บท
ตั้งค่า

บทที่ 7: ใครแพ้ต้องเห่าเหมือนหมา

บทที่ 7: ใครแพ้ต้องเห่าเหมือนหมา

เสียงปรบมือเกรียวกราวและสุ้มเสียงโห่ร้องชื่นชมค่อยๆ แผ่วจางลง ยามที่ม่านไหมผืนหนาปิดตัวลงสนิทเพื่อสิ้นสุดการแสดง

มู่หลาน ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก ทันทีที่พ้นจากสายตาผู้ชมบนเวที นางก็แทบจะโยนมาดนางพญาผู้สูงศักดิ์ทิ้งไปในทันที ไหล่บางห่อลงด้วยความเหนื่อยล้าเกินจะกล่าว

การที่ต้องมานั่งกรีดนิ้วบนสายพิณ พร้อมกับปั้นหน้าส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้บุรุษนับร้อยนี่มันช่างบั่นทอนกำลังกายยิ่งกว่าการกวัดแกว่งอาวุธเสียอีก!

“หึ... แสดงได้มิเลวนี่”

เสียงแหลมสูงที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง มิต้องหันไปมองนางก็รู้ซึ้งว่าเป็นผู้ใด หงเหลียน เดินนวยนาดเข้ามาใกล้ ใบหน้าสวยเฉี่ยวยังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มักใช้ประดับกายอยู่เป็นนิจ

“ทว่า... สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการแสดงเห็นจะเป็นแขกผู้ทรงเกียรติในเขตพิเศษแถวหน้าสุดมากกว่า” หงเหลียนจีบปากจีบคอเอ่ย สายตาฉายแววท้าทายอย่างไร้ปิดบัง “ข้าเห็นนะ... อ๋องจวิ้นเจี๋ย เป้าหมายที่เจ้าเพิ่งจะทำภารกิจล้มเหลวมิเป็นท่า นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนั้น”

มู่หลานกรอกตามองบนด้วยความระอาในใจ... เออ เห็นแล้วย่ะ!

“แล้วอย่างไร?” มู่หลานถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มิแสดงอาการหวั่นไหว

“ก็มิได้เป็นอย่างไร...” หงเหลียนขยับเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงยั่วยุ “เพียงแค่อยากจะถามว่า... สนใจให้ข้าช่วยจัดการ ‘เก็บงาน’ ให้หรือไม่? ในเมื่อเจ้ามันไร้น้ำยา ข้าผู้นี้จะเป็นคนเด็ดหัวมันมาเซ่นสังเวยสำนักเอง คืนนี้ช่างเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งนัก”

มู่หลานได้ฟังดังนั้น ในใจก็แทบจะจุดพลุฉลองรัวๆ

เอาเลยจ้ะแม่คุณ! เชิญตามสบายเลย! หากหล่อนคิดว่าไอ้ปีศาจหน้าหล่อคนนั้นมันเคี้ยวง่ายนักก็เชิญไปตายแทนฉันได้เลย ฉันยินดีเป็นอย่างยิ่ง!

ทว่าแม้ในใจจะกระโดดโลดเต้นเพียงใด ปากของนางกลับเอ่ยสิ่งที่ตรงกันข้าม เพื่อกระตุ้นต่อมอยากเอาชนะของคู่ปรับให้ทำงานหนักยิ่งขึ้น...

“อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยหงเหลียน...”

มู่หลานปรายตามองคู่แข่งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาดูแคลนระคนสมเพช “ข้าคิดว่าด้วยระดับฝีมือของเจ้า... เกรงว่าจะมิอาจทำการนี้ได้สำเร็จหรอกนะ”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

หงเหลียนตวาดแว้ด ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน “นี่เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ?”

“ข้ามิได้ดูถูก แต่ข้าพูดความจริง” มู่หลานยักไหล่ด้วยท่าทีกวนประสาท “อ๋องผู้นั้นมิใช่หมูในอวยที่ใครจะเคี้ยวได้ง่ายๆ เขาอันตรายยิ่งกว่าที่เจ้าคิดนัก ข้าเตือนด้วยความหวังดี... อย่าไปแหย่เสือที่กำลังหลับใหลเลยจะดีกว่า”

“หุบปากเดี๋ยวนี้!” หงเหลียนขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ศักดิ์ศรีของนักฆ่าอันดับสองถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี “แล้วหากข้าทำได้เล่า? หากข้าเด็ดหัวมันมาได้ เจ้าจะว่าอย่างไร!”

มู่หลานกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยื่นข้อเสนอที่นางมั่นใจว่าอีกฝ่ายมิอาจปฏิเสธ

“หากเจ้าทำสำเร็จ... ฆ่าเขาได้จริงๆ ข้ายินดียกตำแหน่ง ‘นักฆ่าอันดับหนึ่ง’ ให้เจ้าไปเลย”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อดึงอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าแฝงความท้าทาย “มิหนำซ้ำ ข้าจะยอมลดเกียรติลงไปคลานสี่ขา แล้ว ‘เห่าหอน’ เยี่ยงสุนัขรับใช้ให้เจ้าดูต่อหน้าทุกคนในพรรคด้วยเอ้า!”

“เจ้าพูดเองนะมู่หลาน!”

หงเหลียนแสยะยิ้มร้ายกาจ ความมั่นใจในฝีมือตนเองเปี่ยมล้นจนบังตา “เตรียมฝึกเห่ารอไว้ได้เลย คืนนี้ข้าจะนำศีรษะของจวิ้นเจี๋ยกลับไปวางแทบเท้าเจ้าสำนัก!”

สิ้นวาจา หงเหลียนก็สะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าจากไป

มู่หลานมองตามแผ่นหลังนั้นไปพลางส่ายหน้าเบาๆ ... โชคดีนะจ๊ะแม่น้องสาว ถ้าไม่ตายก็คงได้แผลกลับมาเป็นของฝากบ้างแหละ

นางหมุนตัวเตรียมจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องแต่งตัวเพื่อล้างเครื่องสำอางหนาเตอะนี่ออกเสียที แต่ยังมิทันจะได้ก้าวเท้า ร่างท้วมที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องทองหยองของ แม่เล้าจู ก็พุ่งเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน

“มู่หลาน! มู่หลานลูกรัก!”

แม่เล้าจูยิ้มจนแก้มปริ ดวงตาหยีจนแทบไม่เห็นลูกตาดำ “เจ้าจะรีบไปไหน? คืนนี้เจ้ายังพักมิได้นะ!”

“เหตุใดเล่าเจ้าคะ?” มู่หลานขมวดคิ้วมุ่น “การแสดงจบลงแล้วมิใช่หรือ?”

“จบที่ไหนกันเล่า! นั่นมันเพียงแค่หน้าเวทีเท่านั้น!”

แม่เล้าจูรีบละล่ำละลักบอกด้วยความตื่นเต้น “มีท่านขุนนางใหญ่ผู้หนึ่ง... กระเป๋าหนักยิ่งนัก! เขาประทับใจเสียงพิณของเจ้ามาก ถึงขั้นเสนอเงินก้อนโตเพื่อต้องการให้เจ้าไปแสดงดนตรีให้ฟังเป็นการส่วนตัวที่ห้องรับรองชั้นบน... เดี๋ยวนี้เลย!”

มู่หลานชักสีหน้าบึ้งตึงลงทันตา ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันทำให้ความอดทนของนางเริ่มต่ำลงจนแทบติดลบ

“ข้าเหนื่อย... ข้าจะกลับไปพักผ่อน”

“ไม่ได้นะ! เขาจ่ายเงินมาแล้วตั้ง หนึ่งพันตำลึงทอง!”

แม่เล้าจูรีบผวากอดท่อนแขนของนางไว้แน่นราวกับปลิง ไม่ยอมปล่อยให้ตัวทำเงินหลุดมือไปง่ายๆ “เจ้าต้องไปนะมู่หลาน ถือว่าแม่ขอร้อง! แค่ประเดี๋ยวเดียวเอง ไปนั่งดีดพิณ รับทรัพย์ก้อนโต ไม่ดีหรือไร!”

มู่หลานถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความระอา นางรู้ดีว่าในฐานะที่แฝงตัวมาเป็นเพียงนางโลมหน้าใหม่ นางไม่อาจทำตัวมีปัญหาจนกลายเป็นจุดสนใจได้ หากปฏิเสธรุนแรงเกินงามอาจจะทำให้เสียแผนการใหญ่

“ก็ได้...”

มู่หลานตอบรับอย่างเสียมิได้ ทว่าก่อนที่แม่เล้าจูจะทันได้กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ นางก็สวนกลับด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“แต่ข้ามีข้อแม้... แค่แสดงดนตรีเท่านั้น ข้า-ไม่-ขาย-เรือนร่าง”

แม่เล้าจูชะงักกึก รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า เมื่อจู่ๆ บรรยากาศรอบตัวของสาวงามตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

ดวงตาหงส์คู่สวยที่เคยทอประกายหวานเชื่อม บัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นยะเยือก รังสีสังหารบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้น กดดันจนแม่เล้าจูรู้สึกเหมือนอากาศรอบกายถูกสูบหายไป ขนอ่อนลุกซู่ไปทั้งกายราวกับกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพญามัจจุราชที่พร้อมจะกระชากวิญญาณ

“ข้า...”

แม่เล้าจูตัวสั่นงันงก ขาแข็งจนก้าวไม่ออก ลิ้นจุกอยู่ที่ปาก “ระ... รับทราบ... แค่ดนตรี... แค่ดนตรีจริงๆ เจ้าค่ะ!”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายหวาดกลัวจนได้ที่ มู่หลานจึงค่อยๆ คลายแรงกดดันลง ปรับสีหน้ากลับมาเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังเดิม

“ดี... เช่นนั้นก็นำทางไปสิ”

นางเดินผ่านหน้าแม่เล้าไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งให้เจ้าของหอยืนหอบหายใจแฮกๆ อยู่เบื้องหลัง พลางยกมือทาบอกด้วยความขวัญเสีย

แม่เจ้าโว้ย... นังหนูนี่มันเป็นใครมาจากไหนกันแน่ เหตุใดถึงได้น่ากลัวยิ่งกว่าโจรป่าเสียอีก!

กลิ่นกำจายหอมอ่อนๆ ของไม้จันทน์ลอยอบอวลไปทั่วห้องรับรองชั้นบนที่ถูกตกแต่งไว้อย่างวิจิตรบรรจง

มู่หลานถูกพาเข้ามาด้านใน นางกวาดสายตามองสำรวจไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง แล้วก็ต้องลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

เมื่อเห็นว่าตรงกลางห้องมี ‘ฉากกั้นไม้ฉลุลาย’ ปิดทอง ที่บุด้วยผ้าแพรไหมบางเบากั้นขวางอยู่ระหว่างที่นั่งบรรเลงพิณของนาง และตั่งที่นั่งของแขกผู้ทรงเกียรติ

อย่างน้อยก็มีฉากกั้น... ไม่ต้องปะทะหน้ากันตรงๆ ค่อยยังชั่วหน่อย

หญิงสาวลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก พลางจัดแจงท่านั่งหลังกู่เจิงตัวโปรดให้เข้าที่

ฉากกั้นเช่นนี้ นางเคยเห็นบ่อยครั้งในซีรีส์จีนย้อนยุคที่นางเอกจำต้องมาเล่นดนตรีให้ขุนนางหรือแม่ทัพผู้เกรียงไกรฟัง ไม่คาดคิดเลยว่าชีวิตจริงจะต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันราวกับลอกเลียนแบบมามิผิดเพี้ยน

ทว่า... อย่างน้อยการมีฉากกั้นบังตาไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี นางมิต้องคอยปั้นหน้ายิ้มแย้ม หรือฝืนสบตาหวานเชื่อมกับตาแก่ตัณหากลับที่ไหนก็ไม่รู้ เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาบรรเลงเพลงให้จบๆ ไป แล้วรีบชิ่งหนีกลับไปซุกตัวในผ้าห่มอุ่นๆ ก็เป็นอันสิ้นเรื่อง

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งจะก้าวเข้ามานั่งลงบนตั่งไม้ฝั่งตรงข้ามฉากกั้น

แม้จะมีผ้าแพรบางเบากั้นขวาง ทว่าเงาตะคุ่มที่สะท้อนผ่านเข้ามานั้นกลับดูองอาจผึ่งผาย อีกทั้งยังแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์และกดดันบางอย่าง จนมู่หลานรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาอย่างประหลาด

“เริ่มได้”

สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งสั้นๆ ราบเรียบแต่ทรงอำนาจ

มู่หลานชะงักมือที่กำลังจะจรดลงบนสายพิณไปชั่วครู่ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยภายใต้ความสลัว

เสียงนี้...

เหตุใดจึงช่างคุ้นหูนัก? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน...

นางพยายามนึกทบทวนเฟ้นหาความทรงจำในสมอง แต่จนแล้วจนรอดก็นึกไม่ออก เพราะช่วงนี้นางพบเจอผู้คนมากมายเหลือเกิน ทั้งคนในพรรคและแขกเหรื่อในหอนางโลม หญิงสาวจึงสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วเริ่มลงมือบรรเลงเพลงตามหน้าที่

ติง...

เสียงกู่เจิงดังกังวานขึ้น ท่วงทำนองพลิ้วไหวอ่อนหวานราวกับสายธาราที่ไหลริน สอดแทรกด้วยความโศกเศร้าลึกซึ้งที่นางถ่ายทอดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ... ความรู้สึก ‘คะนึงหา’ บ้านที่จากมาไกลแสนไกล

ตลอดเวลาที่ปลายนิ้วกรีดกรายลงบนสายพิณ นางสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองทะลุฉากกั้นเข้ามา...

นิ่งงัน... และจับจ้องราวกับราชสีห์ที่กำลังหมอบคอยตะครุบเหยื่อ มิมีการขยับกาย มิมีการยกจอกสุราขึ้นดื่มด่ำ มีเพียงความเงียบสงัดที่น่าหวาดหวั่นปกคลุมไปทั่วห้อง

จวบจนกระทั่งตัวโน้ตสุดท้ายเลือนหายไปในความเงียบ...

มู่หลานวางมือลงบนสายพิณเพื่อหยุดการสั่นไหว นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมา

“บทเพลงจบลงแล้ว... ข้าน้อยขอตัวลาเจ้าค่ะ”

นางเอ่ยคำลาด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยตามมารยาท ร่างบางขยับกายเตรียมจะลุกขึ้นหนีไปให้พ้นๆ จากบรรยากาศชวนอึดอัดนี้เสียที

“ช้าก่อน...”

สุ้มเสียงทุ้มต่ำนั้นดังขัดขึ้นอีกครา เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ตรึงร่างของมู่หลานให้หยุดชะงักอยู่กับที่มิอาจก้าวเดิน

“ฝีมือดนตรีของเจ้านับว่ามิเลว... พลิ้วไหวราวกับสายวารีที่ไหลริน ช่างแตกต่างจากยามที่เจ้าถือดาบไล่เข่นฆ่าผู้คนราวกับ ฟ้ากับเหว”

มู่หลานตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินสลัก โลหิตในกายเย็นเฉียบลงอย่างฉับพลัน

เขา... เขาพูดว่าอะไรนะ? ถือดาบ? ฆ่าคน?

ยังไม่ทันที่สมองของนางจะประมวลผลได้เสร็จสิ้น ประโยคถัดมาก็ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ ราวกับจงใจจะกรีดมีดลงไปกลางใจคนฟัง

“ข้าเพียงแค่อยากจะรู้...”

เงาร่างสูงใหญ่หลังฉากกั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวเดินอ้อมฉากไม้ฉลุลายนั้นออกมาปรากฏกายต่อหน้านางอย่างช้าๆ

แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่นางจดจำได้แม่นยำแม้ในฝันร้าย... ริมฝีปากหยักได้รูปกำลังแสยะยิ้มเย็นเยือกที่ส่งตรงมาจากขุมนรก

‘อ๋องจวิ้นเจี๋ย!’

เขาสืบเท้าก้าวเข้ามาประชิดตัวนางที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่หน้ากู่เจิง กลิ่นอายคุกคามแผ่ซ่านจนนางแทบหยุดหายใจ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมากระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงหยามหยัน

“นอกจากจะเป็น ‘นักฆ่า’ แล้ว... เจ้ายังตกอับมาเป็น ‘นางโลม’ ในหอคณิกาด้วยหรือนี่?”

เปรี้ยง!

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล มู่หลานเบิกตากว้าง จ้องมองปีศาจในคราบเทพบุตรตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง

โป๊ะแตก! ความแตกแล้ว!

ซวยแล้วมู่หลานเอ๊ย!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel