บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 : เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

บทที่ 5 : เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

บรรยากาศหน้าเรือนร้างอันเงียบสงัด เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่เพิ่งจะมลายหายไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของการเข่นฆ่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ

“ขอบพระทัยท่านอ๋อง... ขอบพระทัยที่เสด็จมาช่วยชีวิตกระหม่อมได้ทันเวลาพะยะค่ะ!”

ใต้เท้าเสิ่นทรุดกายลงโขกศีรษะกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งใจจนสุดพรรณนา ร่างท้วมยังคงสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำที่เพิ่งรอดพ้นจากคมเขี้ยวนักฆ่า ข้างกายคือฮูหยินและบุตรสาวที่โอบกอดกันร่ำไห้ด้วยความขวัญเสีย

มืออันสั่นระริกของใต้เท้าเสิ่นรีบล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบม้วนเอกสารบัญชีลับออกมาส่งมอบให้แก่บุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้า ราวกับมันเป็นถ่านร้อนที่พร้อมจะลวกมือหากถือไว้เนิ่นนานกว่านี้

“นี่คือหลักฐานทั้งหมดที่กระหม่อมเพียรรวบรวมมา... เชิญท่านอ๋องรับไปเถิดพะยะค่ะ!”

เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บมันไว้มอบแด่ฮ่องเต้ด้วยตนเองเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทว่าเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อครู่เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า ศัตรูมิตั้งใจจะปล่อยให้เขามีลมหายใจจนถึงรุ่งสาง หากมิได้ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ส่งยอดฝีมือมาคุ้มกันไว้ทัน เขาและครอบครัวคงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าป่าไปเสียแล้ว

จวิ้นเจี๋ยรับม้วนเอกสารนั้นมาถือไว้ด้วยกิริยาสงบนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์

“ข้าจะจัดการต่อเอง พาครอบครัวของเจ้าไปพักที่จวนรับรองเถิด ทหารของข้าจะคุ้มกันพวกเจ้าอย่างดี”

ภายในรถม้าคันหรูที่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางอันมืดมิดและเงียบสงัด

อ๋องจวิ้นเจี๋ยนั่งเอนกายพิงเบาะด้วยท่วงท่าสง่างามสมเป็นเชื้อพระวงศ์ ในมือถือม้วนเอกสารสำคัญที่ผู้คนมากมายยอมหลั่งโลหิตเพื่อแย่งชิงมันมา แสงตะเกียงสลัวส่องกระทบใบหน้าคมคายที่ดูเคร่งขรึมกว่าปกติ

ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรในกระดาษ... ทว่า เนื้อหาเหล่านั้นกลับมิอาจแทรกซึมเข้าสู่ความคิดของเขาได้เลยแม้แต่น้อย

ในห้วงคำนึงของเขายามนี้ กลับวนเวียนอยู่แต่เพียงเรื่องของ ‘นักฆ่าสตรี’ ผู้นั้น...

ดวงตาที่ไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกคู่นั้น... ร่างบอบบางที่ดิ้นรนขัดขืนอยู่ในอ้อมแขน... และกลิ่นหอมประหลาดที่รบกวนจิตใจ

จวิ้นเจี๋ยเผลอยกมือขึ้นแตะที่ปลายจมูกอย่างลืมตัว กลิ่นหอมหวานคล้ายดอกไม้ป่าที่เย้ายวนและลึกลับยังคงติดตรึงจางๆ มันเป็นกลิ่นเฉพาะกายที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาให้ตื่นเพริดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาก้มมองเบื้องล่างของตนเอง... พลันต้องขบกรามแน่นด้วยความตกตะลึงใจ

‘มัน’ กำลังตื่นตัว...

ความรู้สึกร้อนรุ่มและความปวดหนึบที่กลางกาย ซึ่งเขาคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้สัมผัสกับมันอีกแล้ว กลับแล่นพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรงเพียงแค่หวนนึกถึงสัมผัสแนบชิดกับนางในป่าทึบแห่งนั้น

นั่นคือความลับดำมืดที่เขารู้ดีแก่ใจ และคนในครอบครัวต่างปิดปากเงียบสนิท...

นับตั้งแต่ได้รับพิษประหลาดในครานั้น เขาก็สูญเสียความภาคภูมิใจในฐานะบุรุษเพศไปโดยสิ้นเชิง

‘มังกร’ ของเขายังคงหลับใหล... มันตายด้านราวกับท่อนไม้ผุพัง มิว่าจะสรรหายาดีจากทั่วหล้า หรือทดลองร่วมเตียงกับหญิงงามเมืองเลื่องชื่อจากสำนักใด ร่างกายของเขาก็ไม่เคยตอบสนองแม้เพียงนิด มันนิ่งสนิท เย็นชา และไร้ความรู้สึก สร้างความอัปยศและเป็นปมด้อยในใจให้แก่บุรุษผู้เพียบพร้อมอย่างเขามาตลอดหลายปี

ทว่า... คืนนี้... กับแค่นักฆ่าหญิงนิรนามผู้หนึ่ง

เพียงได้สูดดมกลิ่นกายอันหอมกรุ่นของนาง... เพียงได้สัมผัสร่างกายที่นุ่มหยุ่นแนบชิดชั่วครู่... โลหิตในกายเขากลับสูบฉีดพล่านจนร้อนระอุ ความเป็นชายที่เคยตายไปแล้วกลับผงาดง้ำขึ้นมาเรียกร้องความต้องการอย่างบ้าคลั่ง!

“เป็นไปได้อย่างไร...”

จวิ้นเจี๋ยพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นัยน์ตาที่เคยเย็นชาวาวโรจน์ขึ้นด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนา... และความยึดติดอันแรงกล้า

นางเป็นใคร? เหตุใดร่างกายของข้าถึงตอบสนองต่อนางเพียงผู้เดียว?

มือหนากำม้วนเอกสารในมือแน่นจนมันยับ ลืมสิ้นซึ่งความสำคัญของหลักฐานราชการ

“เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก...”

มุมปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มร้ายกาจที่ดูอันตรายยิ่งกว่ามัจจุราชที่คอยจองจำวิญญาณ เขาต้องตามหาตัวนางให้เจอ... มิใช่เพื่อจับมาลงโทษในฐานะนักฆ่าที่คิดปองร้ายขุนนาง แต่เพื่อจับนางมาพิสูจน์ ‘ยาวิเศษขนานเอก’ ที่สวรรค์อาจจงใจประทานมาให้เขาโดยเฉพาะ

มังกรที่หลับใหลมานานปี... บัดนี้ได้ตื่นขึ้นแล้วเพราะเจ้า!

ตัดสลับมายังพรรคทมิฬ

บรรยากาศภายในโถงถ้ำกลางช่างหนักอึ้งและเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก

เหล่ามือสังหารที่รอดชีวิตกลับมาต่างก้มหน้าตัวสั่น รอรับชะตากรรมที่ไม่อาจคาดเดาจากเบื้องบน ท่านเจ้าสำนัก ประทับอยู่บนบัลลังก์หินด้วยท่าทีสงบ ทว่าสายตาคมกริบที่กวาดมองความล้มเหลวตรงหน้านั้น กลับเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง

มู่หลานที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ นางรู้สึกได้ถึงเมฆหมอกแห่งความตายที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม...

แม้ใจจริงนางอยากจะสั่งฆ่าทิ้งให้สิ้นซาก ทว่าการจะฝึกปรือนักฆ่าฝีมือดีขึ้นมาทดแทนในเวลาอันสั้นนั้นมิใช่เรื่องง่าย การลงทัณฑ์จนถึงแก่ชีวิตจึงมิใช่ทางออกที่ชาญฉลาดนัก

“พวกเจ้า... ออกไปให้หมด ยกเว้นมู่หลาน”

คำสั่งสั้นๆ นั้นเปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ประทานสำหรับเหล่าลูกน้องที่รอดตาย ทว่ากลับเป็นดั่งคำพิพากษาประหารชีวิตสำหรับ มู่หลาน

เมื่อโถงหินกว้างขวางเหลือเพียงคนสองคน บรรยากาศก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นหลายเท่าตัว เจ้าสำนักเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงแรงกดดันมหาศาล

“มู่หลาน... เจ้าเป็นถึงหัวหน้าหน่วย ภารกิจกลับล้มเหลวมิเป็นท่า ลูกน้องบาดเจ็บ... เจ้ามีความกล้าที่จะรับบทลงโทษแทนทุกคนหรือไม่?”

มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เหงื่อซึมทั่วแผ่นหลัง

รับโทษแทนงั้นหรือ? บ้าบอคอแตก! ใครจะไปอยากเจ็บตัวกัน!

ในใจของมีนาอยากจะตะโกนใส่หน้าเจ้าสำนักไปว่า ‘ไม่เอาโว้ย! เรื่องอะไรต้องมาเจ็บตัวแทนคนอื่นด้วย!’ ทว่าความทรงจำและจิตใต้สำนึกของเจ้าของร่างเดิมกลับต่อต้านความคิดนั้นอย่างรุนแรง ‘มู่หลานคนเก่า’ คือหัวหน้าที่รักและปกป้องลูกน้องยิ่งชีพ นางมักจะยืดอกรับผิดแทนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเสมอมา

ริมฝีปากของนางเริ่มขยับไปเองราวกับถูกวิญญาณสิงสู่...

“ข้า...”

ยังไม่ทันที่คำว่า ‘ยินดี’ จะหลุดพ้นจากคอ...

“ภารกิจระดับสูง... สำเร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านเจ้าสำนัก”

มู่หลานหันขวับไปมองผู้มาใหม่ในทันที สตรีร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงเดินเข้ามาด้วยท่าทีเยื้องกรายอันมั่นใจ ใบหน้าสวยเฉี่ยวเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ที่ปรายตามามองนาง

‘หงเหลียน’ หรือดอกบัวแดง... นักฆ่าอันดับสองของพรรคทมิฬ คู่ปรับตลอดกาลที่จองล้างจองผลาญมู่หลานมาโดยตลอด

“ได้ข่าวว่า ‘อันดับหนึ่ง’ ของเราทำงานพลาดหรือเจ้าคะ?” หงเหลียนเอ่ยเยาะ แววตาสมเพชฉายชัดอย่างไม่ปิดบัง

“น่าเสียดายยิ่งนัก... ชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยากลำบาก ต้องมามัวหมองเพียงเพราะงานพื้นๆ ไม่สำเร็จ”

มู่หลานรู้สึกคิ้วกระตุกวูบ... หนอย... ยัยดอกบัวเน่า! มาได้จังหวะพอดิบพอดีเชียวนะ!

มู่หลานอยากจะสวนกลับไปนักว่า ‘หากเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น ก็ลองไปประมือกับอ๋องจวิ้นเจี๋ยผู้นั้นดูสักคราสิ! หมอนั่นมันปีศาจในคราบมนุษย์ชัดๆ ขืนเจ้าไปเจอ มีหวังได้กลายเป็นปุ๋ยรากบัวแดงแน่!’

“ดีมาก หงเหลียน” เสียงเจ้าสำนักเอ่ยชม ทำลายสงครามสายตาของทั้งคู่ลง “ฝีมือเจ้ายังคงเฉียบคมไม่เคยตก... ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว ข้าก็มีงานสำคัญให้เจ้าทั้งสองทำร่วมกัน”

“ร่วมกัน!” ทั้งมู่หลานและหงเหลียนอุทานออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

“จงเร่งเดินทางไปยัง ‘หอหมื่นบุปผา’ หอคณิกาอันดับหนึ่งในเมืองหลวง”

หอคณิกา?

มู่หลานเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน หัวใจร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มในพริบตา

อย่าบอกนะว่าทำงานพลาดแล้วต้องถูกส่งไปขายเรือนร่างเป็นการไถ่โทษ? เฮ้ย! นี่มันนิยายเรต R หรืออย่างไร! ฉันไม่เอานะ!

เจ้าสำนักดูเหมือนจะอ่านสีหน้าตื่นตระหนกของมู่หลานออก จึงเอ่ยสำทับต่อ

“อีกหนึ่งเดือน หอหมื่นบุปผาจะมีการจัดงานแสดงรื่นเริงครั้งยิ่งใหญ่ เหล่าขุนนางและผู้มีอิทธิพลจะมารวมตัวกันที่นั่น... พวกเจ้าต้องปลอมตัวเป็น ‘นางรำ’ เพื่อแฝงตัวเข้าไปสืบข่าวลับ และขโมยบัญชีรายชื่อสายลับของแคว้นศัตรูมาให้ได้”

มู่หลานลอบถอนหายใจยาวเหยียดจนไหล่ตก... โธ่เอ๊ย! ก็แค่ไปเป็นสปาย นึกว่าจะถูกส่งไปทำเรื่องอย่างว่าเสียแล้ว

สมองนักบัญชีเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว... ที่แท้ ‘พรรคทมิฬ’ แห่งนี้มิได้มีดีเพียงแค่รับจ้างปลิดชีพผู้คน ทว่ายังเป็นศูนย์กลางข่าวสารขนาดใหญ่ที่คอยซื้อขายข้อมูลให้แก่ผู้ที่มีเงินจ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะ อธรรม หรือแม้แต่คนในราชสำนัก ใครจ่ายหนัก พรรคก็พร้อมจะเป็นดาบในมือให้ทั้งสิ้น

“ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หงเหลียนรับคำแข็งขัน ก่อนจะปรายตามองมู่หลานด้วยสายตาหยามเหยียด

“หวังว่าคราวนี้... ‘อันดับหนึ่ง’ ของพรรคคงจะไม่กลายเป็นตัวถ่วงแข้งถ่วงขาให้ข้าต้องลำบากหรอกนะ”

มู่หลานกัดฟันกรอด พยายามปั้นยิ้มหวานที่ไปไม่ถึงดวงตา

“มิต้องห่วง... ข้าจะ ‘ดูแล’ ตัวเองเป็นอย่างดีทีเดียวล่ะ!”

งานนี้มิใช่เพียงแค่ต้องเอาตัวรอดจากภารกิจที่อันตราย ทว่ายังต้องมาประสาทเสียกับยัยคู่ปรับเบอร์สองผู้นี้อีก... ชีวิตของนักฆ่ามู่หลานนี่มันสู้ชีวิตไม่หยุดหย่อนจริงๆ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel