ตอนที่ 4
“อาจือเจ้าใจเย็นๆ ก่อน ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด เช่นนั้นมิสู้พวกเราไกล่เกลี่ยกันดีหรือไม่” หัวหน้าหมู่บ้านออกหน้าไกล่เกลี่ย
“เข้าใจผิด?” นางแค่นยิ้ม “หากเพียงเพราะเรื่องเข้าใจผิดข้ากลับถูกสามีตบจนมีสภาพเช่นนี้ ทั้งที่ข้าเพิ่งช่วยบุตรสาวของเขาเอาไว้แท้ๆ แม้เรื่องนี้จะเป็นการจัดฉากแต่อาจูก็เกือบจมน้ำจริงๆ เรื่องที่ข้าช่วยนางขึ้นมาจากน้ำก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน ทว่าสามีไม่ถามไถ่ไม่สนใจความจริงลงมือทำร้ายข้าทันที ท่านลุงเสิ่นข้าว่าการไกล่เกลี่ยไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป”
“จือจือข้าว่า...” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นเสิ่นจือหันไปมองเขา ผู้ที่ส่งเสียงคือหวังต้าพี่ชายคนโตของนาง ใบหน้าคล้ำแดดดวงตาอิดโรยจากการทำงานหนัก ร่างกายแม้สูงใหญ่แต่เห็นชัดว่าผ่านการทำงานหนักมาทั้งชีวิต...
“พี่ใหญ่ข้าตัดสินใจแล้ว ข้ายังต้องการให้ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านสอบสวนเรื่องการจัดฉากใส่ร้ายข้าด้วย” นางมองตรงไปยังเสิ่นหูกับนางจี้ มั่นใจกว่าเก้าส่วนว่านี่เป็นแผนที่อีกฝ่ายวางเอาไว้ เด็กสามคนแม้มีส่วนร่วมทว่าไม่มีทางคิดเรื่องเช่นนี้ออกมาได้แน่นอน แถมยังฉลาดเลือกวันที่หลิวอวี้กลับมาถึงอย่างพอเหมาะพอเจาะอีก
เสิ่นหูมองสบตากับมารดาสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ทั้งสองกำลังคิดจะแอบย่องหนีทว่านางรู้ทัน “เสิ่นหูเจ้ากับมารดาจะแอบย่องไปไหนเล่า รีบไปมิใช่ร้อนตัวแล้วหรือไร”
ชาวบ้านเลิกคิ้วมองสองแม่ลูก “นั่นน่ะสิ คงมิใช่ว่าพวกเจ้าสองแม่ลูกเป็นคนวางแผนนี้ขึ้นมาจริงๆ หรอกนะ?!”
“เสิ่นจือเจ้าอย่ามาใส่ร้ายคนดี คิดจะทำลายชื่อเสียงของข้าทั้งที่เจ้าเองต่างหากที่ชาวบ้านล้วนรู้ดีว่าจิตใจอำมหิตชั่วช้า ดูอย่างพี่ชายของเจ้าทั้งสองคนที่ต้องงานหนักเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าสิ ส่วนเจ้าสุขสบายจนอ้วนท้วนเป็นหมูก็ไม่ปาน พวกท่านอย่าไปเชื่อคำใส่ร้ายของนางเชียวนะเจ้าคะ” เสิ่นหูละล่ำละลักกล่าวด้วยใบหน้าร้อนรน
เสิ่นจือมองอีกฝ่าย “เสิ่นหูเจ้าชอบสามีของข้าใช่หรือไม่” นางถามออกไปตรงๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทุกคนเงียบมองเสิ่นหู
อีกฝ่ายเหลือบมองหลิวอวี้ด้วยสายตาขัดเขิน “ขะ...ข้าไม่ได้ ไม่ได้ชอบ เจ้าใส่ร้ายข้า”
“อ้อเช่นนั้นหากข้าหย่ากับเขาเจ้าก็จะไม่มีวันเข้าใกล้เขา ไม่จงใจพาตัวเข้าไปเสนอให้เขางั้นสิ” เสิ่นจือแค่นหัวเราะ
เสิ่นหูมองมารดาเพื่อขอความช่วยเหลือ นางสองแก้มแดงซ่านก้มหน้าลงท่าทางราวกำลังจะร้องไห้ นางจี้สบถออกมาเสียงหนึ่ง “เจ้าจะหย่ากับเขาก็หย่าไปสิ หลังจากนั้นใครจะเข้าใกล้เขาก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าแล้ว คนดีๆ อย่างหลิวอวี้ผู้ใดย่อมอยากได้เป็นสามี ย่อมอยากได้เป็นบุตรเขยทั้งนั้น หากตอนนั้นมิใช่เจ้าชุบมือเปิบฉวยโอกาสตอนคนเขาไร้หนทาง บีบบังคับให้เขาแต่งเข้าบ้านเจ้า ตอนนี้เขาคงไม่มีทางเป็นสามีของสตรีอ้วนเช่นเจ้าแน่!”
“เช่นนั้นเมื่อก่อนตอนเขาต้องการเงินสามตำลึง เพราะอะไรพวกท่านไม่หยิบยื่นให้เขาเล่า ข้าจำได้ชัดเจนว่าตอนนั้นไม่ว่าเขาหันไปที่ใดล้วนมีแต่คนปิดประตูบ้านกันเงียบ ท่านเองก็มิใช่แสร้งทำเป็นไม่อยู่บ้านหรอกหรือ เขาต้องการเงินค่าหมอเพื่อนำไปรักษาฮูหยินพวกท่านกลับไม่สนใจ พอฮูหยินเขาสิ้นใจเขาเป็นหนี้ร้านยาแถมต้องจัดงานศพ พวกท่านก็ทำเป็นมองไม่เห็น ตอนนี้เขาใช้หนี้ก่อนนั้นด้วยเงินของข้า พวกท่านแต่ละคนกลับบอกว่าอยากได้เขาเป็นเขย” เสิ่นจือหัวเราะนางหันไปมองหลิวอวี้ “ตอนนั้นเพราะต้องการเงินสามตำลึงท่านตกปากรับคำแต่งกับข้า ก็มิใช่เพราะว่าไม่มีใครในหมู่บ้านยื่นมือเข้าช่วยหรอกหรือ?”
หลิวอวี้อ้ำอึ้ง
ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ “ตอนนั้นเป็นปีที่แห้งแล้ง เงินสามตำลึงนั่น...”
เสิ่นจือมองไปรอบๆ ชาวบ้านล้วนหลบสายตาของนาง “ข้าเป็นสตรีอ้วนทั้งยังอัปลักษณ์ในสายตาของพวกท่าน เป็นสตรีปากร้ายที่ชอบใช้งานผู้อื่น ทว่าในยามคับขันข้าเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ ทางหลิวอวี้เองก็ตกลง ถึงเวลาเมื่อได้ในสิ่งที่ตนปรารถนาหลังแต่งงานกลับรีบสะบัดก้นหนีไปจากหมู่บ้าน กล่าวอ้างเหตุผลต่างๆ นานาไม่ยอมแม้กระทั่งเข้าหอกับข้า ทิ้งบุตรสามคนเอาไว้ในความดูแลของข้า หลิวอวี้...ตอนที่เจ้าจากไปไม่เห็นห่วงกังวลว่าข้าจะดูแลเด็กไม่ดี”
