บทที่ 2: ราชสีห์ในเงามืด
บทที่ 2: ราชสีห์ในเงามืด
บรรยากาศภายในรถลีมูซีนคันหรูเงียบสงัดราวกับป่าช้า แม้เครื่องปรับอากาศจะทำงานเต็มที่ แต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลังกลับทำให้คนขับรถเหงื่อตก
'คิรากรณ์' ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลอัศวเหม ผู้นำองค์กรใต้ดินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาว่างเปล่า ในมือถือแก้ววิสกี้ราคาแพงที่น้ำแข็งละลายไปจนเกือบหมด
"นายครับ... สายของเรารายงานว่า 'สินค้า' ล็อตใหม่ถูกส่งไปที่โกดังท่าเรือหมายเลข 9 แล้วครับ" เสียงของ 'แทนไท' มือขวาคนสนิทดังขึ้นจากเบาะหน้า ทำลายความเงียบ
คิรากรณ์เพียงแค่ปรายตามองกระจกมองหลังเล็กน้อย "ของใคร?"
"ของตระกูลวรโชติครับ... ภายใต้ชื่อบริษัทส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของ คุณภาคิน"
ชื่อที่ได้ยินทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความสมเพช "ไอ้แมงดาหน้าขาวนั่นน่ะเหรอ... กล้าดีนี่ที่ข้ามหน้าข้ามตาฉัน แอบขนยาเสพติดผ่านท่าเรือของอัศวเหม"
คิรากรณ์วางแก้ววิสกี้ลง เสียงแก้วกระทบถาดรองดังกริ๊ก บ่งบอกถึงอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่น "คืนนี้ฉันจะไปดูด้วยตาตัวเอง... ถ้ามันกล้าแหย่หนวดเสือ ก็เผามันทิ้งทั้งโกดัง"
...
ตัดกลับมาที่คฤหาสน์หรูใจกลางเมือง
มนต์มีนาไม่ได้กลับขึ้นไปนอนต่ออย่างที่พูด เธอเปลี่ยนจากชุดนอนเป็นชุดลำลองทะมัดทะแมง กางเกงยีนส์เข้ารูปกับเสื้อเชิ้ตสีดำ สวมหมวกแก๊ปอำพรางใบหน้า
เธอรู้ดีว่าวันนี้... คือวันที่จุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้น ในชาติที่แล้ว วันนี้ภาคินอ้างว่าติดประชุมด่วน แต่ความจริงคือเขาแอบไปเจรจาธุรกิจสีเทาที่โกดังท่าเรือ และวันนั้นเองที่เขาได้สร้างพันธมิตรกับกลุ่มมาเฟียจนมีอำนาจมาบีบบังคับเธอในภายหลัง
แต่ชาตินี้... เธอจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น!
"ลุงชมคะ หนูขอยืมรถกระบะเก่าหลังบ้านหน่อยค่ะ" มนต์มีนาเดินไปบอกคนสวนเก่าแก่ "คุณหนูจะเอาไปทำอะไรครับ? รถคันนั้นแอร์ก็ไม่เย็น เครื่องก็ดัง..." ลุงชมถามด้วยความงุนงง ปกติคุณหนูมนต์มีนานั่งแต่รถยุโรป "หนูจะเอาไปขน... 'ขยะ' ไปทิ้งค่ะ" เธอตอบพร้อมรอยยิ้มลึกลับ ก่อนจะรับกุญแจแล้วขับออกไปทันที
...
ณ โกดังท่าเรือหมายเลข 9 เวลา 22.00 น.
แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าส่องกระทบตู้คอนเทนเนอร์เรียงรายเป็นเขาวงกต มนต์มีนาจอดรถไว้ไกลจากจุดเป้าหมาย แล้วเดินลัดเลาะตามเงามืดเข้ามา เธอจำเหตุการณ์วันนี้ได้แม่นยำ เพราะในชาติก่อน ข่าวเพลิงไหม้โกดังแห่งนี้ดังไปทั่วประเทศ แต่ไม่มีใครรู้สาเหตุ
เธอแอบซุ่มดูอยู่หลังลังไม้เก่าๆ ห่างจากกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนที่กำลังขนย้ายลังสินค้า หนึ่งในนั้นคือ ภาคิน ที่กำลังยืนสั่งการด้วยท่าทางกระวนกระวาย
"รีบๆ ขนขึ้นรถสิโว้ย! เดี๋ยวพวกอัศวเหมมันได้กลิ่น!" ภาคินตะคอกลูกน้อง
มนต์มีนายกมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า "แกคิดว่าจะรอดไปได้เหรอภาคิน..."
แต่ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังจะถอยออกมา เท้าเจ้ากรรมดันไปเหยียบเศษแก้วที่พื้น
แกร๊ก!
เสียงนั้นเบามาก แต่สำหรับเหล่านักฆ่ามืออาชีพที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดอีกกลุ่มหนึ่ง... มันดังราวกับเสียงระเบิด
"ใคร!?"
เสียงตะโกนดังขึ้น พร้อมกับลำกล้องปืนนับสิบกระบอกที่หันขวับมาทางเธอ มนต์มีนาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัว เธอลืมไปสนิทว่าในเหตุการณ์นี้ ไม่ได้มีแค่ภาคิน... แต่ยังมี 'เจ้าถิ่น' ที่มาดักรออยู่ก่อนแล้ว!
ปัง! ปัง!
กระสุนนัดแรกเจาะทะลุลังไม้เฉียดแก้มเธอไปเพียงนิดเดียว มนต์มีนากัดฟันวิ่งหนีสุดชีวิตเข้าไปในตรอกระหว่างตู้คอนเทนเนอร์ เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งไล่ตามมาติดๆ
"จับมันมาให้ได้! อย่าให้เหลือพยาน!"
เธอวิ่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่ง... ปึ๊ก!
ร่างบางชนเข้ากับกำแพงมนุษย์ที่แข็งแกร่งราวกับหินผา มนต์มีนาเซถลาเกือบจะล้ม แต่ท่อนแขนแกร่งตวัดรวบเอวบางไว้ได้ทัน ดึงเธอเข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อสูทเนื้อดี
กลิ่นหอมเย็นๆ ของบุหรี่ผสมน้ำหอมราคาแพงลอยแตะจมูก... กลิ่นที่เธอไม่เคยลืม เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง สบตากับดวงตาสีรัตติกาลที่คมกริบและเย็นเยือก
คิรากรณ์! ผู้ชายที่อันตรายที่สุดในโลกใต้ดิน... และเป็นคนที่ภาคินกลัวจนหัวหด!
ชายหนุ่มก้มลงมองลูกแมวหลงทางในอ้อมแขน มุมปากกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม "คิดจะมาเล่นซ่อนแอบในถิ่นของฉัน... ใจกล้าดีนี่ คุณหนูมนต์มีนา"
เขารู้จักเธอ!?
เสียงฝีเท้าของลูกน้องภาคินใกล้เข้ามาแล้ว "นายครับ! ทางนี้ครับ!"
มนต์มีนาตัวสั่นเทา เงยหน้ามองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน "ช่วยฉันด้วย..." เธอกระซิบเสียงสั่น "ฉัน... ฉันมีข้อมูลที่คุณอยากได้!"
คิรากรณ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ "ข้อเสนอช่างน่าสนใจ..."
เขาโน้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบชนกัน "แต่ถ้าข้อมูลไม่เด็ดพอ... เธอรู้ใช่ไหมว่าคืนนี้เธอจะไม่ได้กลับบ้าน?"
