ตอนที่ 11 สำรวจตลาด
ตลาดตอนเช้าในยุคสาธารณรัฐเป็นสิ่งที่สาวไทยจากยุคปัจจุบันไม่มีทางได้เคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน ความครึกครื้นและเต็มไปด้วยผู้คนส่งเสียงดังจอแจกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของของตลาดในยุคนี้
ทันทีที่รถโดยสารจอดบริเวณด้านหน้าร้านค้าสวัสดิการ ฟู่หว่านถิงเห็นแล้วว่าตรงหน้าคือทางเดินทอดยาวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและแผงลอยหลายสิบร้าน ทางเดินมีผู้คนเดินซื้อของกันขวักไขว่ แต่ทว่านั่นกลับไม่ใช่เป้าหมายของเธอในการมาที่นี่ในครั้งนี้
ในเมื่อต้องการขายอาหารปรุงสำเร็จ ฉะนั้นลูกค้าของเธอย่อมไม่ใช่ชาวบ้านที่มาซื้อของสดกลับไปทำอาหารกินที่บ้าน...
หากจำไม่ผิดในยุคนี้ประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู ทรัพยากรสำคัญอย่างเช่นอาหารและสินค้าอุตสาหกรรมมีไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาหารหลายอย่างยังต้องมีการนำเข้ามาทางเรือสินค้า
เช่นนั้นก็หมายความว่าในแต่ละวันท่าเรือแห่งนี้ต้องมีเรือสินค้าเข้ามาเทียบท่าจำนวนไม่น้อย นั่นก็เท่ากับว่าแรงงานคนที่ทำงานอยู่บริเวณนี้ก็สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นจำนวนมากในทุกชั่วโมง
ดวงตาของฟู่หว่านถิงวาววับขึ้นมาในทันทีที่จินตนาการถึงข้าวผัดกะเพราที่จะเริ่มขายให้กับแรงงานเหล่านี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เพียงเดินมาจากทางตลาดไม่ถึงห้าสิบเมตรก็พบกับโกดังเก็บสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง ตลอดเส้นทางบนถนนคอนกรีตทอดยาวไปยังท่าเรือนั้นเต็มไปด้วยผู้คน แต่น่าแปลกที่ร้านอาหารนั้นมีเพียงแค่สองร้านเท่านั้น
ร้านหนึ่งเป็นแผงลอยขายซาลาเปาธรรมดา ส่วนอีกร้านมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยเปิดขายบะหมี่เนื้อ เพียงเท่านี้จะเพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างไร ด้วยความสงสัยฟู่หว่านถิงไม่รอช้าเดินตรงไปยังร้านขายซาลาเปาขนาดเล็กในทันที “เถ้าแก่คะ ฉันเอาซาลาเปาไส้ผักสองลูกค่ะ”
หญิงสาวรับซาลาเปาลูกใหญ่ที่กำลังร้อนอยู่มาถือไว้ ก่อนจะหยิบเงินในกระเป๋าจ่ายไป จากนั้นจึงเริ่มกัดชิมซาลาเปาในมือด้วยความอยากรู้
ทันทีที่ฟู่หว่านถิงกลืนซาลาเปาคำแรกลงคอ อดยอมรับไม่ได้ว่ารสชาติซาลาเปาของร้านนี้ก็ไม่ได้แย่ เนื้อแป้งฟูนุ่ม ไส้ผักก็ถูกผัดเป็นอย่างดีจนหอม รสชาติเค็มนำกลมกล่อมมาก ถือเป็นรสชาติกลางที่คนทั่วไปกินกันนับว่ารสชาติดีใช้ได้ทีเดียว “ซาลาเปาอร่อยดีนะคะ ช่วงนี้ขายดีหรือไม่เถ้าแก่?”
“ขายดีสิ นี่! คุณเห็นซาลาเปาพวกนี้ไหมล่ะ เชื่อไหมว่าฉันขายต่ออีกครึ่งชั่วโมงก็หมดแล้วล่ะ”ว่าจบก็ชี้ไปยังหม้อนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยซาลาเปาราวห้าสิบลูกให้หญิงสาวคนนี้ได้เห็นกับตา
ฟู่หว่านถิงไม่คิดว่าเถ้าแก่ท่านนี้โอ้อวดเกินจริง เพราะขณะที่เราพูดคุยกัน มือของเถ้าแก่ยังคงหยิบซาลาเปาขายให้กับลูกค้ารายอื่นอย่างไม่หยุดพัก แม้จะไม่ได้มีลูกค้ามารุมล้อมเป็นจำนวนมากในคราวเดียว แต่เมื่อดูจากร้านซาลาเปาและร้านบะหมี่ที่มีลูกค้าเดินเข้ามาซื้อเรื่อย ๆ เห็นทีจะขายดีมากอย่างที่ว่ามา
“อย่างนั้นทำไมแถวนี้ไม่มีร้านอื่นเลยล่ะคะ?”
เถ้าแก่หยุดมือที่กำลังหยิบซาลาเปาไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมากล่าวกับลูกค้ารายนี้อย่างจริงจังว่า “ก็ลูกค้าส่วนใหญ่น่ะเป็นคนงานที่แบกหามให้กับเรือสินค้า คนพวกนี้อย่าได้ดูถูกเชียวนา...ค่าแรงของพวกเขาแต่ละวันไม่น้อยเลย แล้วอีกอย่างพวกเขาน่ะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้นขอแค่กินง่าย อิ่มท้อง แล้วไม่ต้องใช้เวลารอนานเกินไป ซาลาเปาร้านฉันกับบะหมี่ร้านนั้นถึงได้อยู่ได้จนทุกวันนี้อย่างไรล่ะ”
ฟู่หว่านถิงได้ฟังก็พยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย คนที่ทำงานกับเรือไม่ว่าตำแหน่งไหนล้วนต้องทำงานแข่งกับเวลา ฉะนั้นแล้วหากอาหารที่ต้องใช้เวลาทำนาน กว่าพวกเขาจะได้กินก็คงเสียเวลามากทีเดียว
ด้วยท่าทางดูใจดีของเถ้าแก่ร้านซาลาเปา ฟู่หว่านถิงกลืนซาลาเปาอีกคำลงคอ แล้วตัดสินใจถามดูอีกครั้งว่า “แล้วถ้าฉันอยากจะขายอาหารง่าย ๆ เถ้าแก่พอจะแนะนำแผงลอยให้ฉันได้ไหมคะ?”
“มีอยู่แผงหนึ่งนะ นั่น! เดินตรงไปทางท่าเรืออีกหน่อยก็เจอ ส่วนเจ้าของแผงก็เป็นเจ้าของร้านบะหมี่นั่นแหละ เมื่อก่อนเขาน่ะขายดิบขายดีมากจากแผงลอยเล็ก ๆ ตอนนี้ขยายร้านใหญ่โตเลยคุณว่าไหมล่ะ?”เถ้าแก่ร้านซาลาเปากล่าวขึ้นโดยสีหน้าไม่ได้แสดงออกว่าคนถามอาจจะเป็นศัตรูในอนาคตของตนแต่อย่างใด ไม่ว่าอย่างไรที่ตรงนี้ก็มีลูกค้ามากกว่าจำนวนอาหารอยู่แล้ว
ต่อให้มีร้านค้าเพิ่มขึ้นอีกสิบร้าน เขาก็เชื่อว่าสามอันดับแรกที่ลูกค้าพวกนี้เลือกอย่างไรก็ต้องมีร้านซาลาเปาของเขาอยู่ในนั้นแน่นอน
“เถ้าแก่ทั้งสองนี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เลยนะคะ”
“ขอบคุณที่ชมนะ คุณนี่รู้จักพูดเอาใจคนแก่จริง ๆ”
ฟู่หว่านถิงอยู่พูดคุยกับเถ้าแก่ร้านซาลาเปาเพียงไม่นาน ก็ได้ความว่าเมื่อก่อนที่ตรงนี้ก็เคยมีร้านขายอาหารไม่ต่ำกว่าสิบร้าน แต่กลับต้องทยอยปิดลงเพราะอาหารที่ทำนั้นต้องรอนานกว่าจะได้กิน ซึ่งก็น่าเสียดายเพราะร้านอาหารพวกนั้นรสชาติดี แต่ลูกค้าหลักของที่นี่ไม่ค่อยให้การสนับสนุน ส่วนลูกค้าที่เป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะซื้อวัตถุดิบสด ๆ กลับทำกินกันภายในครอบครัวเสียมากกว่า
ในเวลาต่อมาหญิงสาวแยกตัวออกมาจากร้านซาลาเปาเพื่อไปสำรวจดูแผงลอยที่อยู่ใกล้กับท่าเรือตามคำแนะนำของเถ้าแก่ร้าน แต่ทว่าเมื่อมาถึงแผงลอยกลับรู้สึกว่ามันดูดีกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก
แม้จะบอกว่านี่คือแผงลอย แต่ทว่ากลับมีรถเข็นที่ยังดูใหม่ตั้งอยู่ โต๊ะเก้าอี้ไม้อย่างดีสองชุด ทั้งร้านก็ยังมีหลังคาที่มีความกว้างราวสี่เมตรสำหรับบังแดดบังฝน และที่สำคัญคือแผงลอยนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กับโกดังเก็บสินค้าที่มีคนเข้าออกตลอดเวลาอีก...นี่มันเรียกว่าทำเลทองชัด ๆ
ฟู่หว่านถิงแทบจะเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ในใจไม่ไหว เธอเดินกลับไปยังทางเมื่อครู่ตรงไปยังร้านบะหมี่อย่างไม่ลังเล ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เธอต้องเป็นเจ้าของแผงลอยแห่งนี้ให้ได้
“เถ้าแก่คะ ฉันสนใจแผงลอยที่อยู่ใกล้ท่าเรือตรงนั้นน่ะค่ะ”
เถ้าแก่ร้านบะหมี่หยุดงานในมือลงแทบจะทันที เขาขยับแว่นมองดูหญิงสาวรายนี้ให้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อย “ได้แน่นอน นั่งก่อนสิ!”
“พูดตรง ๆ เลยนะคะฉันชอบแผงนั้นของเถ้าแก่มาก ไม่ทราบว่าหากจะเช่าเถ้าแก่คิดอย่างไรคะ?”ขณะกล่าวนิ้วอวบก็ชี้ไปยังแผงลอยที่ยังว่างเปล่าไร้เจ้าของ โดยไม่ลืมสังเกตบริเวณหน้าร้านบะหมี่แห่งนี้ไปด้วย
ที่นี่ก็ไม่ได้ต่างจากที่เถ้าแก่ร้านซาลาเปากล่าวเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ได้ขายดีขนาดที่มีลูกค้ารุมล้อมเป็นจำนวนมาก แต่มีลูกค้าทยอยเดินเข้ามาไม่ขาดสาย ลูกค้าส่วนมากหรือแทบจะทั้งหมดเป็นคนงานจากท่าเรือ พวกเขาสั่งเพียงบะหมี่เนื้อง่าย ๆ เมื่อได้มาแล้วก็นั่งกินอย่างเร่งรีบ จ่ายเงินและจากไป
ไม่นั่งแช่หรือพูดคุยกันยืดเยื้อ จึงไม่ทำให้โต๊ะนั่งเต็ม ถือเป็นลูกค้าชั้นดี
“ถ้าหากจะเซ้งฉันคิดแปดสิบหยวน ของทั้งหมดที่เห็นฉันยกให้ แต่หากสู้ราคาไม่ไหวอยากจะเช่า ฉันคิดแค่เดือนละสิบหยวนเท่านั้นไม่ต้องจ่ายมัดจำ”
เถ้าแก่ร้านบะหมี่กล่าวรวบรัดภายในประโยคเดียว ซึ่งก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ฟู่หว่านถิงตัดสินใจได้ในทันทีที่ได้ฟังเช่นกัน
“ฉันขอเช่าก่อนสักสามเดือนได้ไหมคะ? หากไปได้ดีก็จะเซ้งแน่นอน”
แน่นอนว่าเธอค่อนข้างเชื่อมั่นในฝีมือของตนเอง และองค์ประกอบหลายอย่างก็ทำให้เธอเชื่อมั่นว่าร้านข้าวกะเพราต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ความไม่แน่นอนในยุคนี้เป็นสิ่งที่เธอต้องระมัดระวังให้ดี ในวันนี้ทางการอาจจะปล่อยให้ชาวบ้านทั่วไปทำการค้าได้อย่างเสรี แต่อีกหกสิบวันข้างหน้าคำสั่งนี้จะยังคงอยู่ดีหรือไม่ใครจะรู้แน่
“ย่อมได้ ฉันตามใจคู่ค้าอยู่แล้ว”
เมื่อคู่ค้าสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน สัญญาเช่าพื้นที่หนึ่งฉบับจึงได้เกิดขึ้น ฟู่หวานถิงเก็บสัญญาใส่กระเป๋าผ้าอย่างเบามือ ก่อนออกจากร้านบะหมี่ยังโค้งขอบคุณเถ้าแก่ร้านนี้อยู่หลายครั้งที่ให้เธอเช่าร้านโดยไม่คิดเงินมัดจำล่วงหน้า
ทันทีที่เดินออกมาจากร้านบะหมี่ก็ไม่ลืมทอดมองไปยังร้านซาลาเปาเมื่อครู่ซึ่งก็พบว่าเถ้าแก่กำลังเก็บร้านอยู่ ตั้งแต่พูดคุยกันจนถึงตอนนี้เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ไม่คิดมาก่อนว่าซาลาเปาธรรมดาก็ขายดีถึงเพียงนี้ เปิดขายตั้งแต่เช้านี่ยังไม่ถึงครึ่งวันซาลาเปาร้อยกว่าลูกก็ขายหมดเกลี้ยงเสียแล้ว
ระหว่างนี้ยังเหลือเวลาอีกมากกว่ารถโดยสารจะออก เช่นนั้นก็ควรไปสำรวจตลาดสักหน่อย แน่นอนว่าเธอมีห้างสรรพสินค้าที่หยิบของมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด แต่หากจะขายให้กับลูกค้าที่เป็นคนจริง ๆ ก็ควรรู้ต้นทุนที่แท้จริงของวัตถุดิบเอาไว้บ้างจะได้รู้ว่าควรตั้งราคาที่เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม
