยู่กลางอากาศ
“เธอ...”
ยังไม่ทันพูดจบ ชายหนุ่มอีกคนก็พุ่งเข้ามา
“เฉินจิ้งเซิน!”
หลี่เว่ยกั๋วกำหมัดแน่น เมื่อเห็นเสื้อผ้าของโจวซิ่วหราน ดวงตาของเขาก็แดงก่ำ
“แกกล้าแตะต้องซิ่วหราน!”
เขาก้าวเข้าไปหาเฉินจิ้งเซินพร้อมยกกำปั้นขึ้น ทุกอย่างเหมือนชาติที่แล้ว ตำแหน่งเดิม คนเดิม แม้แต่กำปั้นที่กำลังจะตกลงบนใบหน้าของเฉินจิ้งเซินก็เหมือนเดิม แต่โจวซิ่วหรานไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
“หยุดนะ!”
เธอก้าวเข้าไปขวางทันที หลี่เว่ยกั๋วต้องชะงัก กำปั้นหยุดอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน
“ซิ่วหราน”
หลี่เว่ยกั๋วตกตะลึงแล้วพูดว่า
“เธอหลบไป เรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง”
โจวซิ่วหรานมองผู้ชายตรงหน้า ในชาติก่อน เธอเคยใช้เวลาหลายสิบปีเรียกคนคนนี้ว่าสามี
วันนี้แค่เพียงเห็นใบหน้าของเขา ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างในอดีตก็ดูเหมือนว่าจะย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่เธอกลับพูดแค่เพียงว่า
“คุณมีสิทธิ์อะไรจัดการเรื่องของฉัน”
หลี่เว่ยกั๋วแข็งค้าง คนรอบข้างเองก็เงียบลง
“ฉัน...ฉันเป็นห่วงเธอ”
“แต่ฉันไม่ต้องการ”
โจวซิ่วหรานตอบทันที ใบหน้าของหลี่เว่ยกั๋วเปลี่ยนไป หลี่เว่ยหนิงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย
“ซิ่วหราน พี่ชายฉันแค่เป็นห่วงเธอ เธอคงตกใจมากถึงได้พูดแบบนี้”
จากนั้นเธอหันไปมองเฉินจิ้งเซิน
“ตอนนี้ทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว เธอไม่ต้องกลัว บอกพวกเรามาเถอะว่าเฉินจิ้งเซินล่วงเกินเธอใช่ไหม”
โจวซิ่วหรานแทบหัวเราะหลี่เว่ยหนิงกำลังพยายามบีบให้เธอยอมรับเหมือนชาติที่แล้วไม่มีผิด
“เขาไม่ได้ทำอะไรฉัน”
เสียงของโจวซิ่วหรานดังชัดเจน หลี่เว่ยหนิงชะงัก
“อะไรนะ”
“ฉันบอกว่าเฉินจิ้งเซินไม่ได้รังแกฉัน”
ชาวบ้านเริ่มซุบซิบกันทันที หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งมองเสื้อผ้าของเธอแล้วขมวดคิ้ว
“ถ้าไม่ได้ทำอะไร แล้วทำไมผู้หญิงผู้ชายถึงมาอยู่ในห้องเดียวกันกลางค่ำกลางคืนอย่างนี้”
อีกคนพูดขึ้น
“สภาพเสื้อผ้าก็เป็นแบบนี้ จะบอกว่าไม่มีอะไรได้อย่างไร”
“ซิ่วหราน อย่ากลัว ถ้าเธอถูกเขาข่มขู่ก็พูดออกมาตามตรงเถิด เขารังแกเธอไม่ได้หรอก”
โจวซิ่วหรานมองใบหน้าเหล่านั้นทีละคน ชาติที่แล้วเธอหวาดกลัวสายตาและคำพูดของคนเหล่านี้เหลือเกิน แต่หลังจากที่เธอตายมาแล้วครั้งหนึ่ง เธอเพิ่งเข้าใจว่าคนเหล่านี้พูดถึงเธอแค่เพียงไม่กี่วัน แต่เธอกลับยอมทำลายชีวิตตัวเองหลายสิบปีเพราะกลัวคำพูดไม่กี่ประโยคของพวกเขา... ช่างไม่คุ้มค่าเลย
โจวซิ่วหรานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนหันกลับไปหาเฉินจิ้งเซิน ชายหนุ่มขยับตัวลงจากเตียงมายืนอยู่ข้างกายเธอ สีหน้าของเขาสงบนิ่ง แต่โจวซิ่วหรานเห็นชัดว่ามือข้างหนึ่งกำแน่น
เขาคงรู้ดีว่าหากคืนนี้เธอพูดผิดไปเพียงประโยคเดียว ชีวิตของเขาอาจจบลงตรงนี้ ชาติที่แล้วเธอเป็นหนี้ชีวิตเขา ชาตินี้เธอจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเขาแม้แต่ปลายนิ้ว
โจวซิ่วหรานยื่นมือออกไป แล้วจับมือของเฉินจิ้งเซินต่อหน้าทุกคน ชายหนุ่มเนื้อตัวแข็งทื่อในทันที
“ซิ่วหราน!”
หลี่เว่ยหนิงหลุดเสียงเรียกชื่อเธอออกมา แต่โจวซิ่วหรานกลับไม่สนใจ เธอกระชับมือของเฉินจิ้งเซินเอาไว้ ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับทุกคน
“พวกคุณไม่ต้องเดาแล้ว”
“ฉันเป็นคนมาหาเขาเอง”
เสียงรอบข้างเงียบลง หลี่เว่ยกั๋วจ้องเธออย่างไม่อยากเชื่อ
“เธอพูดอะไรของเธอ”
โจวซิ่วหรานมองเขาเพียงครู่เดียวก็ละสายตา
“ฉันบอกว่าฉันเต็มใจมาหาเฉินจิ้งเซินเอง”
“เป็นไปไม่ได้!”
คราวนี้หลี่เว่ยหนิงเป็นฝ่ายพูด โจวซิ่วหรานหันไปมองเธอ
“ทำไมถึงเป็นไปไม่ได้”
“ก็...ก็เธอกับเขาไม่ได้สนิทกัน”
“เรื่องของฉัน เธอรู้ทุกอย่างเลยหรือ”
หลี่เว่ยหนิงพูดไม่ออก โจวซิ่วหรานไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัว เธอรู้ดีว่าการอธิบายว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่เพียงพอ
คืนนี้มีคนตั้งใจทำลายเธอกับเฉินจิ้งเซิน ต่อให้รอดจากการรุมทำร้าย ข่าวลือก็จะไม่จางหายไป และด้วยภูมิหลังของครอบครัวเฉิน ไม่มีใครสนใจหรอกว่าเขาบริสุทธิ์จริงหรือไม่
เธอต้องทำให้เรื่องนี้กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ไม่มีใครสามารถใช้กล่าวหาว่าเฉินจิ้งเซินข่มเหงเธอได้
โจวซิ่วหรานจึงพูดช้า ๆ
“ที่ฉันมาหาเขาคืนนี้ เพราะเรามีเรื่องต้องตกลงกัน”
“เรื่องอะไร”
ใครบางคนถามขึ้น โจวซิ่วหรานสัมผัสได้ว่ามือของเฉินจิ้งเซินขยับเล็กน้อยเธอกำมันแน่นขึ้น แล้วพูดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เรื่องแต่งงาน”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ หลี่เว่ยหนิงเบิกตากว้าง หลี่เว่ยกั๋วหน้าถอดสีแม้แต่เฉินจิ้งเซินเองก็หันขวับมามองเธอ
โจวซิ่วหรานยังไม่หยุด ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลต้องเหลือทางให้คนพวกนี้พลิกสถานการณ์กลับมาอีก
“ฉันกับเฉินจิ้งเซินตกลงกันแล้ว”
เธอมองคนทั้งห้อง ก่อนทิ้งประโยคสุดท้ายลงไปราวกับก้อนหินที่โยนลงกลางผิวน้ำ
“พรุ่งนี้เราจะไปทำเรื่องจดทะเบียนสมรสกัน”
“โจวซิ่วหราน!”
หลี่เว่ยกั๋วตะโกนออกมา แต่คนที่ตกตะลึงที่สุดกลับเป็นชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างเธอ เฉินจิ้งเซินก้มมองมือที่ถูกเธอจับเอาไว้ จากนั้นจึงมองใบหน้าด้านข้างของโจวซิ่วหรานอย่างเงียบงัน
หากเขาจำไม่ผิด... ตลอดหลายปีที่อยู่ในหมู่บ้าน เขากับโจวซิ่วหรานแทบไม่เคยพูดคุยกันตามลำพัง แล้วเขาไปตกลงแต่งงานกับเธอตั้งแต่เมื่อไรกัน
“พรุ่งนี้เราจะไปทำเรื่องจดทะเบียนสมรสกัน”
ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกจากปากโจวซิ่วหราน ภายในห้องแคบ ๆ ก็เงียบสนิท ไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องราวจะพลิกผันมาถึงขั้นนี้
เดิมทีพวกเขาได้ยินหลี่เว่ยหนิงบอกว่าโจวซิ่วหรานดื่มเหล้าจนเมามายแล้วหายตัวไป เธอเป็นห่วงเพื่อนจึงขอให้คนช่วยกันออกตามหา
สุดท้ายกลับพบหญิงสาวอยู่ในห้องเดียวกับเฉินจิ้งเซินกลางค่ำกลางคืน แถมเสื้อผ้าของทั้งคู่ยังอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย
ใครเห็นก็ต้องคิดไปในทางเดียวกัน แต่ตอนนี้โจวซิ่วหรานกลับบอกว่า เธอเต็มใจมาหาเฉินจิ้งเซินเอง ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังตกลงว่าจะแต่งงานกันแล้ว
“ซิ่วหราน เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรอยู่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดเดินแหวกผู้คนเข้ามา ใบหน้าที่ผ่านการทำงานกลางแดดมาหลายปีเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด เขาคือหัวหน้ากองผลิตคนปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินว่าเกิดเรื่องกับลูกสาวของอดีตหัวหน้ากองผลิต เขาจึงรีบตามมาดูด้วยตนเอง แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องใหญ่เช่นนี้
“เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดเล่นได้”
โจวซิ่วหรานตอบอย่างสงบ
“ฉันไม่ได้พูดเล่นค่ะ”
หัวหน้ากองผลิตขมวดคิ้วแน่น
“ถ้าอย่างนั้นเธอยิ่งต้องคิดให้ดี”
เขาเหลือบมองเฉินจิ้งเซิน ก่อนลดเสียงลงเล็กน้อย
“เธอก็รู้ว่าครอบครัวของเฉินจิ้งเซินมีปัญหา”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น สีหน้าของคนรอบข้างก็เปลี่ยนไป ไม่มีใครในหมู่บ้านไม่รู้เรื่องนี้ เฉินจิ้งเซินไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ แต่เป็นคนจากเมืองหลวงที่ถูกส่งลงมายังชนบท
ครอบครัวของเขาเคยมีฐานะดี ทว่าภายหลังกลับถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร้ายแรง ทรัพย์สินถูกยึด สมาชิกในครอบครัวถูกส่งแยกย้ายไปใช้แรงงานเพื่อรับการปรับทัศนคติ แม้แต่ตัวเฉินจิ้งเซินเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมนั้น ในยุคสมัยเช่นนี้ภูมิหลังครอบครัวสามารถส่งผลต่ออนาคตของคนคนหนึ่งได้มากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
