เอาชีวิตรอด
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการดับกลิ่นสาบและคืนความนุ่ม ฉันเดินไปหยิบสมุนไพรพื้นบ้านที่แอบสังเกตเห็นระหว่างทางมา ขยี้มันจนแหลกคั้นเอาแต่น้ำสีเขียวสด
ใบเตยป่าและตะไคร้แห้ง ช่วยดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ป่าได้อย่างชะงัก
ขิงป่าและรากพริก ช่วยเพิ่มความเผ็ดร้อนตัดเลี่ยนและขับกลิ่นสาบ
ฉันจัดการล้างทำความสะอาดเศษปีก คอ ตีนไก่ และเครื่องในป่าเหล่านั้นด้วยน้ำสะอาด จากนั้นเทน้ำสมุนไพรสูตรลับลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ในไหเก่า ๆ เพื่อให้กรดอ่อน ๆ และกลิ่นหอมของสมุนไพรซึมเข้าเนื้อ ดึงเอาความคาวสาบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น
เหมยจูยืนกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ จ้องมองไก่ในไหสลับกับหน้าฉัน ตาเป็นประกาย "พี่ใหญ่... กลิ่นมันไม่เหม็นคาวแล้วแฮะ แถมยังหอมแปลก ๆ อีกด้วย"
"เห็นไหมล่ะ?" ฉันหัวเราะในลำคอ พลางใช้ฝาไม้ปิดไหหมักให้สนิท "นี่แค่น้ำจิ้มน้ำย่อยนะเจ้าตัวเล็ก พรุ่งนี้เช้า... เมื่อไก่พวกนี้โดนน้ำมันเดือด ๆ และแป้งทอดกรอบสูตรลับของพี่ เจ้าจะได้รู้ว่าสวรรค์บนดินมันหน้าตาเป็นยังไง!"
"ไก่ทอด มันจะเรียกว่าไก่ทอดได้ยังไงถ้าไม่มีน้ำมันกับแป้ง!"
ฉันนั่งยอง ๆ ถอนหายใจยาวเหยียดมองพื้นที่ว่างเปล่าในครัว ยุคภัยแล้งที่แม้แต่น้ำกินยังต้องประหยัด ข้าวสารยังหายาก นับประหยัดอะไรกับ "น้ำมันพืช" หรือ "แป้งสาลี" ถุงละไม่กี่บาทในซูเปอร์มาร์เก็ตยุคปัจจุบัน... ของพวกนั้นในยุคนี้มันคือของหรูหราที่มีแค่พวกขุนนางในเมืองหลวงเท่านั้นที่จะได้แตะ!
"พี่ใหญ่... หน้าพี่ดูเครียดจังขอรับ ไก่ในไหนั่นกินเลยไม่ได้หรือ?" เหมยจูเอียงคอถาม พลางเขย่าแขนเสื้อฉันเบา ๆ
"ยังกินไม่ได้หรอกเจ้าหนู ถ้ารับประทานเข้าไปตอนนี้ท้องไส้ได้ปฏิวัติกันพอดี" ฉันลุกขึ้นยืน กอดอกใช้ความคิดอย่างหนัก "ถ้าอยากได้เงินตำลึงทอง ไก่ทอดของเรามันต้องกรอบสนั่นเมือง! แป้งต้องกรอบฟู น้ำมันต้องหอมกรุ่น... มาดูกันซิว่าแม่ค้าไก่ทอดระดับตำนานอย่างฉัน จะเสกมันขึ้นมาจากป่าแห้ง ๆ นี่ได้ยังไง"
ในสภาพอากาศที่แห้งแล้งจนพืชบนดินตายหมด พืชจำพวกหัวที่ซ่อนอยู่ใต้ดินหนา ๆ มักจะเป็นแหล่งกักเก็บแป้งชั้นยอด! ฉันใช้ไม้แหลมขุดลงไปในดินแข็ง ๆ จนมือเริ่มพอง ในที่สุดก็พบกับ "หัวมันป่า" และ "บุกป่า" หัวโต ๆ หลายหัว
พริกไทยกับเกลือป่าที่ตำเตรียมไว้ส่งกลิ่นฉุนบางเบา แข่งกับเสียงตำครกดังก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ที่ดังเป็นจังหวะในยามบ่ายที่แดดเปรี้ยงจนผืนดินหน้าบ้านแห้งแตกระแหง
ฉันหยุดมือที่กำลังใช้สากหินบดขยี้แผ่นมันป่าแห้ง แล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า กลิ่นแป้งมันป่าดิบ ๆ ลอยเข้าจมูกให้ความรู้สึกเหมือนแป้งทำขนมในยุคปัจจุบันไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อก้มลงมองในครก... ภาพผงสีขาวละเอียดนวลเนียนที่นอนก้นอยู่เต็มครกหินทำให้ฉันเผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างโล่งอก
สำเร็จ! แค่นี้เราก็ได้ "แป้งทอดกรอบ" ชั้นดีมาครอบครองแล้ว!
ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงและแห้งแล้งจนแม้แต่ดินยังไม่มีความชื้น หัวมันป่าพวกนี้คือสิ่งเดียวที่ยอมคายแป้งออกมาเพื่อต่อชีวิตครอบครัวเรา ฉันกวาดผงแป้งสีขาวเนียนนั้นใส่ลงในถ้วยดินเผาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ตกหล่นไปสักเม็ดเดียว เพราะทุกอณูของมันคือต้นทุนที่จะแปลงร่างเป็นเงินตำลึงในวันพรุ่งนี้
เหมยจูที่นั่งพับเพียบมองดูฉันทำทุกขั้นตอนด้วยความทึ่ง รีบยื่นพัดใบตาลเก่า ๆ มาพัดวีให้ฉัน พร้อมกับทำตาโต
"พี่ใหญ่... แป้งนี่ขาวจั๊วะเลย เหมือนหิมะบนยอดเขาหนาว ๆ ที่พวกพรานเล่าให้ฟังไม่มีผิด! มันจะเอามาทำให้อาหารกรอบได้จริง ๆ เหรอขอรับ?" เด็กน้อยถามเสียงใส มือก็ยังขยับพัดไม่หยุดเพื่อให้พี่สาวคลายความร้อน
