บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 12 สามสิบหยวน

รถโดยสารจอดที่ศาลารอรถหน้าหมู่บ้านในเวลาใกล้เที่ยงพอดี ฟู่หว่านถิงจำต้องเดินต่อไปอีก จากบริเวณนี้กว่าจะถึงบ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้านใช้เวลาราวสิบห้านาที ถึงตอนนั้นลูก ๆ ของเธอก็คงกินมื้อเที่ยงกันเรียบร้อยแล้ว

เมื่อคำนวนเวลาคิดแล้วว่าอย่างไรก็คงไม่ทันกินข้าวพร้อมเด็กทั้งสามคนอย่างแน่นอน ฟู่หว่านถิงจึงตัดสินใจเดินกลับบ้านอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างทางเดินจำต้องเดินผ่านกลุ่มคุณแม่บ้านที่นั่งจับกลุ่มแชร์ข่าวสารเรื่องชาวบ้านอยู่

หญิงสาวหาได้สนใจคนพวกนั้น เพียงแต่เมื่อเดินต่อไปเพียงไม่กี่สิบก้าวก็พบเข้ากับหญิงวัยกลางคนที่เมื่อค้นจากความทรงจำก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นใคร

“แม่สามีมารอฉันเหรอคะ?”

หากไม่แน่ใจเธอคงไม่กล้าถามออกไปเช่นนี้ เมื่อครู่เธอเห็นเหมือนแม่สามีกำลังยืนรอใครสักคนอยู่ ทว่าหลังจากเห็นเธอเดินตรงมาก็รีบร้อนเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก เห็นทีคงมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ

“ก็ใช่น่ะสิ ฉันไปหาเธอที่บ้าน แต่เด็ก ๆ บอกว่าเธอไปตลาดตั้งแต่เช้า”

ก่อนหน้านี้ตนร้อนใจมากจึงได้รีบวิ่งไปที่บ้านของลูกชายคนเล็ก แต่เมื่อไปถึงก็พบกับหลานชายที่บอกว่าแม่ของตนไม่อยู่บ้านตั้งแต่เช้า หลานสาวยังบอกอีกว่าแม่ไปตลาดในเมืองอำเภอจะกลับมาตอนเที่ยง ย่าแก่เช่นตนจึงได้ตัดสินใจเดินมารออยู่แถวนี้ เผื่อว่าลูกสะใภ้มาถึงจะได้พบหน้ากันและพูดคุยในทันที

ฟู่หว่านถิงมีลางสังหรณ์อยู่ก่อนแล้วว่าอาจเกิดเรื่องกับคนสกุลกัวสายหลัก แดดตอนนี้ก็ร้อนแรงเหลือเกิน เธอไม่อยากจะยืนอยู่ตรงนี้นานนักจึงได้เอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “คุณแม่มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ”

หม่าฝู ก้มหน้ามองมือตนเองครู่หนึ่ง จากนั้นจึงได้ตัดสินใจเอ่ยกับลูกสะใภ้คนรองอย่างไม่เต็มเสียงนัก “ช่วงสายตาเฒ่าลื่นล้มตอนไปทำนา แล้วแขนเกิดหักขึ้นมาตอนนี้กำลังรอรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ที่บ้านเรามีเงินไม่พอรักษาเลยอยากจะมาขอหยิบยืมเงินชดเชยของเจ้ารองจากเธอก่อน ได้หรือไม่?”

ในท้ายประโยคนั้นเสียงแผ่วเบาลงกว่าครึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ตนเองรู้แก่ใจดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีลูกสะใภ้นั้นไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก

แต่เหตุการณ์คับขันเช่นนี้ ไม่ว่าทางใดก็คงต้องลองทำดูก่อน เพื่อให้สามีไม่ต้องกลายเป็นคนแขนพิการไปจนตาย ต่อให้ต้องแบกหน้าแก่ ๆ มาหาลูกสะใภ้คนรองแซ่ฟู่ที่ไม่ค่อยลงรอยกันก็ต้องทำ “ฉันแค่หยิบยืมชั่วคราวเท่านั้น หากเจ้าใหญ่หาเงินได้ฉันจะเอามาคืนเธอครบทุกเฟินแน่นอน”

แม้ในความทรงจำจะฉายชัดว่าระหว่างตนเองและบ้านสามีนั้นมีปัญหากันมากี่ครั้งต่อกี่หน อีกทั้งครั้งสุดท้ายยังร้ายแรงจนถึงขั้นที่สามีตัดสินใจทำหนังสือแยกบ้าน และหากให้มองในมุมคนนอกก็ต้องบอกเลยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความเอาแต่ใจของฟู่หว่านถิงคนก่อนทั้งสิ้น

ทั้งที่บ้านสามีดีกับเธอมาตลอดตั้งแต่แต่งเข้าไป แต่ด้วยความเกียจคร้านเป็นทุนเดิมนอกจากจะไม่หยิบจับสิ่งใด แม้แต่ลูกของตนเองสองคนก็ไม่เคยเลี้ยงดู ทำเพียงแค่ป้อนนมให้ลูกจนอิ่มก็ยกให้สามีเป็นคนดูแลทั้งหมด หากเธอเป็นแม่สามีเจอลูกสะใภ้เช่นนี้ก็คงต้องมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างเช่นกัน

แต่จากที่ได้ฟังแม่สามีเล่ามาทั้งหมด ก็เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้หนักหนาสำหรับพวกเขามาก ถึงขนาดละทิ้งทิฐิแล้วบากหน้ามายืนรอเธอถึงที่นี่

ฟู่หว่านถิงทอดถอนหายใจออกมา แน่นอนเธอไม่ใช่หญิงใจร้ายที่จะไม่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกยากแต่อย่างใด เพียงแต่กำลังคิดว่าจะหาประโยชน์ใดจากเรื่องนี้ได้บ้างก็เท่านั้น

“ฉันมีให้ได้แค่สามสิบหยวนนะคะ แต่ฉันมีข้อแม้สองสามข้อ หากแม่สามีตกลงฉันก็จะยกเงินสามสิบหยวนนี้ให้เลย ไม่ต้องนำมาคืน”หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตท่าทีของแม่สามีไปด้วย

“ได้สิ...ตกลง สามสิบหยวนก็พอแล้ว”หม่าฝูตอบรับแทบจะทันที

เพื่อสามีที่กำลังรอการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลตอนนี้แล้ว จะมีข้อตกลงใดที่ทำไม่ได้อีกกัน อีกอย่างเงินจำนวนสามสิบหยวนที่สะใภ้รองจะหยิบยื่นให้ก็นับว่าเพียงพอแล้วเมื่อรวมกับเงินที่ทางบ้านเรามีอยู่

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นฟู่หว่านถิงจึงได้อธิบายข้อตกลงของตนให้อีกฝ่ายได้ฟัง เมื่อเห็นว่าแม่สามีไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธหรือลำบากใจจึงได้วางใจ หญิงสาวระบายยิ้มจางออกมาเมื่อเห็นว่าข้อเสนอทั้งหมดถูกตอบรับอย่างง่ายดาย

เธอยื่นเงินสามสิบหยวนให้กับแม่สามี ก่อนจะเดินกลับบ้านมาอย่างสบายใจ ปัญหาที่ก่อนหน้านี้ยังดูเหมือนไร้ทางออก แต่เมื่อได้เจรจากับแม่สามีแล้ว ก็ราวกับทุกสิ่งที่คิดไว้จะราบรื่นขึ้นไม่น้อย

ความเงียบเชียบที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้ฟู่หว่านถิงรู้สึกแปลกใจ เธอใช้ลูกกุญแจที่มีไขเปิดประตูเข้าไปด้านในบ้านอย่างเบามือเพื่อไม่ให้รบกวนกิจกรรมของสามพี่น้อง อีกนัยหนึ่งก็ต้องการแอบดูความเคลื่อนไหวของเด็กทั้งสามคนในตอนที่ตนเองไม่อยู่ด้วยนั่นเอง

แต่ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้ามากลับพบว่าบริเวณโถงกลางบ้านว่างเปล่า ข้าวของเครื่องใช้แม้แต่ในครัวก็ยังดูปกติดี อีกทั้งอาหารที่ทำไว้ให้เมื่อเช้าก็ถูกจัดการจนเกลี้ยง เหมือนว่าเด็กน้อยทั้งสามจะกินมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ดูจากถ้วยชามถูกล้างคว่ำเอาไว้เป็นอย่างดี ทุกพื้นที่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด

“ไปไหนกันหมดนะ”หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียวแผ่ว ในใจก็คิดไปแล้วว่าพวกเขาอาจจะแค่ออกไปวิ่งเล่นแถวนี้หลังกินมื้อเที่ยง ฉะนั้นจึงได้ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของตนเองเพื่อเอนหลังสักหน่อย

ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับลูกสาวคนเล็กที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอน ฟู่หว่านถิงถอยออกมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะลองเปิดประตูห้องลูกชายดูก็พบกับเสี่ยวอวี่และเสี่ยวอู่ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างกัน

ริมฝีปากอิ่มมีรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย นับว่าเด็กทั้งสามคนเชื่อฟังเธอมากทีเดียว แม้ว่าจะอยู่กันตามลำพังก็ยังกินข้าวและเข้านอนกลางวันกันตามเวลา

เพื่อไม่ให้รบกวนเด็กทั้งสามคนที่กำลังหลับสนิท ฟู่หว่านถิงเลือกที่จะหยิบหนังสือที่เลือกเอาไว้สำหรับสอนให้กับลูก ๆ ออกมาเปิดอ่านทบทวนเสียก่อน เธอตั้งใจว่าบ่ายวันนี้จะเริ่มสอนหนังสือพวกเขา

“แม่กลับมาแล้วเหรอคะ?”

ฟู่หว่านถิงหันไปตามเสียงเรียกก็พบกับลูกสาวคนเล็กที่กำลังยืนพิงประตูห้องนอนด้วยท่าทางงัวเงีย พลันคิดในใจว่าเด็กคนนี้เหตุใดจึงตื่นก่อนพี่ ๆ เสมอ

“ไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย บ่ายนี้เราจะเริ่มเรียนหนังสือกัน ปลุกพี่ชายของลูกด้วยล่ะ”ผู้เป็นแม่กล่าวกับลูกสาวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปจัดหนังสือของเด็ก ๆ วางเอาไว้ตามตำแหน่งที่พวกเขานั่งกินข้าว

กัวอี้หลิงเป็นเด็กที่เชื่อฟังแม่เสมอมา ยิ่งในตอนนี้ที่แม่ใจดีกว่าแต่ก่อนราวกับคนละคนเด็กหญิงยิ่งเชื่อฟังและกระตือรือร้นที่จะทำตามเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความกลัว กลัวว่าหากตนเองทำให้แม่ไม่พอใจอีก แม่คนเดิมก็จะกลับมาอยู่กับพวกเราและทุกตีเราทุกวันเหมือนเมื่อก่อน

“นั่งประจำที่ก่อน วันนี้เราจะเริ่มเรียนหนังสือกัน”

กัวเทียนอวี่ค่อนข้างแปลกใจที่ได้ยินหญิงใจร้ายกล่าวเช่นนั้น หากเป็นเมื่อก่อนตอนเขาเรียนหนังสือ หญิงใจร้ายอย่าว่าแต่สอนการบ้านเลย เพียงแค่ได้ยินเขาท่องบทความเสียงดังก็จะตะโกนด่าทอและทุบตีอยู่บ่อยครั้ง

แต่ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อสามปีก่อนอย่างสิ้นเชิง แตกต่างเสียจนเขานึกว่าตนเองกำลังฝันอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“เธอเรียนจบชั้นประถมจะสอนพวกเราได้จริงหรือ?”กัวเทียนอวี่ลองถามหยั่งเชิงดู ถ้าหากเป็นหญิงใจร้ายคนเดิมแน่นอนว่าเขาอาจจะถูกตวาดด้วยถ้อยคำหยาบคาย หนักหน่อยก็อาจจะถูกทุบตีจนใบหน้าบวมปูด

แต่แล้วสิ่งที่กัวเทียนอวี่คาดการณ์เอาไว้กลับไม่เกิดขึ้นเลยสักอย่าง ฟู่หว่านถิงเพียงแค่เหลือบมองลูกชายคนโตแล้วกล่าวว่า “นั่นก็นับว่าเรียนมาแล้วไม่ใช่เหรอ? จากนี้แค่ตั้งใจฟังที่แม่สอนให้ดีแล้วจะรู้เองว่าแม่สอนได้หรือไม่”

“พวกเราจะตั้งใจเรียนครับแม่”ฝานเฉียงอู่กล่าวขึ้นมาเป็นคนแรก

ตามมาด้วยเสียงเล็กของลูกสาวอย่างกัวอี้หลิง “หนูด้วยค่ะแม่”

เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสามคนไม่ได้มีท่าทีต่อต้านการเรียนรู้ ฟู่หว่านถิงจึงได้เริ่มสอนการขีดเส้นง่าย ๆ ให้กับลูกทั้งสามคนเสียก่อน สำหรับกัวเทียนอวี่นั้นเขาเรียนผ่านตรงนี้มานานหลายปีแล้ว แต่เพื่อจับผิดหญิงใจร้ายเขาจึงได้ทำตามทุกสิ่งที่เธอสั่งสอน เพื่อรอคอยหาจุดบกพร่องที่กำลังจะเกิดขึ้น

กว่าที่เขาจะรู้ตัวว่าตนเองกลายเป็นนักเรียนชั้นดีของชั่วโมงเรียนในวันนี้ ก็เป็นตอนที่ทุกคนปิดสมุดและเตรียมแยกย้ายกันเสียแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel