บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 14 ตกลงกัน

ฟู่หว่านถิงถีบจักรยานพาลูกทั้งสามคนเลยทางเข้าตลาดมาเล็กน้อย เดิมทีฝานเฉียงอู่ที่คิดว่าร้านข้าวที่แม่พูดถึงตั้งอยู่ในตลาดเสียอีก แต่จนถึงตอนนี้แม่กลับยังไม่มีทีท่าว่าจะจอดจักรยานให้พวกเราลง

จึงได้แต่มองด้วยด้วยความสงสัยแต่ยังไม่กล้าเอ่ยปากถามแต่อย่างใด

แต่นั่นไม่ใช่กับเด็กน้อยช่างเจรจาอย่างกัวอี้หลิง เด็กหญิงทอดมองใบหน้าของผู้เป็นแม่สลับกับทางเข้าตลาดไปมา สองขาของแม่ยังคงถีบจักรยานต่อไปไม่หยุด ขณะเดียวกันรถจักรยานก็พาพวกเราเข้าใกล้กับท่าเรือมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ร้านข้าวของเราไม่ได้อยู่ในตลาดเหรอคะแม่?”

ราวกับคำถามของน้องสาวคนเล็กนั้นเป็นเรื่องเดียวกันกับที่พี่ชายทั้งสองคนกำลังคิดอยู่ สิ้นเสียงใสกังวาลของน้องสาวคนเล็กดวงตาทั้งสามคู่ก็พร้อมใจกันจดจ้องไปยังผู้เป็นแม่ราวกับกำลังรอคอยคำตอบของคำถามเดียวกัน

“อยู่ข้างหน้านี้แล้ว หน้าโกดังสินค้านั่น”ฟู่หว่านถิงตอบลูก ๆ พลางพยักเพยิดใบหน้าที่อัดแน่นไปด้วยแก้มกลมป่องไปทางแผงลอยขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโกดังสินค้า ก่อนจะหยุดรถตรงด้านหน้าแผงเพื่อให้ลูก ๆ ได้ลง

เมื่อมองจากตรงนี้แผงที่ตั้งร้านของเรารายล้อมไปด้วยโกดังสินค้าที่มีแรงงานเดินเข้าออกแทบจะตลอดเวลา แต่หากเราเดินจากร้านไปอีกราวห้าสิบเมตรก็จะถึงท่าเทียบเรือสินค้า กัวเทียนอวี่ลอบพยักหน้าช้า ๆ คล้ายกับกำลังพึงพอใจในสิ่งที่มารดาของตนตัดสินใจเลือกเอาไว้

เด็กทั้งสามคนแยกย้ายกันเดินไปสำรวจตามมุมต่าง ๆ ของแผงลอยแห่งนี้ก่อนจะพบว่าทั้งรถเข็นและโต๊ะเก้าอี้ที่วางอยู่ก็พบว่าแผงขายของเรานั้นสภาพยังใหม่เอี่ยม ราวกับเจ้าของเดิมใช้งานไปเพียงไม่นานก็ว่าได้

“ทุกอย่างยังใหม่อยู่เลยครับ”ฝานเฉียงอู่กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ใช่แล้วล่ะ สามเดือนแรกแม่จะเช่าที่นี่ก่อน หากกิจการเป็นไปได้ดีก็อาจจะเซ้งแผงที่ใหญ่กว่านี้ ฉะนั้น...พวกเรามาตกลงกันก่อนดีหรือไม่?”

ว่าจบก็โบกมือเรียกลูกทั้งสามให้มายืนรวมกันตรงจุดเดียว ฟู่หว่านถิงย่อตัวลงเล็กน้อยให้อยู่ในระดับเดียวกันเพื่อให้บรรยากาศเป็นไปคล้ายกับกำลังปรึกษาพูดคุยมากกว่าออกคำสั่ง

“หลังจากเปิดร้านขายข้าวแล้ว ทุกวันตอนเช้าแม่จะทำอาหารให้ลูกไว้สำหรับสองมื้อคือเช้าและเที่ยง พวกลูกอยู่บ้านก็ดูแลกันให้ดี ช่วงบ่ายหลังจากเก็บร้านเสร็จแล้วแม่จะกลับไป และที่สำคัญก็คือหลังจากตื่นนอนกลางวันพวกเราจะเรียนหนังสือกันทุกวัน ตกลงหรือไม่?” ขณะกล่าวก็ไม่ลืมที่จะสบตากับลูกทั้งสามไล่ไปทีละคนเพื่อดูว่าพวกเขาจะมีท่าทีอย่างไรกับข้อตกลงในครั้ง

เดิมทีคิดเอาไว้แล้วว่าลูกชายคนโตคงมีคำพูดเจ็บแสบโพล่งขึ้นมาสักคำสองคำเพื่อหักหน้าเธอ แต่กลับผิดคาดเพราะกัวเทียนอวี่เอาแต่ยืนจ้องมาทางเธอนิ่ง ส่วนน้องสาวของเขากัวอี้หลิงกลับเป็นฝ่ายขยับเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น

เด็กหญิงตัวน้อยจับมือข้างหนึ่งของผู้เป็นแม่เอาไว้ ดวงตากลมใสลอบมองมาเพียงชั่วอึดใจก็เก็บสายตากลับไป คล้ายกำลังไม่แน่ใจบางอย่าง

“พูดมาเถอะเสี่ยวหลิง”ฟู่หว่านถิงกล่าวเสียงอ่อนโยน

หลังจากได้รับอนุญาตก็คล้ายว่ากัวอี้หลิงจะมีความกล้าเพิ่มมากขึ้น ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มกว้างจนดวงตาหรี่ลงจนแทบจะปิดอยู่รอมร่อ

“แม่จะเหนื่อยมากไหมคะ? หนูอยากมาช่วยแม่ขายข้าว”

น้ำเสียงใสออดอ้อนตามแบบฉบับของลูกสาวคนเล็ก ทำเอาคนฟังอย่างฟู่หว่านถิงแทบละลายลงไปกองกับพื้นเสียให้ได้ เห็นทีว่านี่คงเป็นเอกลักษณ์ของลูกสาวคนเล็กที่พบเห็นกันได้ในทุกบ้าน

“ผมก็ด้วยครับแม่ แม่อนุญาตให้พวกเราช่วยแม่เถอะนะครับ”

ฝานเฉียงอู่ตัดสินใจกล่าวเสริมคำขอร้องของน้องสาว ปีนี้เขาอายุเก้าปีเต็มแล้วสามารถช่วยงานของผู้ใหญ่ได้มากมาย หลังจากที่แม่บุญธรรมรับเขาเข้ามาในครอบครัว พอถึงตอนนี้เขาเพียงคิดว่าอยากตอบแทนแม่บุญธรรมให้ได้มากที่สุดเท่าที่สองมือของเขาจะพอทำได้

อาจเพราะในวันที่เขากลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาคนอื่น อย่างน้อยแม่บุญธรรมก็ยังเห็นคุณค่าเก็บเขามาเลี้ยงดู ให้บ้านอยู่ มีอาหารให้กินไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ อย่างเสี่ยวอู่และเสี่ยวหลิง มิหนำซ้ำยังขอแซ่กัวให้ใช้ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่ก็ไม่ค่อยลงรอยกับคนสกุลกัวเท่าใดนัก ชาตินี้ไม่ว่าอย่างไรเขาเองก็จะไม่ยอมให้แม่บุญธรรมต้องลำบากเพียงลำพังอย่างแน่นอน

ฟู่หว่านถิงเหลือบมองลูกชายคนโตเพียงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเสี่ยวอวี่เองก็ไม่ได้มีถ้อยคำโต้แย้งแต่อย่างใดจึงได้พยักหน้าแทนการตอบรับ

“แม่จะไม่บังคับลูก แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อมาที่นี่พวกลูกจะต้องเชื่อฟังคำพูดของแม่เข้าใจหรือไม่?”ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นลูกค้าของร้านเราในอนาคต แต่อีกนับร้อยนับพันคนก็สุดจะรู้ได้ว่าว่าเป็นคนดีหรือไม่ ฉะนั้นแล้วเพื่อความปลอดภัยสิ่งใดเป็นข้อห้ามก็ควรจะต้องตกลงกันให้ชัดเจนเสียแต่แรก เพื่อความปลอดภัยในภายภาคหน้า

“เข้าใจครับ/เข้าใจแล้วค่ะ/เข้าใจ...”

เด็กทั้งสามคนขานรับแทบจะพร้อมเพรียงกัน คนเป็นแม่เห็นเช่นนั้นจึงได้มีรอยยิ้มกว้าง พลางคิดว่าความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ที่นับวันยิ่งแย่ลง คงเป็นเพราะความไม่เอาไหนของฟู่หว่านถิงคนก่อน

เท่าที่ได้อาศัยอยู่ร่วมบ้านกับเด็กน้อยเหล่านี้ เธอไม่เห็นว่าพวกเขาจะเกเรหรือมีนิสัยย่ำแย่ถึงขนาดต้องทุบตีจนร่างกายเขียวช้ำเป็นจ้ำเลยสักนิด และนอกจากพวกเขาจะเชื่อฟังเธอเป็นอย่างดี ยังขยันขันแข็งอีกต่างหาก จากสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คงต้องบอกว่าไม่เสียแรงที่ทำของอร่อยให้กินวันละสามมื้อไม่ขาด

เมื่อสี่คนช่วยกันอย่างแข็งขันใช้เวลาทำความสะอาดทุกอย่างราวเกือบชั่วโมงทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย พอดีกับที่แสงแดดสาดส่องมาในร้านค่อนข้างแรง ฟู่หว่านถิงจึงคิดว่าจะพาลูกทั้งสามคนไปกินบะหมี่ที่ร้านฝั่งตรงข้ามเสียหน่อยแล้วค่อยซื้อซาลาเปาคนละลูกก่อนกลับบ้านเพื่อไปนอนกลางวัน

“เถ้าแก่คะ ฉันสั่งบะหมี่หน่อยค่ะ”ฟู่หว่านถิงเอ่ยเรียกเถ้าแก่ทันทีที่พวกเรามานั่งที่โต๊ะ ที่นี่ยังคงมีลูกค้าแวะเวียนเข้าออกไม่ต่างจากเมื่อวาน เข้ามาเร็วสั่งอาหารแบบไม่คิดมาก กินเร็ว จ่ายเงินเรียบร้อยก็จากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ช่างเป็นการค้าที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วราวกับพายุหมุน...

เถ้าแก่ร้านบะหมี่เห็นแล้วว่าผู้เช่าคนเมื่อวานพาลูกมากินบะหมี่ร้านตนก็ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ทำเอาเด็กชายที่ช่างสังเกตอย่างฝานเฉียงอู่รู้สึกได้ว่าแม่กับเถ้าแก่ท่านนี้จะต้องเคยพบกันมาก่อนอย่างแน่นอน

“บะหมี่เนื้อชามเล็กสองค่ะ”ฟู่หว่านถิงสั่งในส่วนของตนเองและลูกสาว

เมื่อเห็นสายตาอนุญาตจากแม่ฝานเฉียงอู่จึงได้สั่งของตนเองบ้าง

“ของผมขอบะหมี่เนื้อชามใหญ่ครับ/ผมเอาด้วยครับ”หลังจากลูกชายคนรองสั่งเสร็จ ก็ตามมาด้วยเสียงของลูกชายคนโตที่สั่งแบบเดียวกัน

เถ้าแก่ร้านบะหมี่ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีให้กับแม่ลูกสามแซ่ฟู่คนนี้ แม้จะมีลูกชายหญิงถึงสามคน เสื้อผ้าการแต่งกายก็ดูคล้ายกับชาวบ้านชนบททั่วไป แต่กลับไม่ได้มีท่าทีขี้เหนียวหรือเข้มงวดเรื่องอาหารการกินกับลูกเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังให้อิสระลูก ๆ ในการเลือกสิ่งที่ตนเองอยากกินอีกต่างหาก นับว่าหาได้ยากจากครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชนบท “ได้เลย รอเดี๋ยวนะ”

หลังจากเถ้าแก่ร้านท่านนั้นเดินจากไปแล้ว อาจเพราะความใจดีที่ฟู่หว่านถิงมีให้แก่ลูกทั้งสามคนมาในระยะหลัง ส่งผลฝานเฉียงอู่กล้าที่จะเอ่ยปากถามในสิ่งที่สงสัยขึ้นมา “แม่รู้จักกับเถ้าแก่เหรอครับ?”

ฟู่หว่านถิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ เหลือบมองไปยังเถ้าแก่ร้านที่กำลังยืนลวกเส้นบะหมี่ ก่อนจะตอบลูกชายคนรองว่า “ก็ไม่เชิง เถ้าแก่เป็นเจ้าของแผงที่เราเช่าน่ะ”

ยังไม่ทันได้พูดคุยสิ่งใดมากนัก บะหมี่ชามเล็กที่สั่งไปก่อนหน้านี้ก็ทยอยมาวางบนโต๊ะ ฟู่หว่านถิงยกบะหมี่ชามแรกให้กับลูกสาวกินก่อน โดยไม่ลืมหยิบตะเกียบวางบนถ้วยให้เสร็จสรรพ นั่นจึงทำให้เด็กหญิงมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย จากนั้นจึงยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุข

กัวอี้หลิงรู้สึกชื่นชอบช่วงเวลานี้เหลือเกิน เวลาที่แม่ใส่ใจพวกเราเช่นนี้…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel