บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 15 สินค้าทดลอง

ค่ำคืนนี้หลังจากแน่ใจแล้วว่าลูกทั้งสามคนหลับสนิท ฟู่หว่านถิงเดินออกมาจากห้องนอนของตนเองตรงไปในห้องครัว จากนั้นจึงหายเข้าไปในมิติเพื่อเลือกของใช้และของสดมาไว้สำหรับทำข้าวผัดกะเพราในวันพรุ่งนี้

ก่อนหน้านี้ได้มีการจดบันทึกเอาไว้หมดแล้วทั้งอุปกรณ์ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ หลังจากเข้ามาในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้หลายครั้ง ด้วยความคุ้นเคยฟู่หว่านถิงใช้เวลาเลือกของตามรายการไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ออกมา จากนั้นจึงรวบรวมของทั้งหมดไปวางเตรียมไว้ที่มุมหนึ่งของห้องโถง ก่อนจะกลับไปนอนกับลูกสาวอย่างสบายใจ

เช้าวันรุ่งขึ้นฟู่หว่านถิงตื่นก่อนเป็นคนแรกเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคนในบ้าน ส่วนเด็กทั้งสามคนแม้จะต้องตื่นเช้ากว่าปกติแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีอิดออดแต่อย่างใด กลับกันแต่ละคนกลับมีใบหน้าที่สดใสและกระตือรือร้นเป็นพิเศษเมื่อคิดถึงว่าวันนี้จะได้ไปช่วยแม่ขายข้าวที่ร้านของเรา

“พร้อมกันหรือยังลูก?”ฟู่หว่านถิงเอ่ยถามลูกทั้งสามคนที่ช่วยกันล้างถ้วยชามอยู่หลังบ้าน ขณะเดียวกันตนเองก็เตรียมทุกอย่างขึ้นรถจักรยานพ่วงข้างเสร็จพอดี รอเพียงเด็ก ๆ ขึ้นรถปิดบ้านให้เรียบร้อยก็ออกเดินทางกันได้

“เสี่ยวหลิงพร้อมแล้วค่ะแม่”กัวอี้หลิงวิ่งนำหน้าพี่ชายทั้งสองคนออกมา กว่าจะมาถึงรถจักรยานก็เหน็ดเหนื่อยจนกรอบหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อ

ก่อนจะตามมาด้วยฝานเฉียงอู่ที่วิ่งตามมาอีกคน “รอผมด้วย!”

“เสี่ยวหลิง ช้าลงหน่อย!”กัวเทียนอวี่ดุน้องสาวคนเล็กที่วิ่งเร็วจนเกินไป

ความวุ่นวายของเช้านี้ไม่ได้ทำให้ฟู่หว่านถิงรู้สึกไม่พอใจ แต่กลับกันสำหรับวิญญาณเด็กกำพร้าอย่างเธอแล้ว กลับคิดว่านี่คือความวุ่นวายที่อบอุ่นมากทีเดียว “นั่งประจำที่เร็วเข้า เราจะไปหาเงินกันแล้ว”

ทันทีที่ลูกทั้งสามคนนั่งประจำที่ฟู่หว่านถิงจึงเริ่มถีบจักรยานออกจากบ้าน คงต้องขอบคุณไขมันมากมายที่เจ้าของร่างทิ้งเอาไว้ มันทำให้การถีบจักรยานพ่วงข้างที่มีเด็กสามคนนั่งและข้าวของจำนวนมากผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อีกทั้งตลอดทางแม้จะเหนื่อยไปบ้างแต่เรี่ยวแรงของเธอยังคงสม่ำเสมอไม่มีตกแม้แต่นาทีเดียว

จักรยานพ่วงข้างจอดหน้าร้านข้าวในเวลาเกือบเจ็ดโมงครึ่ง ฟู่หว่านถิงและลูกชายหญิงช่วยกันจัดร้านข้าวผัดกะเพราอย่างแข็งขัน ขณะเดียวกันกัวอี้หลิงที่หยิบเอาถ้วยกระดาษขนาดเล็กกว่าฝ่ามือตนขึ้นมาพิจารณา ครู่หนึ่งคิ้วเรียวเล็กก็ขมวดเข้าหากัน พลันมองไปยังผู้เป็นแม่อย่างไม่เข้าใจ

ฟู่หว่านถิงหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้ายุ่งเหยิงของลูกสาว จากนั้นจึงเดินไปหยิบเอาถ้วยกระดาษที่เป็นขนาดปกติออกมาวางเอาไว้ข้างกัน

“ที่ลูกถืออยู่เป็นเพียงขนาดทดลองเท่านั้น ส่วนถ้วยนี้เป็นขนาดที่เราจะขายกันในวันพรุ่งนี้จ๊ะ”ว่าจบก็แกะถ้วยกระดาษใบที่ใหญ่กว่าออกมาวางให้ลูกสาวได้เปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน

“เราไม่ได้ขายวันนี้เหรอครับแม่?”

“ไม่จ๊ะ วันนี้เราจะแจกจ่ายสินค้าทดลองให้ลูกค้าได้ชิมก่อน”

ฟู่หว่านถิงอธิบายให้ลูกชายคนรองฟังอย่างใจเย็น ด้วยอายุของเขาเธอเชื่อว่าคงไม่ยากเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ ขอเพียงให้เวลาเรียนรู้สักหน่อย

สำหรับอาหารจานด่วนอย่างเช่น ‘ผัดกะเพราไข่ดาว’ หากอยู่ในชีวิตก่อนก็คงต้องบอกว่าเป็นอาหารประจำชาติเลยก็ว่าได้ หากอยู่ที่นั่นแน่นอนว่าไม่มีใครไม่เคยกิน ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดคิดอะไรไม่ออกก็ต้องสั่งผัดกะเพรามากินก่อนแต่นั่นไม่ใช่กับที่แผ่นดินใหญ่แห่งนี้และยังไม่ใช่ในยุคนี้อีกด้วย

ฉะนั้นผัดกะเพราที่เราจะทำขายในวันพรุ่งนี้อย่างไรก็ต้องแจกจ่ายให้ลูกค้าทั่วไปได้ทดลองชิมดูเสียก่อน ซึ่งเธอก็เชื่อว่ากว่าครึ่งหนึ่งของคนที่ได้ลิ้มรสผัดกะเพราสูตรเด็ดอย่างไรก็ต้องมาซื้อที่ร้านของเธอ

ฟู่หว่านถิงไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นร้านขายอันดับหนึ่งของย่านนี้แต่อย่างใด ขอเพียงแค่ขายได้วันละสามสิบถ้วยเธอก็พอใจแล้ว ถ้าหากเป็นนิยายทะลุมิตินางเอกในเรื่องคงต้องวิ่งไขว่คว้าหาความก้าวหน้าหรือความสำเร็จ เป็นนักธุรกิจอะไรเทือกนั้น

ทว่าสำหรับเทียนหอมที่เคยใช้ชีวิตเช่นนั้นมาก่อน บอกตามตรงว่ามันเหนื่อยเกินไป ชีวิตที่สองนี้ขอเพียงแค่มีอาชีพที่หารายได้เพียงพอต่อคนในครอบครัว มีเงินก้อนฉุกเฉินสักหนึ่งก้อน ปรับปรุงบ้านให้ดีกว่านี้และส่งลูกทั้งสามคนเรียนจนจบมหาวิทยาลัยก็พอแล้ว

ยังดีที่แผงลอยนี้ตั้งอยู่ในเขตที่พัฒนาแล้ว การต่อไฟฟ้าเข้ามาใช้จึงไม่ใช่เรื่องยาก ก่อนหน้านี้เธอวางหม้อข้าวใบใหญ่เอาไว้ด้านล่างของรถเข็นเพื่อไม่ให้สะดุดตามากเกินไป อีกทั้งยังหุงข้าวเตรียมเอาไว้ตั้งแต่มาถึงร้าน จนตอนนี้ข้าวขาวชั้นดีในหม้อกำลังระอุส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ

ในวันนี้เธอตั้งใจทำเพียงผัดกะเพราหมูสับราดข้าวใส่ถ้วยใบเล็กจำนวนห้าสิบถ้วยเท่านั้น ส่วนไข่ดาวเอาไว้ทำตอนขายทีเดียว

บริเวณแผงลอยของทั้งสี่คนแม่ลูกนั้นกำลังได้รับความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปมาและได้กลิ่น เพียงแต่ยังไม่มีใครกล้าถึงขนาดมามุงดูใกล้ ๆ จนกระทั่งฟู่หว่านถิงตักพริกกระเทียมลงไปผัด กลิ่นหอมฉุนรุนแรงก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจนคนแถวนั้นจามออกมาหลายครั้งติด

หลังจากทำผัดกะเพรากระทะแรกเสร็จตักใส่ถ้วยแล้วได้ราวสิบห้าถ้วย ซึ่งข้าวราดผัดกะเพราหมูสับสี่ถ้วยแรกเธอให้ลูกชายคนโตนำใส่ถาดไปมอบให้กับเถ้าแก่ร้านบะหมี่และเถ้าแก่ร้านซาลาเปาได้ลองชิมก่อน

หลังจากนั้นก็นำไปแจกจ่ายให้กับคนงานที่เดินอยู่รอบบริเวณร้านและคนงานที่เดินเข้าออกโกดังสินค้าสองสามแห่งที่อยู่ไม่ไกลจากร้านนัก ซึ่งฝานเฉียงอู่เป็นคนอาสาเดินแจกจ่าย เพื่อให้น้องสาวอยู่ช่วยแม่ที่ร้าน

“พี่ชายลองชิมดู นี่เป็นผัดกะเพราจากร้านของเรา...ตรงนั้น!”ขณะยื่นถ้วยที่อัดแน่นไปด้วยข้าวผัดกะเพราใส่มือคนงานคนหนึ่ง ก็บุ้ยปากไปทางหน้าร้านที่มีแม่และน้องสาวกำลังยืนแจกสินค้าทดลองให้กับคนงานคนอื่นอยู่

“ผัดกะเพราะอย่างนั้นเหรอ? ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“ลองชิมดูก่อนไม่เสียหาย ให้พี่ชายฟรีเลยหนึ่งถ้วยผมไม่คิดเงิน”

ในยุคนี้อาหารไม่ได้มีให้เลือกมากมายนัก ยิ่งเป็นอาหารที่มีเนื้อเป็นส่วนประกอบด้วยแล้ว หากได้ลองพูดว่า ‘ฟรี’ ยิ่งมีแต่คนให้ความสนใจ เพียงเสี้ยวนาทีรอบกายฝานเฉียงอู่ก็รายล้อมไปด้วยคนงานชาย และสินค้าทดลองจำนวนสิบสองถ้วยที่เตรียมมาก็หมดเกลี้ยงในทันที

“ขอบใจ ร้านอยู่ตรงหน้าโกดังใหญ่ใช่หรือไม่?”หนึ่งในคนงานถามขึ้น

“ใช่ครับ พรุ่งนี้จะเริ่มขาย แต่บอกไว้ก่อนว่าที่ขายนั้นถ้วยใหญ่กว่านี้มาก วันนี้แจกฟรีให้เป็นเพียงสินค้าทดลองเท่านั้น”ฝานเฉียงอู่ตอบออกไปตามที่ได้รับการสั่งสอนจากมารดาก่อนออกมาจากร้าน

“อืม อร่อยดี ๆ เดี๋ยวพี่ชายจะบอกสหายพวกนั้นให้ไปลองกินดูนะ”

เมื่อมีหนึ่งคนชม คนงานอีกส่วนหนึ่งที่ได้ลิ้มรสก็เริ่มเอ่ยชมตามกัน นั่นจึงทำให้คนอีกกลุ่มที่ไม่กล้าลองได้เปิดใจชิมดู จึงทำให้รู้ว่ารสชาติของเจ้าสิ่งนี้นั้นอร่อยล้ำอย่างที่สหายว่ามาจริง ๆ

“ขอบคุณพี่ชายสุดหล่อครับ พี่ชายท่านนี้ก็ด้วยนะ”

ฝานเฉียงอู่กล่าวกับคนงานกลุ่มนี้อย่างนอบน้อม ก่อนจะกลับมาที่ร้านเพื่อนำส่วนที่เหลือไปแจกจ่ายให้กับคนงานแบกหามที่เดินผ่านไปมาบริเวณหน้าร้านจนครบห้าสิบถ้วย

ฟู่หว่านถิงจึงได้ชวนลูกทั้งสามคนเก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

“แม่ว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาซื้อข้าวของเรากี่คน?”ฝานเฉียงอู่ถามขึ้น

แต่ฟู่หว่านถิงกลับไม่รีบร้อนที่จะตอบ สองเท้ายังคงถีบจักรยานเพื่อให้มันขับเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดพัก พลางทอดมองไปยังหนทางข้างหน้า

“มีคนมาซื้อสักสามสิบถ้วยต่อวันก็เพียงพอเลี้ยงลูกทั้งสามคนแล้ว”

เธอตั้งใจว่าจะขายข้าวผัดกะเพราถ้วยละสองเหมา หากเพิ่มไข่ดาวคิดเพิ่มอีกฟองละห้าเฟิน เมื่อเทียบกับข้าวขาวอย่างดีและเนื้อหมูที่ราดอยู่ด้านบนจนเต็มถ้วย ราคานี้นับว่าไม่ถูกไม่แพง แต่หากคิดทบทวนให้ดีเธอแทบจะไม่มีต้นทุนเลย รายรับที่เข้ามาในแต่ละวันก็แทบจะเรียกว่ากำไรทั้งหมด

ฉะนั้นต่อวันหากขายเพียงแค่สามสิบหยวนก็ถือว่ากำลังดี ไม่เยอะไม่น้อย และที่สำคัญไม่เหนื่อยจนเกินไป ช่วงบ่ายยังมีแรงเหลือพอที่จะสอนหนังสือลูกทั้งสามคนได้อย่างสบาย ๆ

ฝานเฉียงอู่พยักหน้ารับช้า ๆ ขณะในหัวก็กำลังทำความเข้าใจกับคำพูดของแม่ไปทีละเล็กละน้อยในทุกวัน

แต่ในขณะเดียวกันมุมปากของกัวเทียนอวี่กลับมีร่องรอยของการยกยิ้มที่ไม่มีใครทันได้สังเกตเห็น คล้ายกับเขากำลังพึงพอใจกับคำตอบของหญิงใจร้าย โดยที่ในใจนั้นกลับมีส่วนหนึ่งก็ค่อย ๆ ยอมรับในตัวมารดาอย่างไม่รู้ตัว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel