บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 13 กัวหยางจง

มื้อเย็นของวันนี้ฟู่หว่านถิงตั้งใจทำบะหมี่เนื้อหม้อใหญ่ขึ้นมา โดยไม่ลืมให้ลูกชายนำไปแบ่งให้กับบ้านแม่สามีด้วย ก่อนหน้านี้ที่แม่สามีเล่ามาถ้าหากเงินทั้งหมดในบ้านกัวถูกใช้ในการรักษาแขนของพ่อสามี นั่นก็เท่ากับว่าความเป็นอยู่ของคนบ้านนั้นน่าจะยากลำบากพอสมควร

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้จึงได้นำไข่ไก่ใส่ตะกร้าอีกสิบฟองและเนื้อขนาดเท่าฝ่ามืออีกสองชิ้น ทั้งยังมีผักสดอีกหนึ่งกำเพิ่มไปด้วย อย่างน้อยก็เพื่อตอบแทนที่เคยให้อาหารลูกทั้งสองคนของเธอก่อนหน้านี้

“เท่าไมวันนี้ถึงมีเนื้อกับไข่ด้วยล่ะ”น้ำเสียงห้วนของกัวเทียนอวี่ถามขึ้นด้วยความสงสัย เขาเคยชินกับการที่แบ่งอาหารบางมื้อไปให้บ้านย่าแล้ว แต่การนำอาหารสดจำนวนมากไปด้วยเช่นนี้เขายังไม่ค่อยเข้าใจหญิงใจร้ายเท่าใดนัก

เด็กสามคนนี้เห็นทีว่าครึ่งวันเช้าก็คงอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นที่ไหนจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ฟู่หว่านถิงไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด ในเมื่อเด็กไม่รู้ก็เพียงแค่อธิบายให้เข้าใจก็เท่านั้น “ปู่ของลูกบาดเจ็บ ต้องใช้เงินรักษาอีกมาก นับจากนี้ก็ไม่รู้ว่าคนในบ้านจะได้กินอาหารดี ๆ กันอีกเมื่อใด ส่วนนี่ก็ถือเป็นการตอบแทนที่ย่าของลูกให้อาหารพวกเรามาก่อนหน้านี้”

แม้ว่าสามีของร่างนี้จะตายจากไปสองปีแล้ว แต่เด็กพวกนี้กับคนสกุลกัวสายหลักก็ยังนับว่าเป็นเครือญาติกันอยู่ ฉะนั้นแล้วเมื่อปู่ของพวกเขาบาดเจ็บ หลานทั้งสองคนไม่ว่าอย่างไรก็สมควรต้องไปแสดงความกตัญญู

มืออวบจึงหยิบเอาผลส้มที่นำออกมาจากมิติก่อนหน้านี้ใส่ถุงใบเล็กแล้วคล้องใส่แขนของลูกสาวเอาไว้ ก่อนจะกล่าวกับเด็กน้อยเสี่ยวหลิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เสี่ยวหลิงเด็กดี...วันนี้ลูกก็ไปกับพี่ ๆ ด้วย เอาส้มนี่ไปเยี่ยมปู่ของลูก”

“เข้าใจแล้วค่ะแม่”กัวอี้หลิงตอบรับผู้เป็นแม่อย่างเชื่อฟัง จากนั้นเป็นฝานเฉียงอู่ที่เอ่ยขึ้นบ้าง ส่วนพี่ใหญ่อย่างกัวเทียนอวี่เขาเพียงแค่ขานรับเบา ๆ ในลำคอเพียงเท่านั้น แล้วพาน้อง ๆ เดินไปยังประตูหน้าบ้าน

แม้การแสดงออกของลูกชายคนโตจะดูเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ทว่าความร้อนรนและความกังวลที่แสดงออกผ่านหัวคิ้วทั้งสองข้างที่กำลังขมวดเข้าหากันเป็นปมมีหรือที่ฟู่หว่านถิงจะจับสังเกตไม่ได้

เมื่อเห็นว่าลูกทั้งสามคนเข้าใจเรื่องราวที่เธอพูดมาก่อนหน้านี้ดีแล้วจึงได้กล่าวกำชับไปอีกว่า “ต่อจากนี้ไม่ว่าย่าจะให้อะไรก็ไม่ต้องรับมาเข้าใจหรือไม่?”

“ทำไมเหรอคะแม่?”

กัวอี้หลิงงุนงงไม่น้อยกับคำสั่งของแม่ ก่อนหน้านี้แม่เคยบอกพวกเราว่าย่าให้อะไรก็ต้องรับไว้ บ่อยครั้งยังบอกให้พวกเราไปขอข้าวบ้านย่ากินด้วยซ้ำ แต่วันนี้กลับบอกว่าไม่ต้องรับอย่างเด็ดขาดเสียอย่างนั้น

“เพราะว่าบ้านย่ากำลังลำบากอย่างไรล่ะ ตอนนี้เรามีมากกว่าก็อย่าได้เบียดเบียนผู้อื่นเข้าใจหรือไม่?”ฟู่หว่านถิงกล่าวกับลูกสาวอย่างใจเย็น ยกมืออวบขึ้นลูบผมนิ่มสลวยช้า ๆ พลางกวาดมองไปยังลูกชายอีกสองคนราวกับต้องการจะสั่งสอนพวกเขาไปด้วยในคราวเดียวกัน

แม้ว่าการสั่งสอนเด็กทั้งสามคนอาจจะเกิดขึ้นช้าไปสักหน่อย แต่ในยามนี้พวกเขากำลังเชื่อฟังเธอเป็นอย่างมาก ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะป้อนข้อมูลที่ถูกต้องเข้าไปในสมองน้อย ๆ ของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ฟู่หว่านถิงเดินออกมาส่งลูกทั้งสามคนถึงหน้าประตูบ้าน และนั่งรอพวกเขาอยู่ที่เก้าอี้ตัวยาวด้านหน้าบ้าน เงยหน้ารับลมเย็นที่โชยผ่านมาอย่างเชื่องช้า

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงท้องฟ้าเริ่มมืด ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากที่ไกล ๆ แต่เมื่อฟังให้ดีกลับไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเด็กทั้งสามคนอย่างที่ควรจะเป็น

“แม่ครับพวกเรากลับมาแล้ว”ฝานเฉียงอู่ตะโกนเรียกผู้เป็นแม่ตั้งแต่ยังมาไม่ถึงตัวบ้านด้วยซ้ำ

ส่วนคนถูกเรียกเมื่อมองไปยังต้นทางของเสียงก็พบกับลูกทั้งสามคนที่นั่งอยู่บนจักรยานพ่วงข้าง โดยมีลุงใหญ่ของพวกเขาเป็นคนถีบ และทันทีที่รถจักรยานหยุดตรงหน้ารั้วบ้าน เด็กทั้งสามคนกระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว

กัวหยางจง ลอบสังเกตน้องสะใภ้รวมถึงบริเวณบ้านเก่าสกุลกัวช้า ๆ ก็พบว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากอย่างที่แม่ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ น้องสะใภ้เดิมทีไม่ค่อยเป็นมิตรนัก ยามนี้กลับยืนส่งยิ้มให้กับลูกทั้งสามคน ดูแล้วเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจดีแตกต่างจากเมื่อครั้งล่าสุดที่พบเจอกันอย่างลิบลับ

“พี่ใหญ่เอารถจักรยานมาส่งด้วย ให้เอาจอดไว้ตรงไหนล่ะ?”

ฟู่หว่านถิงมองหาที่ทางที่พอจะจอดรถจักรยานคันนี้ได้ ก่อนจะพบว่าด้านข้างบ้านนั้นมีที่ว่างอยู่พอดี ทั้งยังมีพุ่มไม้ที่ช่วยพรางสายตา ไม่ให้คนไม่หวังดีรู้สึกว่าสะดุดตาจนเกินไป “จอดเอาไว้ตรงนี้ก็ได้ค่ะ ต้องรบกวนพี่สามีแล้ว”

น้ำเสียงนุ่มนวลที่น้องสะใภ้บอกกับตนทำเอาพี่สามีอย่างกัวหยางจงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อมองไปยังเจ้าของเสียงนั้นอีกครั้งก็พบว่านี่คือน้องสะใภ้ของเขาจริง ๆ ไม่ใช่ใครอื่นจึงได้เข็นจักรยานไปจอดข้างบ้านให้เธอตามต้องการ

ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่ผู้นำหมู่บ้านแจ้งเอาไว้เมื่อวานตอนเย็นขึ้นมาได้ กอปรกับเรื่องข้อตกลงที่แม่ทำกับน้องสะใภ้เมื่อกลางวัน อีกทั้งเด็กแซ่ฝานคนนั้นจากที่ไปส่งอาหารให้ที่บ้านสองสามครั้งก็ดูจะไม่ใช่เด็กนิสัยเลวร้ายแต่อย่างใด

ฉะนั้นเขาและพ่อจึงเห็นตรงกันว่าให้เด็กคนนี้สามารถใช้แซ่กัวของพวกเราได้ โดยมีชื่อของน้องสะใภ้รับรองเป็นแม่บุญธรรมนั่นเอง

“เรื่องเสี่ยวอู่...พี่ใหญ่ลงชื่อรับรองให้แล้ว อีกราวสองสามวันก็รอฟังข่าวจากผู้นำหมู่บ้านแล้วกัน ส่วนเรื่องที่จะให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ไปช่วยงานที่ร้านของเธอหากจะให้เราไปวันไหนก็บอกมาแล้วกัน”กัวหยางจงกล่าวเสียงราบเรียบ

“แล้วฉันจะให้เด็ก ๆ ไปบอกอีกครั้งนะคะ ขอบคุณพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้มากที่เมตตาพวกเรา”ฟู่หว่านถิงไม่เพียงแค่กล่าวคำขอบคุณ แต่ยังค้อมกายลงต่ำเพื่อแสดงความนอบน้อมและจริงใจต่อพี่ชายของสามี ตามมาด้วยฝานเฉียงอู่ที่ทำแบบเดียวกับแม่บุญธรรม

แม้ก่อนหน้านี้จะเป็นเพียงการตกลงระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนสกุลกัวนั้นไม่คิดจะทอดทิ้งบ้านรองมาตั้งแต่แรกเสียมากกว่า ดูได้จากคำร้องขอต่าง ๆ ที่ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ดำเนินการทำให้อย่างทันที

หลังจากที่ลุงใหญ่เดินจากไป กัวอี้หลิงย่อมไม่เก็บความสงสัยเอาไว้กับตัว มือเล็ก ๆ จับที่มืออวบของผู้เป็นแม่เอาไว้ ก่อนจะออกแรงเขย่าเล็กน้อยเพื่อแม่หันมาสนใจตนเอง “ทำไมลุงใหญ่ถึงจอดรถจักรยานไว้บ้านเราล่ะคะ?”

ฟู่หว่านถิงแสร้งทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อยแล้วย่อตัวลงเพื่อให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกันกับลูกสาว “อืม...พรุ่งนี้แม่จะไปเตรียมร้านขายข้าวน่ะสิ เลยเตรียมรถเอาไว้เผื่อลูกอยากไปด้วยก็เท่านั้น”

“หนูไปค่ะแม่! หนูอยากไปด้วย”เสียงใสของเสี่ยวหลิงดังขึ้นก่อนใคร

จากนั้นเป็นฝานเฉียงอู่ยกมือขึ้นตามน้องสาว “ผมไปด้วยครับ”

“แล้วลูกล่ะเสี่ยวอวี่?”

“ผมก็ต้องตามไปดูแลน้องอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องถาม”กัวเทียนอวี่ตอบออกมาอย่างสงวนท่าที ก่อนจะกลอกกลิ้งดวงตามองด้านบนราวกับเบื่อหน่าย

ผู้เป็นแม่หัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อถูกตอบโต้จากเด็กปากแข็งอีกครั้ง

“ตามใจลูกก็แล้วกัน”กล่าวเพียงเท่านั้นก็พาลูก ๆ เข้าบ้านไปกินบะหมี่เนื้อชามโตที่ทำเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นจึงนั่งทบทวนสิ่งที่สอนไปเมื่อกลางวันครู่หนึ่งก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอนของตนเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

เว้นเพียงก็แต่ลูกชายคนโตของบ้านที่ยังคงทอดมองเพดานบ้านอย่างคิดไม่ตก พลางนึกไปถึงผู้เป็นพ่อที่ล่วงลับไปนานแรมปี ตั้งแต่จำความได้พ่อคือผู้อดทนต่อความยากลำบากเพื่อพวกเรา ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน มือหยาบกร้านที่มักจะลูบใบหน้าของพวกเราอย่างระมัดระวังเสมอ

“หากตอนนี้พ่อยังอยู่กับพวกเรา พ่อคงจะมีความสุขไม่น้อยเลย...”

เสียงแผ่วเบาของกัวเทียนอวี่ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เด็กชายพลิกตะแคงหันหน้าเข้าหาผนังห้อง ก่อนจะหลับไปพร้อมกับความคิดถึงและเสียดายที่มีต่อผู้เป็นพ่อของตนเองที่จากไป

เช้าวันต่อมาสี่คนแม่ลูกตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากกินมื้อเช้าจนอิ่มจึงได้ออกเดินทางไปยังเมืองอำเภอ โดยมีฟู่หว่านถิงเป็นคนถีบจักรยานให้ลูกทั้งสามคนได้นั่ง ซึ่งต้องบอกว่านี่เป็นการออกกำลังกายอย่างดีทีเดียว

เพียงแค่ถีบจักรยานไปหน้าหมู่บ้านก็ทำให้เหงื่อผุดตามกรอบหน้าและแผ่นหลังเป็นที่เรียบร้อย หากว่าถีบไปกลับเช่นนี้ทุกวัน เห็นทีว่ากว่าจะครบหนึ่งเดือนเธอคงได้ผอมและสุขภาพดีไม่ต่างจากชีวิตที่แล้วอย่างแน่นอน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel