บทที่ 6 : ขอลาออกจากการเป็นนักฆ่า
บทที่ 6 : ขอลาออกจากการเป็นนักฆ่า
เวลาผ่านพ้นไป... นับตั้งแต่ดวงวิญญาณของสาวออฟฟิศผู้เคราะห์ร้ายได้พลัดหลงเข้ามาอยู่ในร่างของยอดนักฆ่าสาวผู้นี้
ทว่าสิ่งหนึ่งที่ ‘มู่หลาน’ ตระหนักได้แน่ชัดในยามนี้คือ... สวรรค์ยังคงมีเมตตาต่อนางอยู่บ้าง!
หลังจากต้องทนซุกหัวนอนบนเตียงแข็งในถ้ำอันอับชื้น และขบเคี้ยวหมั่นโถวแห้งกรังประทังชีวิตมานานนับเดือน การได้เหยียบย่างเข้าสู่เมืองหลวงและแทรกซึมเข้ามาใน ‘หอหมื่นบุปผา’ แห่งนี้ สำหรับนางแล้วมันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตจากดินสู่ฟ้าโดยแท้จริง!
เตียงกว้างที่หนานุ่มราวกับปุยนุ่น ผ้าห่มแพรไหมเนื้อละเอียดที่กรุ่นกลิ่นเครื่องหอมจรุงใจ และอาหารเลิศรสที่วางเรียงรายยั่วน้ำลายอยู่เบื้องหน้า...
ฉันขอลาออกจากการเป็นนักฆ่า แล้วมาสมัครเป็นนางรำถาวรเลยได้ไหมเนี่ย! มู่หลานคร่ำครวญในใจด้วยความซาบซึ้ง อยากจะล้มตัวลงกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียงนี้ไปตลอดกาล ทว่าติดตรงที่ภารกิจสำคัญ (และยาพิษในกาย) ยังคงค้ำคอเป็นโซ่ตรวนให้นางต้องเดินหน้าต่อ
“พวกเจ้าสองคน... ช่างเป็นเพชรในตมโดยแท้!”
เสียงอุทานด้วยความพึงพอใจของ ‘แม่เล้าจู’ เจ้าของหอหมื่นบุปผา ดังขึ้นหลังจากได้ชมการแสดงทดสอบฝีมือ
หงเหลียนนั้นใช้ทักษะวรยุทธ์อันสูงส่งผสมผสานกับการร่ายรำได้อย่างอ่อนช้อยทว่าทรงพลัง ท่วงท่าดูดุดันแต่ยั่วยวนประหนึ่งนางพญาแมงป่องที่พร้อมจะพิฆาตหัวใจบุรุษ
ส่วนมู่หลาน... ต้องขอบคุณความทรงจำที่ตกทอดมาจากร่างเดิม ทำให้นางบรรเลง ‘กู่เจิง’ ได้อย่างเชี่ยวชาญ เสียงเพลงที่นางกรีดสายออกมาไพเราะจับใจและเศร้าสร้อยเสียจนคนฟังแทบหลั่งน้ำตาโดยไม่รู้ตัว
แม่เล้าจูตาเป็นประกายวาววับ มองเห็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลลอยอยู่ตรงหน้า
“แม้การแสดงใหญ่จะมีขึ้นในอีกสามวัน ทว่าคืนนี้ข้าจะให้พวกเจ้าขึ้นโชว์ตัวเรียกน้ำย่อยเสียก่อน... ข้าต้องการให้บุรุษทั่วทั้งเมืองหลวงเล่าลือกันให้ทั่ว ถึงความงามล่มเมืองของดาวดวงใหม่แห่งหอหมื่นบุปผา!”
หลังจากนั้น มู่หลานก็ถูกบ่าวรับใช้รุมล้อมเพื่อขัดสีฉวีวรรณอยู่นานนับชั่วยาม ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าไม่มีส่วนใดที่ถูกละเลย
จวบจนกระทั่งขั้นตอนการขัดสีฉวีวรรณเสร็จสิ้นลง...
มู่หลานถูกนำตัวมานั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์หอม ที่มีคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ขัดเงาวับตั้งตระหง่านอยู่ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนของตนเอง... แล้วก็พลันต้องชะงักค้าง ลมหายใจสะดุดห้วงไปในพริบตา
“นี่... คือตัวข้าหรือ?”
มือน้อยยกขึ้นแตะแก้มตนเองเบาๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา ที่ผ่านมานางเห็นเพียงเงาสะท้อนเลือนรางผ่านลำธารหรือกระจกมัวหมองในรังนักฆ่า แต่นี่เป็นครั้งแรก... ที่นางได้เห็นสตรีที่ชื่อว่า ‘มู่หลาน’ อย่างเต็มตาและชัดเจนทุกรายละเอียด
ภาพที่ปรากฏในคันฉ่อง คือสตรีผู้มีความงามพิลาสล้ำ ราวกับเทพธิดาจำแลงกายลงมาจุติบนโลกมนุษย์
ใบหน้ารูปไข่ได้สัดส่วนงดงามไร้ที่ติ ผิวพรรณที่เคยถูกมองข้ามเพราะความมอมแมม บัดนี้กลับผุดผ่องนวลเนียนขาวกระจ่างใสดุจหิมะต้นฤดู ตัดกับเส้นผมสีดำขลับประดุจขนนกกาเหว่าที่ถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต ปล่อยปอยผมลงมาคลอเคลียกรอบหน้าและลำคอระหงชวนมอง
ดวงตาคู่คมโตที่เคยแข็งกร้าวอย่างคนดื้อรั้น บัดนี้ถูกแต่งแต้มให้ดูหวานซึ้งทว่าเย้ายวน ขนตายาวงอนส่งเสริมให้นัยน์ตาสีนิลดูมีเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหา จมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยรับกับริมฝีปากอิ่มสีแดงสดดุจผลอิงเถา (เชอร์รี่) ฉ่ำน้ำที่เชิญชวนให้ผู้คนลุ่มหลง
อาภรณ์ที่นางสวมใส่เป็นผ้าไหมเนื้อดีสีแดงเพลิงไล่เฉดไปจนถึงชมพูอ่อน เผยให้เห็นช่วงไหล่ลาดเนียนและเนินอกอิ่มเพียงวูบไหว ยามขยับกายชายกระโปรงพริ้วไหวราวกับกลีบดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานรับแสงอรุณ
ความงามนี้มิใช่ความงามแบบอ่อนหวานน่าทะนุถนอมเหมือนคุณหนูในห้องหอ ทว่ามันคือความงามที่แฝงไว้ด้วยความอันตราย ความลึกลับ และแรงดึงดูดอันรุนแรงจนยากจะละสายตา
สวย... สวยจนแทบหยุดหายใจ!
มู่หลานตะลึงในความโฉมงามของร่างนี้จนแทบจะตกหลุมรักตนเองหน้ากระจก หากรู้ว่าร่างเดิมแต่งองค์ทรงเครื่องออกมาแล้วจะ ‘เด็ด’ ถึงเพียงนี้ นางคงเลิกบ่นเรื่องโชคชะตาที่ส่งนางมาที่นี่ไปนานแล้ว
“งามมากเจ้าค่ะแม่นาง...” สาวใช้ที่ช่วยแต่งตัวถึงกับเผลอทำหวีหลุดจากมือ นางมองมู่หลานตาค้างราวกับต้องมนต์สะกด “ท่านงดงามราวกับนางจิ้งจอกจำแลงมาจริงๆ เจ้าค่ะ”
มู่หลานยกยิ้มที่มุมปาก ส่งสายตาแพรวพราวให้เงาในกระจกหนึ่งครา
“เตรียมใจไว้ให้ดีเถิดชาวเมืองหลวง...” นางพึมพำกับตนเองแผ่วเบา “คืนนี้... แม่จะเฉิดฉายให้พวกเจ้าตาค้างกันไปทั้งแถบเลยทีเดียว!”
ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการอันแยบยลของแม่เล้าจูราวกับมีหัตถ์สวรรค์คอยจัดวาง
เพียงค่ำคืนแรกที่ มู่หลาน และ หงเหลียน ปรากฏกายขึ้นแสดงเพื่อเรียกน้ำย่อย ข่าวลือเรื่อง ‘สองโฉมงามล่มเมือง’ แห่งหอหมื่นบุปผาก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยในเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง บุรุษหนุ่มน้อยใหญ่ต่างกล่าวขานถึงสตรีลึกลับผู้มีความงามปานเทพธิดาจำแลง และท่วงท่าการร่ายรำที่ยั่วยวนหทัยจนแทบจะหยุดหายใจ
และแล้ว... ค่ำคืนแห่งงานแสดงครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง
หอหมื่นบุปผาในยามนี้สว่างไสวไปด้วยแสงโคมนับพันดวงที่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาจนแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ว่าง โดยเฉพาะบริเวณที่นั่งแถวหน้าสุดซึ่งถูกจับจองด้วยเหล่าขุนนางชั้นสูงและคหบดีผู้มั่งคั่งที่ยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อยลโฉมดาราผู้โด่งดัง
ท่ามกลางฝูงชนที่จอแจวุ่นวาย บุรุษสองสง่าสองท่านในอาภรณ์หรูหรานั่งจิบสุราเลิศรสอยู่อย่างเงียบเชียบ รัศมีแห่งความสูงศักดิ์ที่แผ่ซ่านออกมาทำเอาผู้คนรอบข้างมิกล้าแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าใกล้
อ๋องจวิ้นเจี๋ย นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาคมกริบประดุจพยัคฆ์กวาดมองไปรอบกายอย่างพินิจพิเคราะห์ วันนี้เขาหาได้มาเพื่อเสพสำราญกับนารี ทว่ามาเพื่อสืบเสาะการเคลื่อนไหวของสายลับแคว้นศัตรูที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้าวาณิช
“เสด็จพี่รอง...”
เสียงทุ้มเอ่ยเรียกแผ่วเบาจากคนข้างกาย อ๋องจวิ้นอวี้ น้องชายคนเล็กนั่งทำหน้าเคร่งขรึม บุรุษผู้เย็นชาที่ไม่ชอบข้องแวะกับสตรี ยามที่ต้องมาอยู่ในสถานที่เริงรมย์เช่นนี้จึงฉายแววไม่พึงใจออกมาอย่างมิปิดบัง
“เบื่อรึ?” จวิ้นเจี๋ยเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาจากเวที
“ข้าอยากกลับจวนแล้วพะยะค่ะ...”
“เสร็จสิ้นการแสดง เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าจะอยู่สืบความลับต่อเอง”
จวิ้นเจี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองน้องชายด้วยความฉงน “พักนี้เจ้าดูจะติดจวนเหลือเกินนะจวิ้นอวี้... ปกติเห็นเจ้าหาเรื่องหลบหน้าพระชายามาโดยตลอดมิใช่หรือ? ไฉนยามนี้ถึงรีบร้อนอยากกลับนักเล่า?”
เขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่าน้องชายผู้นี้เกลียดชังการคลุมถุงชนเพียงใด และรังเกียจพระชายาที่เสด็จแม่จัดหาให้จนแทบมิอยากเหยียบย่างเข้าไปในเรือนหอด้วยซ้ำ ทว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันนี้กลับดูมีเงื่อนงำยิ่งนัก
จวิ้นอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากหยักได้รูปพรายยิ้มบางเบา ยามหวนนึกถึงดวงหน้าของสตรีผู้หนึ่งที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน... จากสตรีร้ายกาจที่คอยสร้างความรำคาญใจ กลับกลายเป็นสตรีวิปลาสที่ขยันสร้างความประหลาดใจให้เขาได้ไม่เว้นแต่ละวัน
“ก็... ที่จวนมี ‘สิ่งที่น่าสนใจ’ รออยู่พะยะค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นรึ...” จวิ้นเจี๋ยกระตุกยิ้มมุมปาก เขาสัมผัสได้ถึงกระแสความรู้สึกที่เปลี่ยนไปในน้ำเสียงของอนุชา
“เฮ้อ...”
จวิ้นอวี้ถอนหายใจยาวพลางปรายตามองเหล่านางรำบนเวทีด้วยสายตาว่างเปล่า ในใจพลันนึกเปรียบเทียบอย่างลืมตัว... ต่อให้สตรีตรงหน้าจะงดงามปานล่มเมืองเพียงใด ก็มิอาจเทียบได้กับรอยยิ้มซื่อบื้อของยัยตัวแสบที่จวนได้เลยแม้เพียงกึ่งหนึ่ง
จวิ้นเจี๋ยแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความเบื่อหน่ายมิต่างกัน สำหรับเขาแล้วสตรีเหล่านี้ล้วนมีพิมพ์นิยมเดียวกันหมดสิ้น กิริยาจะก้านที่จงใจปรุงแต่งจนเกินงามมิอาจดึงดูดความสนใจของเขาได้เลย... จนกระทั่งคืนนั้น คืนที่เขาได้เผชิญหน้ากับ ‘นักฆ่า’ ผู้นั้น
เหตุใดข้าถึงยังลบภาพนางออกจากหัวมิได้เสียที...
ทันใดนั้น... แสงเทียนนับพันดวงภายในหอหมื่นบุปผาพลันหรี่ดับลงพร้อมกัน!
ความมืดสลัวเข้าปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ความเงียบสงัดเข้าครอบงำฝูงชนที่เคยจอแจราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อรอคอยการปรากฏตัวของบางสิ่ง
พลันนั้น กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้ป่าที่แปลกจมูกก็ลอยละล่องมาแตะจมูกแขกเหรื่อ สร้างความมึนเมาและเคลิบเคลิ้มไปทั่วโถงกว้าง ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำของกลองศึกจะรัวสนั่นขึ้นเป็นจังหวะระทึกใจ
พรึ่บ!
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นกึกก้อง เมื่อผ้าแพรสีแดงฉานทิ้งตัวลงมาจากเพดานสูงราวกับน้ำตกโลหิต ตัดกับความมืดมิดอย่างงดงามจับตา ตามมาด้วยร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งที่ลอยละลิ่วลงมาตามสายผ้าแพรนั้นด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย
จวิ้นเจี๋ยที่นั่งนิ่งมาตลอด พลันยืดตัวตรง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
กลิ่นนี้... กลิ่นหอมลึกลับที่ติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึงของเขามาตลอดหลายราตรี บัดนี้มันกลับอยู่เบื้องหน้าเขาอีกครั้ง!
นางมิได้เพียงแค่ห้อยโหนอยู่บนผ้าแพร ทว่ากำลังร่ายรำอยู่กลางเวหา... ท่วงท่านั้นพลิ้วไหวและเบาหวิวราวกับเทพธิดาผู้เหาะเหินลงมาจากชั้นฟ้า อาภรณ์สีแดงเพลิงที่สวมใส่สะบัดไหวไปตามจังหวะลม เผยให้เห็นท่อนแขนเรียวเสลาและผิวพรรณขาวผ่องวูบหนึ่งยามเคลื่อนไหว ชวนให้ผู้คนเบื้องล่างแทบจะลืมหายใจ
มู่หลาน ปรากฏกายท่ามกลางสายตาคนนับพันในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีชาด ขับเน้นผิวที่ขาวนวลประดุจหิมะให้ดูผ่องประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้น ในอ้อมแขนของนางประคอง ‘กู่เจิง’ ไม้จันทน์หอมสลักลวดลายวิจิตรบรรจงไว้มั่น
วินาทีที่นางร่อนลงสู่พื้นเวทีนั้น... ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ปลายเท้าเล็กที่ห่อหุ้มด้วยรองเท้าปักดิ้นทองแตะลงบนพื้นไม้เนื้อแข็งอย่างแผ่วเบา ไร้สุ้มเสียงกระแทกกระทั้นแม้เพียงนิด ราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำ สื่อให้เห็นถึงวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้การร่ายรำที่อ่อนช้อย
เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับประดุจขนนกกาเหว่าถูกเกล้าครึ่งศีรษะ ปล่อยชายผมให้ปลิวไสวไปตามแรงลม ใบหน้าสะคราญรูปไข่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีต หน้าผากมนประดับด้วย ‘ฮวาเตี้ยน’ ลายดอกไม้สีแดงชาด เสริมเสน่ห์ให้ดูเย้ายวนและลึกลับน่าค้นหา ดวงตาหงส์คู่คมกริบที่ถูกกรีดหางตาให้เฉี่ยวขึ้นนั้น สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่งราวกับต้องมนต์ตรา
ยามนี้... นางมิใช่นักฆ่าผู้เปื้อนคราบโลหิต แต่คือ ‘นางพญา’ ผู้กุมหัวใจชายทั่วหล้า
แม้แต่ จวิ้นเจี๋ย ที่เคยนั่งสงบนิ่งราวกับไร้หัวใจ จิบสุราด้วยความเบื่อหน่ายมาตลอด ยังถึงกับเผลอวางจอกสุราลง แล้วยืดกายขึ้นจ้องมองนางตาไม่กระพริบ
“นั่น...”
เขาพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความสงสัย
ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแล่นปราดเข้ามากลางอก... มิใช่เพียงความงามที่ทำให้ใจเขาเต้นแรง ทว่าคือ ‘กลิ่นอาย’ บางอย่างที่แผ่ออกมา
ท่วงท่าที่ดูเย่อหยิ่งทนงตัว รอยยิ้มมุมปากที่ดูคล้ายเชิญชวนทว่ากลับถือตัวอยู่ในที และที่สำคัญที่สุดคือแววตา... ภายใต้ดวงตาหวานซึ้งที่นางแสร้งแสดงออกมานั้น ลึกลงไปกลับซ่อนความดุดัน ความเด็ดเดี่ยว และความอันตรายเอาไว้อย่างมิดชิด
มันช่างดึงดูด... และท้าทายสัญชาตญาณนักล่าในกายเขาเหลือเกิน!
มู่หลานสะบัดชายแขนเสื้อด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะทรุดกายลงหน้ากู่เจิง นางกรีดนิ้วเรียวยาวลงบนสายพิณเบาๆ เริ่มบรรเลงท่วงทำนองที่สั่นสะเทือนไปทั้งห้องโถง
ติง... ติง...
สุ้มเสียงดนตรีใสกังวานประดุจไข่มุกร่วงหล่นลงบนจานหยกดังกึกก้องขึ้นทั่วโถงกว้าง
บทเพลงที่มู่หลานบรรเลงมิใช่เพลงรักหวานเลี่ยนทั่วไป ทว่ากลับเป็นท่วงทำนองที่หนักแน่น เร้าอารมณ์ ผสมผสานความอ่อนช้อยและความแข็งแกร่งเข้าด้วยกันอย่างวิจิตรบรรจง พร้อมกันนั้น ร่างของ หงเหลียน ในอาภรณ์สีเพลิงและเหล่านางรำก็ก้าวออกมาวาดลวดลายร่ายรำอย่างอ่อนช้อย สอดประสานไปกับเสียงกู่เจิงของมู่หลานได้อย่างไร้ที่ติ
มู่หลานเงยหน้าขึ้นจากเครื่องดนตรี จังหวะเพลงเริ่มเร่งรัวรวดเร็ว นิ้วเรียวของนางพริ้วไหวไปบนสายพิณจนมองตามแทบมิทัน นางโปรยรอยยิ้มหวานเชื่อมที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีให้แก่แขกเหรื่อ เรียกเสียงโห่ร้องชื่นชมดังกึกก้องไปทั้งหอหมื่นบุปผา
ทว่า... ภายใต้รอยยิ้มงดงามปานน้ำผึ้งนั้น สายตาคู่สวยกลับลอบกวาดมองไปยัง ‘เขตที่นั่งพิเศษ’ อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อเริ่มภารกิจสืบข่าวตามที่ได้รับมอบหมายมา
แต่แล้ว... ดวงตาของนางก็ต้องสะดุดกึก!
เมื่อปะทะเข้ากับสายตาคมกริบของบุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินที่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่แถวหน้าสุด สายตาคู่นั้นจ้องมองมาอย่าง ‘จับผิด’ และ ‘พินิจพิเคราะห์’ ราวกับต้องการมองให้ทะลุเข้าไปถึงดวงวิญญาณภายในของนาง
‘อ๋องจวิ้นเจี๋ย!’
ชิบ... ชิบหายแล้ว!
มู่หลานกรีดร้องลั่นอยู่ในใจ นิ้วที่ดีดพิณแทบจะกระตุกผิดคีย์ไปในพริบตา
ทำไมเขาต้องมาอยู่ที่นี่! แล้วเหตุใดต้องมานั่งจ้องฉันตาเขม็งขนาดนั้นด้วย! หรือว่าเขาจะจำฉันได้?
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านจนมือไม้เย็นเฉียบ ทว่าสัญชาตญาณนักฆ่ากลับสั่งให้นางต้อง ‘นิ่ง’ สงบเยือกเย็นเข้าไว้
ใจเย็นไว้มู่หลาน... ใจเย็นๆ ... นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปลอบขวัญตนเองในใจ คืนนั้นมืดสลัวปานนั้น แถมฉันยังปกปิดใบหน้ามิดชิด วันนี้แต่งหน้าจัดเต็ม เปลี่ยนอาภรณ์ เปลี่ยนทรงผมถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นพ่อแม่ก็คงจำไม่ได้หรอก ประสาอะไรกับผู้ชายที่เจอกันเพียงชั่วครู่
นางรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง ฝืนส่งสายตาเย้ายวนกลับไปให้เขา อย่างเป็นมืออาชีพ นางวางท่าทีราวกับมิเคยรู้จักเขามาก่อน ทำประหนึ่งว่าเขาเป็นเพียงแขกกระเป๋าหนักผู้หนึ่งที่มาซื้อความสำราญเท่านั้น
จำไม่ได้หรอก... ท่องไว้... เขาจำไม่ได้แน่ๆ!
ทว่านางกลับมิรู้อันใดเลย... สัญชาตญาณนักล่าของบุรุษอย่างจวิ้นเจี๋ยนั้น แม่นยำยิ่งกว่าสายตาคู่ใดในใต้หล้า
เขายกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก สายตายังคงตรึงอยู่ที่ใบหน้าสะคราญของมู่หลานมิยอมละไปไหน มุมปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มที่ชวนให้คนมองต้องใจสั่นสะท้าน
“น่าสนใจ...”
